ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 76 เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลไป๋
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 76 เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลไป๋
บทที่ 76 เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลไป๋
ซ่งชิงหลันวางทารกน้อยลงในเปลแล้วไปกินมื้อเย็นกับทุกคน
ทันทีที่ไปถึงครัว ก็เห็นว่าซ่งชิงซีและซ่งชิงเป่ยกำลังยุ่งอยู่
ช่วงนี้นางกำลังวุ่นวายอยู่กับร้านเสื้อผ้า งานบ้านต่าง ๆ จึงได้น้องชายทั้งสองรับหน้าที่นี้ไปแทน
และช่วงเวลานี้เองที่ซ่งชิงตงปิดร้านเจียนปิ่งเพื่อกลับมาที่บ้านอย่างทุกวัน
ซ่งชิงหลันมองน้องชายทั้งสามก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาในหัวใจ อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้นว่า “ชิงตง ชิงซี ชิงเป่ย ขอบคุณพวกเจ้ามากนะที่ทำงานหนัก”
ซ่งชิงซีรีบตอบ “ท่านพี่ พวกเราทุกคนทำงานหนักเพื่อครอบครัวของเรา ไม่เห็นต้องขอบคุณเลยขอรับ”
“ใช่แล้วขอรับท่านพี่” ซ่งชิงเป่ยเองก็พยักหน้าเห็นด้วย “หากท่านบอกว่าพวกเราทำงานหนักมากก็ยังเทียบไม่ได้กับท่านพี่ที่ทำงานหนักที่สุดในบรรดาพวกเราขอรับ หากไม่มีท่าน บ้านเราคงไม่สบายอย่างทุกวันนี้ เพราะอย่างนั้นข้าขอยกน่องไก่ให้ท่านพี่คนเก่งของข้าเพิ่มอีก”
หลังจากพูดจบ ซ่งชิงเป่ยก็เพิ่มไก่น่องใหญ่ลงไปในชามของซ่งชิงหลัน
ทันใดนั้นซ่งชิงตงก็เริ่มเอ่ยปากขึ้นว่า “ว่าไปแล้ว ท่านพี่ ข้ามีเรื่องอยากจะคุยกับท่าน”
“เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
“วันนี้มีคนมาสมัครงานที่ร้าน พวกเขามากันสองคน เป็นคู่สามีภรรยา ข้าเห็นว่าพวกเขาน่าจะขยันทำงาน เลยตกลงรับเอาไว้”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ชิงตง เจ้าตัดสินใจเรื่องนี้เองได้เลย แต่ต้องจำไว้ว่าอย่าให้ผู้ใดทำน้ำปรุงรสสูตรลับของเราเด็ดขาด”
นางเริ่มวางแผนจะให้เขาดูแลกิจการทั้งหมดด้วยตัวเอง
ซ่งชิงตงพยักหน้ารับ แล้วเริ่มเอ่ยถามขึ้นอีก “ท่านพี่ วันนี้ท่านไปที่ร้านผ้าหรูอี้ทางตะวันออกมาเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
“ข้าสั่งผ้าที่จะใช้ไปแล้ว อีกไม่กี่วันหลังแต่งร้านเสร็จของน่าจะมาส่ง”
ในวันถัดมาซ่งชิงหลันอยู่บ้านทั้งวันโดยไม่ได้ออกไปไหน
นางดูแลลูก ๆ ไปพลางออกแบบลวดลายผ้าไป
ในช่วงเวลาที่รอร้านตกแต่งเสร็จ หญิงสาวก็ใช้โอกาสนี้ในการคิดลายผ้าเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดร้านครั้งสำคัญ
แรงบันดาลใจของซ่งชิงหลันมีเต็มหัวไปหมด ใช้เวลาไม่นานนางสามารถคิดลายผ้าได้ถึงสี่ห้าแบบ เป็นที่น่าพึงพอใจสำหรับนางมาก
แม่เฒ่าซ่งชะโงกหน้าเข้ามาดูก็ถามขึ้น “หลันหลัน ลายผ้าที่เจ้าออกแบบช่างแปลกตานัก ย่าไม่เคยเห็นจากที่ใดเลย แต่มันก็ดูสวยงามมาก”
“ข้าต้องการให้เสื้อผ้าในร้านแตกต่างจากร้านอื่น ๆ ที่ขายอยู่เจ้าค่ะ จะได้โดดเด่นและทำยอดขายได้มาก ๆ”
ซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่มองงานของแม่แล้วก็พากันปรบมือเปาะแปะอย่างชอบใจ ราวกับว่าพวกเขาก็เข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นด้วยเช่นกัน
