ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 69 หลันหลัน เย่หานยังมีชีวิตอยู่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 69 หลันหลัน เย่หานยังมีชีวิตอยู่
บทที่ 69 หลันหลัน เย่หานยังมีชีวิตอยู่
หิมะตกลงมาอย่างหนักเป็นเวลาหลายวัน
ในตอนเช้าที่อากาศหนาวเย็น สามพี่น้องก็ยังคงไม่อยากให้พี่สาวของพวกเขาไปที่ร้านด้วย
นั่นทำให้นางมีเวลาพอสำหรับการเย็บเสื้อผ้าชุดใหม่ให้พวกเขาใส่ รวมทั้งของท่านย่าและเฉินเฉินกับเยว่เยว่ด้วย
หลังอาหารเช้า ซ่งชิงหลันทำความสะอาดไก่ที่เชือดแล้ว จากนั้นก็เอาลงไปตุ๋นในหม้อพร้อมส่วนผสมต่าง ๆ รอน้องชายกลับมากินด้วยกันในตอนเที่ยง
นางเดินกลับเข้าไปในบ้าน มองลูกแฝดที่อยู่ในเปล พวกเด็ก ๆ อารมณ์ดีไม่งอแงเลยแม้แต่น้อย นางเห็นดังนั้นจึงแวะเล่นกับทั้งสอง
จากนั้นหญิงสาวก็นั่งลงข้าง ๆ เปลของลูก ๆ ลงมือเย็บชุดกันหนาวพร้อมทั้งหันไปหยอกล้อกับเด็กน้อยข้างกายเป็นครั้งคราว ช่างเป็นช่วงเวลาที่แสนอบอุ่น
ในตอนนั้นเองที่มีเสียงเคาะประตูดังมาจากหน้าบ้าน
“โอ๊ะ” ซ่งชิงหลันวางมือจากงานที่ทำอยู่ เพราะเผลอถูกเข็มตำที่นิ้วจนเลือดสีแดงสดไหลซึมออกมา
แม่เฒ่าซ่งรีบพูดอย่างกังวล “เป็นอันใดมากหรือไม่ เจ้าระวังหน่อยเถิด”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะ แค่เข็มตำ เจ็บนิดเดียว”
เสียงเรียกโหวกเหวกรบกวนมาจากหน้าประตู
ท่านย่าบ่นอย่างหงุดหงิด “หิมะตกเช่นนี้ผู้ใดมากัน”
ว่าจบนางก็ลุกขึ้นกำลังจะเดินไปเปิดประตู
ซ่งชิงหลันเห็นดังนั้นจึงลุกตามมาแล้วห้ามหญิงชราเอาไว้ก่อน “ท่านย่าเจ้าคะ ข้างนอกนั้นหนาวมาก ประเดี๋ยวข้าออกไปเองเจ้าค่ะ”
นางหันไปหยิบเสื้อกันหนาวมาสวมป้องกันความเย็น แล้วเดินออกไปที่ประตูบ้านเพื่อดูว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น
ที่หน้าประตูมีเจี่ยงชุ่ยเหลียนและไป๋เย่เฮยสวมเสื้อจากใยมะพร้าวยืนอยู่
“พวกเจ้ามาทำอันใดที่นี่?” ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ กำลังจะปิดประตูตามสัญชาตญาณ
“ประเดี๋ยว ประเดี๋ยวก่อน” เจี่ยงชุ่ยเหลียนรีบเอ่ยห้ามนาง
จากนั้นก็ขยิบตาให้ไป๋เย่เฮยที่อยู่ข้างกายแล้วกระซิบกระซาบ “เอาของออกมาเร็วสิ”
ไปเย่เฮยหน้ามุ่ยอย่างไม่เต็มใจ แล้วส่งเนื้อหมูสดมาให้ซ่งชิงหลัน
นางเลิกคิ้วแล้วถามอย่างสงสัย “นี่หมายความว่าอย่างไร”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนส่งยิ้มให้นางอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน แล้วรีบพูดขึ้นมา “หลันหลัน พวกเรามาที่นี่เพื่อพบเจ้า เอาหมูพวกนี้ไปทำอาหารให้ย่ากับน้องชายกินเสียสิ”
ว่าจบนางก็เอาหมูมาจากไป๋เย่เฮยกำลังจะยัดใส่มืออดีตลูกสะใภ้
หญิงสาวขนลุกเกรียวเมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกว่า ‘หลันหลัน’
ทำอย่างกับว่านางมีความสัมพันธ์อันดีต่อพวกเขา
ท่าทางเช่นนี้ของเจี่ยงชุ่ยเหลียนไม่ใช่เรื่องปกติเลยสักนิด คนอย่างนางต้องมีอะไรแอบแฝงเอาไว้แน่ จึงได้มาทำดีเช่นนี้
หญิงสาวก้าวเท้าหลบ ปัดมือของเจี่ยงชุ่ยเหลียนออกไปแล้วพูดอย่างประชดประชัน “อย่ามาทำเสแสร้ง คนอย่างเจ้าหรือจะหวังดีกับข้า”
ไป๋เย่เฮยโกรธทันที จ้องมาทางซ่งชิงหลันแล้วพูดว่า “นังตัวดี ดูคำพูดคำจาสิ แม่ข้าอุตส่าห์พูดดี ๆ ด้วยแล้ว ยังกล้าตอบเช่นนี้ได้หรือ ไร้ยางอายถึงเพียงนี้ เหอะ!”
