ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 85 ยังไม่มีผู้ใดได้รับเลือก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 85 ยังไม่มีผู้ใดได้รับเลือก
บทที่ 85 ยังไม่มีผู้ใดได้รับเลือก
วันนี้ไป๋ชุนเฟินบุตรสาวคนโตของเจียงชุ่ยเหลียนไปที่ตลาดพร้อมกับเพื่อนที่ชื่อหวงลี่ผิง
หวงลี่ผิงสนุกสนานกับการจับจ่ายเป็นอย่างมาก นางหยิบข้าวของลงตะกร้าของตนอย่างไม่หยุดหย่อน
แต่แล้ว เมื่อนางหันมองไป๋ชุนเฟินที่มีสีหน้าบูดบึ้งราวกับมะเขือม่วงช้ำข้าง ๆ จึงอดไม่ได้ที่จะสะกิดแขนเบา ๆ
ตามด้วยการเอ่ยถามขึ้น “ชุนเฟิน วันนี้เจ้าเป็นอันใดหรือ? ทำหน้าง้ำหน้างอ เหมือนคนโดนตามทวงหนี้เสียอย่างนั้น”
คนถูกถามพลันขมวดคิ้วแล้วตอบด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “อย่ามาพูดเรื่องเงินกับข้า ได้ยินแล้วอารมณ์เสีย”
หวงลี่ผิงยิ่งอยากรู้อยากเห็นขึ้นกว่าเดิมจึงถามต่อ “เจ้าเป็นอันใดหรือไม่ มาตลาดก็ไม่เห็นจะซื้อสิ่งใด ดูไม่สมเป็นเจ้าเลย”
ไป๋ชุนเฟินโบกมืออย่างหงุดหงิด “โอ๊ย ยังจะต้องถามอีกหรือ ข้าจะซื้อสิ่งใดได้อย่างไรเล่า เงินก็ไม่มีสักเหรียญ น่ารำคาญเสียจริง”
หวงลี่ผิงยิ้ม “นี่เจ้าล้อข้าเล่นหรือ? ผู้ใดก็รู้ว่าพ่อเจ้าทำเขียงหมูได้เงินเยอะเพียงใด แม่เจ้าก็รักเจ้าจะตาย จะไม่มีเงินได้อย่างไร นางต้องมีให้เจ้าใช้ไม่ขาดมือสิ”
“เฮ้อ” ไป๋ชุนเฟินถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ข้าเพิ่งไปหาท่านแม่ที่เขียงหมูมาเมื่อวาน เดาสิว่าเจอสิ่งใด”
หวงลี่ผิงถามอย่างสงสัย “เกิดอันใดขึ้นหรือ?”
“ข้าก็ไปเจอว่าแผงของพวกเขาไม่เปิดขาย เลยกลับบ้านไปถามท่านแม่ นางบอกว่าร้านขายหมูย่ำแย่ลงทุกวัน เชือดหมูไปก็ขายไม่ออกมาสามวันแล้ว ขาดทุนจะแย่ กำลังปรึกษากันอยู่ว่าจะเลิกขายดีหรือไม่”
หวงลี่ผิงยกมือขึ้นปิดปากอย่างไม่อยากจะเชื่อ “สวรรค์ เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไร แล้วเจ้า…”
“เฮ้อ” ไป๋ชุนเฟินถอนหายใจออกมาอีกครั้ง “นั่นแหละ เช่นนั้นต่อไปข้าคงกลับบ้านไปขอเงินจากท่านแม่ไม่ได้อีกแล้ว แล้วรู้หรือไม่ ครอบครัวข้ารู้เรื่องนี้เมื่อคืน พวกเขาก็ไม่พอใจ บอกให้ข้าออกไปหางานทำเพื่อจะได้หาเงินมาเพิ่ม วันนี้ข้าต้องไปถามสหายคนหนึ่งดูว่ามีบ้านขุนนางคนใดอยากจ้างคนเพิ่มบ้างหรือไม่”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ นี่เรื่องจริงหรือ?” หวงลี่ผิงเม้มปาก “นี่มันเรื่องใหญ่มาก ครอบครัวเจ้าทำเกินไปหรือไม่ ทำงานในบ้านขุนนางไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ถึงจะได้เงินเดือนละหลายร้อยเหรียญ แต่ข้ารู้มาว่าพวกเขาใช้งานหนักมาก ทั้งหนักและเหนื่อยกว่าจะได้เงินมา เจ้าจะไหวหรือ?”