คนเป็นแม่เห็นเช่นนั้นก็หัวเราะขึ้นมาอย่างประหลาดใจ “เฉินเฉิน เยว่เยว่ พวกเจ้าก็คิดว่าแม่วาดสวยเหมือนกันใช่หรือไม่”
“คิก คิก คิก”
เด็กแฝดทั้งสองหัวเราะอีกครั้ง
แม่เฒ่าซ่งหัวเราะและพูดว่า “เฉินเฉินกับเยว่เยว่ของพวกเราเป็นเด็กฉลาดจริง ๆ”
ซ่งชิงหลันเงยหน้าขึ้นมองอย่างภูมิใจและไม่วายที่จะโอ้อวด “ใช่เจ้าค่ะ ให้รู้กันไปว่าผู้ใดเป็นแม่ของพวกเขา”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังหัวเราะร่วมกันอย่างสนุกสนาน ซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่ก็ร้องไห้ขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
ท่านย่าเห็นดังนั้นก็รู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา “เกิดอันใดขึ้นกับเฉินเฉิน เยว่เยว่ ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมแล้วหรือ?”
“โอ๋ อย่าร้องนะลูก แม่อยู่นี่” ซ่งชิงหลันก็เห็นว่าแปลกเช่นกัน นางจึงวางลูกทั้งสองลงบนเตียงเพื่อเตรียมเปลี่ยนผ้าอ้อม
ขณะที่ซ่งชิงหลันกำลังปลดเสื้อผ้าของพวกเขา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น
เสียงนั้นทำให้เด็ก ๆ ยิ่งร้องเสียงดังกว่าเดิม
ซ่งชิงหลันขมวดคิ้วแล้วหันไปพูดกับแม่เฒ่าซ่ง “ท่านย่า ท่านช่วยดูเด็ก ๆ ให้ข้าทีเถิด ประเดี๋ยวข้าจะออกไปดู”
ทันทีที่หญิงสาวไปเปิดประตู ก็รู้ได้ทันทีว่าเพราะเหตุใดเด็กทั้งสองถึงร้องไห้
พวกเขาอาจจะรู้ได้ว่าคนสารเลวจากตระกูลไป๋กำลังมา…
ซ่งชิงหลันหรี่ตามองเจี่ยงชุ่ยเหลียน ไป๋ต้าฉุยและไป๋เย่เฮยที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้านอย่างเย็นชา และกล่าวอย่างไม่พอใจ “พวกเจ้ามาที่นี่เพราะเหตุใด ข้าพูดไปกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามาวุ่นวายอีก”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มหวานแล้วพูดขึ้นว่า “หลันหลัน เราไม่ได้เจอหลาน ๆ มานานแล้ว พวกข้าอยากจะเจอเด็ก ๆ”
หญิงสาวตอบอย่างเย้ยหยัน “เจี่ยงชุ่ยเหลียน เลิกเสแสร้งเสียที ตอนเด็ก ๆ เกิด เจ้าไม่แม้แต่จะมองหน้าพวกเขาด้วยซ้ำ อีกทั้งยังแทบรอไม่ไหวที่จะไล่เราสามคนออกจากบ้าน แล้วตอนนี้มีหน้ามาบอกว่าอยากเจอลูกข้าอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทีของหญิงสาว ไป๋ต้าฉุยก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “สะใภ้ใหญ่ ลูกทั้งสองคนของเจ้าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลไป๋เราเช่นกัน เจ้าไม่มีสิทธิ์มาขัดขวางไม่ให้พวกเราเจอหน้าหลาน”
เจี่ยงชุ่ยเหลียนพยักหน้าตามสามีแล้วเอ่ยต่อ “ใช่ แม้เราจะเคยทำพลาดมาก่อน แต่ครั้งนี้เรามาอย่างจริงใจ อยากเจอพวกเขาจริง ๆ”
ซ่งชิงหลันปฏิเสธอย่างไม่ปิดบัง “ข้าเคยพูดไปแล้ว ข้ากับตระกูลไป๋ไม่มีอันใดต้องเกี่ยวข้องกันอีก เด็ก ๆ ก็เช่นกัน พวกเขาไม่ได้เป็นหลานเจ้า รีบกลับไปเสีย”
ไป๋เย่เฮยได้ยินอย่างนั้นจึงเริ่มตะโกนเสียงดัง “โอ๊ย! เจ้ามันไร้เหตุผล ซ่งชิงหลันนังคนไร้เหตุผล! เจ้ากีดกันไม่ให้เราตระกูลไป๋ได้เจอหลาน! เจ้ามันคนใจดำ!”
