ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 63 ซื้อเกวียนกับลา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 63 ซื้อเกวียนกับลา
บทที่ 63 ซื้อเกวียนกับลา
ซ่งชิงหนานตั้งใจอยู่กับการเรียนศิลปะการต่อสู้
ในตอนนี้ชีวิตของครอบครัวซ่งทุกคนเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้ว
ที่หน้าร้านมีลูกค้ามาต่อแถวยาวรอซื้อเจียนปิ่งและมันเผา
“เจียนปิ่งของพี่น้องซ่งนี่อร่อยจริง ๆ“
“เป้าหมายในทุกวันของข้า คือการได้กินเจียนปิ่งร้านนี้ในตอนเช้า เพียงแค่นี้ก็มีแรงทำงานแล้ว”
“ข้าก็เหมือนกัน ยิ่งมีมันเทศเผาร้อน ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เข้ากับหน้าหนาวที่สุดแล้ว”
“เออ นี่เจ้ารู้หรือไม่ว่าป้าหวังก็จะขายเจียนปิ่งเหมือนกับแม่นางซ่ง”
“ฮ่า ๆ อย่าพูดถึงเลย วันก่อนข้าไปลองซื้อมากินแล้ว ไม่อร่อยเท่าของแม่นางซ่งหรอก สุดท้ายก็ต้องกลับมาซื้อร้านนี้อยู่ดี”
“ก็จริง ผู้ใดจะมาสู้รสมือแม่นางซ่งได้ ของเช่นนี้ลอกเลียนแบบกันได้ง่าย ๆ ที่ใดเล่า”
“ป้าหวังคงอยากจะเปิดร้านเป็นของตัวเอง และคงตั้งใจมาขายแข่งกับแม่นางซ่งเป็นแน่ แต่สุดท้ายก็เทียบไม่ติด น่าตลกเสียจริง ฮ่า ๆ”
“แม่นางซ่ง ไม่ต้องห่วงเรื่องนี้ไป อย่างไรเสียพวกเราก็จะเป็นลูกค้าประจำของเจ้าเสมอ”
…
ซ่งชิงหลันรู้สึกอบอุ่นในใจเมื่อได้ยินลูกค้าประจำให้คำมั่นเช่นนั้น
“ขอบคุณทุกท่านที่สนับสนุนข้ามาตลอด ตราบใดที่พวกท่านยังอยากกินเจียนปิ่งของเรา ข้าก็จะขายต่อไปเรื่อย ๆ เจ้าค่ะ”
เช้าที่วุ่นวายผ่านไปอีกหนึ่งวัน เมื่อเห็นว่าคนเริ่มน้อยลงแล้ว ซ่งชิงหลันจึงนั่งลงเพื่อนับเงิน
วันนี้ก็เป็นอีกวันที่ได้กำไรดีเช่นเคย
ซ่งชิงหลันเก็บเงินเข้าที่ หันไปมองซ่งชิงตงที่กำลังพลิกมันเผาแล้วเอ่ยกับน้องชาย “ชิงตง ข้าคิดว่าจะซื้อเกวียนกับลา เจ้าคิดอย่างไร”
“เกวียนกับลาหรือขอรับ” ซ่งชิงตงถามอย่างประหลาดใจ เขาวางที่คีบในมือลงแล้วเดินเข้ามาหาซ่งชิงหลัน “เหตุใดจู่ ๆ ท่านถึงอยากซื้อขอรับ”
“ข้าไม่ได้เพิ่งคิดปุบปับ ความจริงก็มีแผนอยากจะซื้ออยู่ก่อนแล้ว ข้าเห็นว่าเจ้าเหนื่อยเกินไปมาก ต้องคอยลากรถเข็นไปมาทุกวัน เราน่าจะมีเกวียนกับลา จะได้สะดวกขึ้นหน่อย”
ซ่งชิงตงพยักหน้าตามพลางครุ่นคิด “แต่ราคามันก็ไม่น้อยเลยนะขอรับ ข้าเคยได้ยินมาว่าต้องจ่ายถึงห้าตำลึง…”
ซ่งชิงหลันยิ้มแล้วเขย่าถุงเงินในมือตนเองไปมา “เรามีเงินแล้ว ข้านับมาอย่างดี เงินที่เรามีตอนนี้พอซื้อได้แน่”
“แต่ถึงอย่างไรมันก็ตั้งห้าตำลึงเชียวนะขอรับ ความจริงแล้ว ข้ายอมทำงานหนักเหมือนเดิมก็พอได้…”
อย่างไรเสียซ่งชิงตงก็ยังรู้สึกลังเลที่จ่ายเงินจำนวนนั้นอยู่ดี
คนเป็นพี่จึงตบไหล่น้องชายเบา ๆ แล้วให้ความมั่นใจอีกครั้ง “ชิงตง เชื่อพี่สาวเถอะน่า มันจะดีเอง”
ซ่งชิงตงพยักหน้ารับ “ก็ได้ขอรับ”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปที่ตลาด ส่วนเจ้าพอถึงเวลา ก็เก็บร้านแล้วกลับบ้านได้เลยนะ”
“ขอรับท่านพี่ ท่านก็ระวังตัวด้วยนะ”
“เข้าใจแล้ว” ซ่งชิงหลันโบกมือให้เขาแล้วเดินไปยังตลาด
วันนี้เป็นวันที่ในตลาดมีแม่ค้าพ่อขายมาตั้งร้านขายของมากมาย
ซ่งชิงหลันตรงไปยังร้านที่ขายลาและเกวียน
เจ้าของร้านเป็นบุรุษเฒ่าผมหงอกสีขาวโพลน ทันทีที่เห็นว่ามีลูกค้าเข้ามา เขาก็ส่งยิ้มให้นางและเอ่ยถามขึ้น “แม่นาง เจ้าอยากจะได้เกวียนกับลาอย่างนั้นหรือขอรับ”
“ใช่เจ้าค่ะ” ซ่งชิงหลันพยักหน้า จากนั้นก็มองไปที่เกวียนเล่มหนึ่งแล้วเริ่มถาม “ท่านขายเกวียนกับลานี่อย่างไรหรือ?”
