ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 7 เช่าร้านค้า (รีไรท์)
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 7 เช่าร้านค้า (รีไรท์)
บทที่ 7 เช่าร้านค้า (รีไรท์)
ซ่งชิงหนานพยักหน้าซ้ำ ๆ “ขอรับท่านพี่ ข้าเชื่อท่าน ท่านหยุดร้องไห้เถิดขอรับ รีบรีดนมแพะให้เฉินเฉินและเยว่เยว่ดื่มเถิด”
“อืม!”
ซ่งชิงหลันหยิบชามเปล่าออกมา ก่อนจะรีดนมแพะจนเต็มชาม แล้วจึงเทลงในหม้อเพื่อต้มฆ่าเชื้อโรค
หนึ่งชามป้อนให้เฉินเฉินและเยว่เยว่ ส่วนอีกชามให้ซ่งชิงหนานนำไปให้ท่านย่า
จากนั้นนางก็ย้ำกับเขาว่า “หากท่านย่าถามว่าได้แพะมาจากที่ใด ให้เจ้าบอกว่ายืมมาจากบ้านของท่านลุงใหญ่ ช่วงนี้ท่านลุงใหญ่ค่อนข้างยุ่ง เจ้าเลยจะไปช่วยเขาทำงานเป็นเวลาหนึ่งเดือน”
แม้ว่าแม่ของนางจะจากไปนานแล้ว แต่พวกเขายังคงผูกพันกับครอบครัวฝั่งท่านลุงใหญ่อยู่เสมอ
ท่านลุงใหญ่ของเธอเป็นช่างไม้ เขามีชีวิตที่ดี ทั้งยังมักจะนำข้าวปลาอาหารมาให้ในวันปีใหม่เป็นประจำ
หากนางเอ่ยบอกว่ายืมแพะมาจากบ้านของท่านลุง ท่านย่าย่อมไม่สงสัย
“ทราบแล้วขอรับท่านพี่”
…
เข้าวันที่สอง
ซ่งชิงหลันให้นมลูกน้อยทั้งสอง ก่อนจะปล่อยให้ซ่งชิงซีเป็นคนดูแลพวกเขาหลังจากที่เด็กน้อยทั้งสองหลับไป
จากนั้นนางจึงพาซ่งชิงหนานไปยังบ้านที่รับซื้อเขา…ร้านตีเหล็ก!
เจ้าของร้านตีเหล็กมีนามว่าหวังกุ้ย เขามีไฝที่ใต้คาง เมื่อมองไปก็รู้สึกได้ว่าเขาเป็นคนเฉลียวฉลาด
พอเห็นซ่งชิงหนานมา เขาจึงยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมเอ่ยคำ “มาแล้วหรือ เหตุใดจึงพาอีกคนมาด้วยเล่า?”
หลังเอ่ยจบ เขาก็หันมองซ่งชิงหลานตั้งแต่หัวจรดเท้า หญิงสาวผู้นี้ดูดีก็จริงแต่ผอมเกินไปเสียหน่อย
ซ่งชิงหลันยิ้มพลางเอ่ย “พี่ชาย ข้าเป็นพี่สาวของซ่งชิงหนาน นามว่าซ่งชิงหลัน น้องชายของข้าไม่รู้ความจึงขายตัวเองให้ท่าน แต่ภายในหนึ่งเดือนนี้ ข้าจะมาไถ่ตัวเขาไปเป็นแน่ โปรดท่านดูแลเขาด้วย”
“ไถ่ตัว? ในเมื่อเขาขายตนเองให้ข้าแล้ว เจ้าอยากไถ่ก็คิดไถ่ไปง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ?”
กว่าจะได้การต่อรองอันชาญฉลาดเช่นนี้มานั้นย่อมไม่ง่าย แล้วเขาจะยอมปล่อยอีกฝ่ายไปได้อย่างไร?
“ข้าจะจ่ายให้สองเท่า เป็นเงินยี่สิบตำลึง”
“ยี่สิบตำลึง?”