“เจ้ายึดเอาเด็ก ๆ ที่มีเลือดเนื้อเชื้อไขของบ้านเราไว้เองเช่นนี้ มันไม่ยุติธรรม ซ้ำยังไม่ยอมให้เราเจอพวกเขาอีก เจ้ากำลังทำผิดต่อพี่ชายข้า! ทุกคนมาดูเร็ว ๆ!”
ไป๋เย่เฮยเริ่มทำเสียงดัง พูดจาราวกับว่าซ่งชิงหลันเป็นฝ่ายผิด และเริ่มประจานนางให้ผู้อื่นได้ยิน
เสียงดังของเขาทำให้ชาวบ้านในละแวกนั้นพากันออกมาดู
เจี่ยงชุ่ยเหลียนดึงลูกชายแล้วกระซิบขึ้นมา “พอแล้ว หยุดตะโกน ถ้าขืนยังเสียงดังต่อไป ลองคิดดูว่านางจะจัดการกับเจ้าอย่างไร”
จากนั้นก็หันไปทางซ่งชิงหลันแล้วพูดต่อ “หลันหลัน เหตุใดเจ้าถึงไม่กลับบ้านเราเล่า พาเด็ก ๆ กลับไปเลี้ยงที่บ้านกับเราดีกว่านะ”
แม่ลูกคู่นี้กำลังเล่นละคร คนหนึ่งเล่นบทร้ายส่วนอีกคนเล่นบทดี ล้วนแต่เสแสร้งไม่ต่างกัน
ซ่งชิงหลันมองละครของพวกเขาราวกับดูตัวตลกด้วยใบหน้าเรียบเฉย ไม่ยอมขยับกายไปที่ใด
ทันใดนั้นก็มีเสียงแหลมดังขึ้นมาจากด้านหลังของหญิงสาว “ไอ้บ้าที่ใดมันกล้ามายืนเสียงดังหน้าบ้านข้า น่ารำคาญเสียจริง!”
หลิวกุ้ยเสียเดินมาหน้าบ้าน แต่เมื่อเห็นครอบครัวไป๋ นางก็พูดอย่างติดตลกว่า “โอ้ พวกหน้าด้านตระกูลไป๋นี่เอง”
สีหน้าของเจี่ยงชุ่ยเหลียนเปลี่ยนไปทันที หน้ากากยิ้มแย้มของนางพลันหลุดไป สีหน้าเอาเรื่องที่แท้จริงกลับมา พร้อมกับชี้หน้าหลิวกุ้ยเสีย “นังคนปากไม่ดี พูดให้มันดี ๆ นะ มาว่าผู้ใดหน้าด้านกัน!”
หลิวกุ้ยเสียไม่ยี่หระกับการกระทำนั้น เพียงกลอกตาไปมาแล้วพูดยิ้ม ๆ “ก็ว่าพวกเจ้าน่ะสิ พวกตระกูลไป๋นี่ช่างน่าขันเสียจริง ไม่มีผู้ใดในหย่งเหอไม่รู้ว่าไป๋เย่หานเป็นแค่ลูกเลี้ยงของเจ้า ยังจะมีหน้ามาอ้างว่าลูกของเขาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองอีกอย่างนั้นหรือ”
ชาวบ้านที่มายืนดูต่างพากันโห่ใส่สามพ่อแม่ลูก
“ใช่ อยู่ ๆ แม่นางไป๋เป็นบ้าอยากได้ตัวเด็กขึ้นมาอย่างนั้นรึ? น่าขันเสียจริง”
หลิวกุ้ยเสียยิ้มร้ายแล้วพูดขึ้นมาอีก “เป็นบ้าเพราะอยากได้เงินเสียมากกว่าน่ะสิ”