ชายชรายิ้ม “ทั้งลาและเกวียน ห้าตำลึงเท่านั้นขอรับ”
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้ว “ท่านพอจะลดราคาได้หรือไม่”
“โธ่แม่นาง ท่านลองไปถามที่ใดก็ได้ในตลาดนี้ ราคาห้าตำลึงนี้ถือเป็นราคาปกติแล้ว แถมลาของข้ายังเป็นลาพันธุ์ดี เกวียนเองก็เป็นของมีคุณภาพ จ่ายทีเดียวได้ของดี ๆ ไปใช้แน่”
สิ่งที่เจ้าของร้านเล่าไม่ได้เกินจริงเลย เพราะเมื่อซ่งชิงหลันมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าลาและเกวียนในร้านนี้ดีที่สุดอย่างที่ว่า
เจ้าของร้านเห็นว่าซ่งชิงหลันดูอยากจะซื้อมากจริง ๆ เขาจึงพูดอีกครั้ง “แม่นาง หากท่านอยากได้จริง ๆ อย่างนั้นก็…”
ยังไม่ทันที่บุรุษเฒ่าจะพูดจบก็มีเสียงแหลม ๆ ดังขึ้นจากด้านหลังของทั้งคู่
“นี่ หากเจ้าไม่มีปัญญาจ่ายก็อย่ามายืนขวางทางคนอื่น แค่เงินห้าตำลึงยังไม่มี แล้วยังหน้าไม่อายมาเดินเลือกดูลากับเกวียนอีกอย่างนั้นหรือ เหอะ”
ซ่งชิงหลันคิ้วกระตุก และรู้สึกมึนงงที่อยู่ ๆ ก็มีเสียงน่ารำคาญดังขึ้นมาจากด้านหลัง และรู้ได้โดยพลันว่าเจ้าของเสียงนี้คือเจี่ยงชุ่ยเหลียน อดีตแม่สามีของนาง
ซ่งชิงหลันไม่ได้อยากจะเสวนากับสตรีนางนี้ จึงทำเป็นหูทวนลมคล้ายกับเวลาถูกหมาเห่าเวลาเดินผ่าน และยังคงยืนมองเกวียนอย่างพิจารณาว่าจะเอาเล่มไหนดี
เจี่ยงชุ่ยเหลียนเพิ่งจะได้รับการปล่อยตัวจากคุกเมื่อวานนี้ และวันนี้เป็นวันที่นางออกจากบ้านเพื่อมาที่ตลาด หลังกลับบ้านไปพักผ่อนอยู่ครึ่งวัน นางไม่คิดว่าจะได้พบกับซ่งชิงหลัน คนที่ตนเกลียดเข้ากระดูกดำ
เมื่อเห็นว่าซ่งชิงหลันกำลังลังเลเรื่องซื้อเกวียน นางจึงไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้เข้ามาพูดจาถากถางเพื่อสร้างความอับอายให้อีกฝ่าย
เจียงชุ่ยเหลียนยิ้มเยาะแล้วเดินไปพูดกับเจ้าของร้าน “ตาเฒ่า ข้าแนะนำให้นะ เจ้าอย่ามาเปลืองแรงเสียเวลากับลูกค้าอย่างนางเลย เพราะว่านังคนนี้…”
ว่าพลางชี้ไปทางซ่งชิงหลันแล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “ก็แค่ยาจก ไม่มีเงินมาซื้อของในร้านเจ้าหรอก เพราะอย่างนั้นอย่ามัว…”
ซ่งชิงหลันทนไม่ได้อีกต่อไป ความจริงแล้วนางไม่จำเป็นต้องทนกับอะไรแบบนี้ด้วยซ้ำ เหตุใดต้องปล่อยให้สตรีนางนี้ได้ใจด้วย
หญิงสาวยกยิ้มอย่างเย็นชา มองไปที่อดีตแม่สามีด้วยความประหลาดใจแล้วเอ่ยขัดว่า “รู้จักข้าดีเพียงนั้นเลย แล้วเจ้าเล่า ออกมาจากคุกได้แล้วหรือ”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เจี่ยงชุ่ยเหลียนก็โกรธจัด ชี้หน้าซ่งชิงหลันแล้วด่าทอนาง “นังสารเลว ยังมีหน้ามาถามเรื่องนี้อีกอย่างนั้นหรือ ไม่ใช่เพราะเจ้าหรืออย่างไรข้าถึงต้องไปติดอยู่ที่นั่น”