หวังกุ้ยค่อนข้างสนใจ ด้วยเพราะเป็นร้านตีเหล็ก ในยามที่กิจการไปได้ดีจะได้รับเงินมากที่สุดเพียงห้าตำลึงต่อเดือนเท่านั้น มาตอนนี้เจ้าเด็กตรงหน้าสามารถทำให้เขาได้รับกำไรถึงสิบตำลึง เงินนี้ช่างมาอย่างรวดเร็วเสียจริง
แต่เขาไม่ได้ยอมรับเงื่อนไขนั้นในทันที ทว่าแสร้งเอ่ยคำด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ “ข้าเอ็นดูน้องชายของเจ้าคนนี้เป็นพิเศษ ย่อมไม่ต้องการ…”
มีหรือซ่งชิงหลันจะไม่เข้าใจความหมายของเขา “สามเท่า ข้าจะทุบหม้อทุบไหตัวเอง หาเงินมาไถน้องชายคนนี้ด้วยเงินสามสิบตำลึง แต่ในหนึ่งเดือนนี้ ท่านต้องดูแลเขาให้ดี ให้แน่ใจว่าเขาจะไม่หิวโหย ไม่หนาวเหน็บ ไม่ถูกทุบตีหรือด่าทอ”
“เช่นนั้น…”
หวังกุ้ยยังคงต้องการพูดอะไรบางอย่าง แต่ซ่งชิงหลันพลันเอ่ยต่อทันที “ข้าเป็นคนตรงไปตรงมา มีสิ่งใดก็พูดออกมาตรง ๆ เลยเถิด พ่อแม่ของข้าจากไปหมดแล้ว ครอบครัวก็ยากจนจนถึงขั้นต้องขายน้องชายตัวเอง ให้ได้มากที่สุดเพียงสามสิบตำลึง หากมากกว่านี้ข้าไม่ไถ่แล้ว”
นางย่อมร้อนรนอยากไถ่ตัวน้องชาย แต่ไม่สามารถถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมได้
ในใจของหวังกุ้ยพลันเข้าใจ คนที่ยอมขายตัวเองล้วนเป็นเพราะที่บ้านขาดแคลนน้ำอาหาร เงินสามสิบตำลึงย่อมเพียงพอให้หญิงสาวคนนี้ไถ่ตัวน้องชายนางคืน
“เอาเถิด ๆ ตราบใดที่เจ้าหาเงินได้สามสิบตำลึงได้ภายในหนึ่งเดือน ข้าจะยอมให้ไถ่ตัวน้องชายของเจ้า”
แน่นอนว่าเขายังนึกถึงสิ่งที่สวยงาม หากซ่งชิงหลันไม่สามารถหาเงินมาไถ่น้องชายได้ เขาจะให้นางมาเป็นนางบำเรอเพื่อแลกเปลี่ยนกับน้องชายของนาง
“อาศัยแค่เพียงลมปากไม่ได้ ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรด้วย”
ซ่งชิงหลันกลัวว่าเมื่อถึงเวลานั้นเขาจะใช้กลโกงอีก นางจึงเตรียมคำพูดไว้ล่วงหน้า
“ได้ ทำเลย!”
หวังกุ้ยมั่นใจว่านางไม่อาจหนีรอดจากเงื้อมมือของเขาได้
เมื่อเห็นเขาประทับลายนิ้วมือแล้ว ซ่งชิงหลันเห็นดังนั้นก็พลันรู้สึกโล่งใจ หากอีกฝ่ายใช้กลอุบายใด นางก็มีหลักฐานเพื่อนำไปฟ้องศาลาว่าการได้!
หญิงสาวพูดคุยกับซ่งชิงหนานอีกสองสามคำก่อนจะจากไป
แต่แทนที่จะรีบกลับบ้าน นางกลับเดินไปยังประตูเมือง
นางวางแผนจะเปิดร้านอาหารเช้าที่นี่ ด้วยเพราะที่นี่เป็นสถานที่ซึ่งมีผู้คนพลุกพล่านมากที่สุดในเมืองหลวงในทุก ๆ เช้า
นางเดินดูรอบ ๆ จึงพบว่ามีเพียงเพิงไม้ที่นางสามารถเช่าได้ ค่าเช่าหนึ่งตำลึงต่อหนึ่งเดือน ทั้งยังต้องเช่าล่วงหน้าครึ่งปีด้วย