ด้วยเพราะขี้เกียจเสวนากับคนพวกนี้ นางจึงบอกปัดอย่างรวดเร็ว “ไปให้พ้น”
เมื่อเห็นว่าซ่งชิงหลันทำท่าจะปิดประตูลงอีกครั้งเจี่ยงชุ่ยเหลียนจึงยื่นมือมาคว้าข้อมือของนางเอาไว้ แล้วพูดอย่างประนีประนอม “หลันหลัน อย่าโกรธไปเลย เจ้าก็รู้ว่าน้องชายคนนี้เป็นคนหยาบกระด้าง เขาพูดไปแบบไม่ทันคิด อย่าถือสาหาความเลย”
ซ่งชิงหลันรีบสะบัดมืออกอย่างแรง “พูดอันใดออกมา ไม่อายปาก ข้ามีน้องชายแค่สี่คนเท่านนั้น อีกเรื่อง ท่านแม่ข้าไม่มีทางให้กำเนิดลูกชายเช่นนี้!”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนไม่ตอบโต้ เพียงเอ่ยพร้อมยิ้ม “เย่เฮยเป็นน้องชายของเย่หาน จะไม่ใช่น้องชายของเจ้าได้อย่างไรกัน”
หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างขมขื่น เริ่มเกิดความสงสัยว่าจู่ ๆ เหตุใดอดีตแม่สามีถึงได้พูดถึงไป๋เย่หานที่ตายไปแล้วขึ้นมาอีก
เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ปฏิเสธ อดีตแม่สามีจึงใช้โอกาสนี้ในการต้อนหญิงสาวต่อทันที “หลันหลัน ข้ามาที่นี่เพื่อบอกข่าวดีกับเจ้า”
“มีอันใดก็รีบพูดมา”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนมีท่าทีตื่นเต้นเกินจริงแล้วพูดขึ้น “เจ้าอาจจะไม่เชื่อหูตัวเอง ข้าได้รับจดหมายจากเย่หานเมื่อวานนี้ เขายังไม่ตาย นอกจากมีชีวิตอยู่แล้วยังสบายดีอีกด้วย”
“ว่าอย่างไรนะ!” ซ่งชิงหลันตกตะลึง และชะงักงันด้วยไม่รู้ว่าจะต้องตอบสนองต่อเรื่องนี้อย่างไรดี
เจี่ยงชุ่ยเหลียนจับมือนางอีกครั้งพร้อมรอยยิ้ม “ดูสิ เจ้ามีความสุขมากเลยใช่หรือไม่ ข้ามาเพื่อรับเจ้ากับหลานสองคนกลับบ้านของเรา เย่หานจะกลับมาในไม่ช้า เมื่อถึงตอนนั้น บ้านเราก็จะกลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งแล้ว”
มุมปากของหญิงสาวกระตุก พลางขบคิดกับตัวเองในหัว ‘บ้าไปแล้วหรืออย่างไร ส่วนใดของข้าที่ดูมีความสุขบ้าง เห็นชัดอยู่ว่าขยะแขยงจะตายอยู่แล้ว’
“อย่ามาหาเรื่องข้านะ!” ซ่งชิงหลันรีบผลักอีกฝ่ายให้ถอยออกไป แล้วตอบอย่างเย็นชา
“หากอยากจะญาติดีต่อกันก็กลับบ้านเจ้าไปเสีย อย่ามายุ่งกับข้าอีก เจี่ยงชุ่ยเหลียน เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันก็เป็นเพราะเจ้า ข้ากับเขาตัดขาดกันแล้ว ยังจะมีหน้ามาที่นี่อีกหรือ? ต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่”
ไป๋เย่เฮยตรงเข้ามาอย่างไม่ยั้งคิดและตะคอกขึ้นด้วยความโกรธ “กล้าดีอย่างไรมาพูดเช่นนี้กับท่านแม่ข้า อยากลองดีอย่างนั้นหรือ?”