ซ่งชิงหลันผลักมือที่ชี้หน้าอยู่ออกไปอย่างแรง แล้วพูดอย่างเย็นชา “ระวังนิ้วมือของเจ้าให้ดีเถิด อย่าไปเที่ยวชี้หน้าคนอื่นเช่นนี้ อย่าลืมสิว่าเหตุใดเจ้าถึงต้องไปติดคุกเมื่อคราวก่อน อยากเข้าไปกินข้าวแดงอีกสักครั้งหรือ”
“เจ้า.. เจ้า…” สตรีเฒ่าโกรธจัดจนพูดไม่เป็นประโยค
“นังสารเลว รู้เอาไว้ด้วยว่าคนอย่างข้าไม่เคยกลัวเจ้า ที่นี่ไม่ใช่ที่ประตูเมืองแล้ว ไม่มีผู้ใดคอยปกป้องเจ้าได้”
ไม่ว่าเปล่า เจี่ยงชุ่ยเหลียนก็ยกมือขึ้นหมายจะตบซ่งชิงหลัน
หากแต่ซ่งชิงหลันกลับปรายตามองอย่างเย็นชา “ก็เอาสิ มีคนยืนดูอยู่ทั้งตลาด หากเจ้ากล้าแตะต้องข้า ข้าจะแจ้งเจ้าหน้าที่ ฐานที่เจ้าเจตนาทำร้ายร่างกาย ท่านลุงเจ้าของร้านก็เป็นพยานได้”
สายตาของเจี่ยงชุ่ยเหลียนเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนก ความกลัวเริ่มกัดกินอย่างห้ามไม่ได้
ไม่เคยคิดเลยว่าลูกสะใภ้ขี้ขลาดไร้ทางสู้จะกลายเป็นคนที่ยืนต่อปากต่อคำกับตนเช่นนี้ไปได้
ซ่งชิงหลันไม่อยากจะยุ่งกับสตรีนางนี้อีกต่อไป นางจึงหยิบเงินห้าตำลึงออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นให้เจ้าของร้าน ต่อด้วยการเอ่ยเบา ๆ “ท่านลุง ข้าเอาเกวียนนี้กับลาตัวนั้นด้วยเจ้าค่ะ”
เจียงชุ่ยเหลียนประหลาดใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นภาพนั้น มองเงินในมือของซ่งชิงหลันแล้วคิดกับตัวเองว่า ‘นังเด็กนั่นไปเอาเงินมากขนาดนี้มาจากที่ใดกัน’
ร้านอาหารเช้านั่นทำเงินได้มากเพียงนี้เชียวหรือ?
ในตอนนี้ นางรู้สึกอับอายขายขี้หน้าขึ้นมา นางเพิ่งบอกเจ้าของร้านไปว่าเด็กนี่ไม่มีปัญญาจะซื้อเกวียน หากแต่การที่นางหยิบเงินออกมาจ่ายเช่นนี้ มันก็เท่ากับว่าเป็นนางเองที่เหมือนถูกตบหน้ากลางตลาดไม่ใช่หรือ?
เจี่ยงชุ่ยเหลียนไม่พอใจอย่างมาก แต่ก็ต้องบังคับตัวเองให้ถอยกลับ ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายตะโกนเสียงดังใส่เจ้าของร้านเกวียน “ตาเฒ่า เจ้าห้ามขายเกวียนให้นังนี่ หากเจ้ารับเงินจากนางในวันนี้ ต่อไปข้าจะไม่ขายเนื้อหมูให้เจ้าอีก ลองคิดดูเถิด”
พ่อค้าเกวียนไม่ได้สนใจคำพูดนั้น จึงได้รับเงินมาจากซ่งชิงหลัน และหันไปตอบเจี่ยงชุ่ยเหลียนว่า “แม่นาง นี่มันร้านของข้า กว่าจะขายเกวียนได้ก็ไม่ได้ง่าย เพราะอย่างนั้นช่วยสงบปากสงบคำทีเถิด”