ในแววตาของซ่งชิงหลันฉายแววความดูแคลน “ลืมความรู้สึกตอนที่โดนข้าสั่งสอนให้เรียกพี่ใหญ่ไปแล้วหรืออย่างไร อยากลองอีกสักครั้งหรือไม่?”
เมื่อนึกถึงเรื่องที่เคยเกิดขึ้นไป๋เย่เฮยก็ตัวสั่นเทา ภาพการถูกทุบตีในวันนั้นหวนกลับมาอีกครั้ง สองขารีบก้าวถอยหลังด้วยความหวาดกลัว
เจี่ยงชุ่ยเหลียนจ้องหน้าลูกชายแล้วคำรามเสียงต่ำ “เฮยจื่อ หุบปากประเดี๋ยวนี้”
จากนั้นก็หันกลับมามองซ่งชิงหลัน “หลันหลัน ทุกอย่างมันเป็นความผิดแม่เอง ที่ทำให้เจ้าเจ็บช้ำน้ำใจ แม่จะขอแก้ไขทุกอย่างที่เกิดขึ้น อยากจะคืนดีกับเจ้า แม่เสียใจที่ทำให้เจ้ากับเย่หานต้องแยกจากกัน ได้โปรดลืมเรื่องเหล่านั้นไปเถิด”
“เจ้าลืมได้ง่ายเสียจริง หากแต่ข้าไม่มีวันลืม!” หญิงสาวตอบอย่างเย็นชา “ข้ามีใบหย่าประทับตราถูกต้อง ข้าซ่งชิงหลันกับไป๋เย่หานลูกชายของเจ้า ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกันอีกต่อไป จะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวกับข้าอีก พวกเจ้าตระกูลไป๋อย่าได้มารังควานข้าอีกต่อไป กลับไปได้แล้ว”
หลังเอ่ยจบ เจ้าของบ้านอย่างนางก็ไล่สองแม่ลูกออกไปเหมือนหมูเหมือนหมา แล้วปิดประตูบ้านเสียงดัง ‘ปัง!’ ใส่หน้าคนพวกนั้น
หญิงสาวถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก หันกลับมาก็เห็นว่าแม่เฒ่าซ่งกำลังชะโงกหน้ามาดูจากในบ้าน
ท่านย่าถามอย่างงงงวย “หลันหลัน ผู้ใดอยู่ข้างนอก เหตุใดถึงคุยกันนานสองนาน”
ซ่งชิงหลันยักไหล่ตอบ “แค่ขอทานสองคนน่ะเจ้าค่ะ”
อย่างที่นางว่าไป หญิงสาวมองสองแม่ลูกนั่นไม่ต่างอะไรจากขอทานสองคน
ในชีวิตนี้ต่อให้ตายตกก็ไม่ได้อยากจะไปร่วมสนทนากับพวกเขาอีกแล้ว
ในขณะเดียวกันที่หน้าประตูบ้าน เจี่ยงชุ่ยเหลียนที่สุดจะกลั้นอารมณ์โมโหก็โกรธมากเสียจนเจ็บหน้าอก
นางถ่มน้ำลายใส่ประตูบ้านที่ปิดไปแล้วด้วยความโกรธ “หนอย… นังนี่… เฮยจื่อ ไปกันเถิด”