“ไม่ไหวก็ต้องไหว ข้ายังมีทางเลือกอีกหรือ” ไป๋ชุนเฟินว่าพลางถอนหายใจ “หากมีงานไม่หนักแต่ได้เงินเยอะก็คงจะดี”
“ฮ่า ๆ โลกนี้จะมีงานเช่นนั้นอยู่ได้อย่างไรกัน… เอ๊ะ”
ระหว่างที่พูดแบบนั้น หวงลี่ผิงก็ชะงัก แล้วหันไปสบตาเพื่อนสาวอย่างจริงจังและเอ่ยขึ้น “ข้านึกขึ้นได้พอดี ไม่กี่วันก่อนที่ถนนหย่งติ้ง ข้าเห็นว่ามีร้านเสื้อผ้ากำลังจะเปิดใหม่ พวกเขาต้องการช่างปักเพิ่ม ให้ค่าจ้างเดือนละสองตำลึงเชียว”
“สองตำลึงหรือ” ไป๋ชุนเฟินเบิกตากว้างเมื่อรู้จำนวนเงิน “เหตุใดเจ้าไม่รีบบอกข้าให้เร็วกว่านี้เล่า ไปถนนหย่งติ้งกันเถิด”
หวงลี่ผิงยิ้ม “ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนมีกินมีใช้อย่างเจ้าจะหางานทำอยู่ อีกอย่าง ค่าจ้างตั้งสองตำลึงพวกเขาก็คงอยากได้คนที่ชำนาญงานและฝีมือดี ข้าเห็นว่าพวกเขาอยากได้ช่างหกคน ตอนนี้ได้ไปแล้วห้าคน แบบทดสอบของพวกเขาไม่ได้ง่ายเลย ฝีมืองู ๆ ปลา ๆ ของเจ้าคงไม่มีทางเข้าตาพวกเขา มีประโยชน์ใดที่จะไปที่นั่น”
“จะรู้ได้อย่างไรหากยังไม่ได้ลอง อาจจะเป็นโชคของข้าก็ได้ ไปลองดูกันเถิด” กล่าวจบไป๋ชุนเฟินก็ลากเพื่อนสาวไปที่ถนนหย่งติ้งอย่างมีความหวัง
ทั้งสองจับมือกันมุ่งหน้าไปที่ร้านเสื้อร้านใหม่ที่ว่านั่น
เมื่อมาถึงก็พบฝูงชนจำนวนมากกำลังต่อแถวที่หน้าร้านซึ่งยังไม่เปิดทำการ
นั่นทำให้ไป๋ชุนเฟินอดไม่ได้ที่จะทอดถอนหายใจ “ให้ตายเถิด คนมากถึงเพียงนี้”
หวงลี่ผิงกลอกตาแล้วพูดขึ้น “แน่นอน มีผู้ใดไม่อยากได้เงินมากขนาดนั้นบ้าง”
ทันใดนั้นเองประตูร้านก็เปิดออก มีสตรีกลุ่มหนึ่งเดินออกมา ทั้งหมดล้วนคือคนที่มาสมัครงานทั้งสิ้น
คนอื่น ๆ ที่ยังต่อแถวรออยู่ด้านหน้ารีบเข้าไปถามในทันที “เป็นอย่างไร มีคนได้รับเลือกเข้าทำงานแล้วหรือไม่”
บรรดาคนที่ออกมาพากันส่ายหน้า “ไม่ ยังไม่มีผู้ใดได้รับเลือก”
เมื่อหวงลี่ผิงได้ยินเช่นนั้น ก็เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาโดยพลัน นางจับมือไป๋ชุนเฟินแล้วกระซิบเสียงแผ่วเบา “ไม่ง่ายเลยนะชุนเฟิน เจ้าอยากจะลองจริง ๆ ใช่หรือไม่”
ไป๋ชุนเฟินยังเต็มไปด้วยความมั่นใจ นางยังคงมีท่าทางตื่นเต้นอยู่
นางหันกลับมาแล้วรีบตอบ “ต้องลองสิ ต้องพยายามดูก่อน เจ้าเองก็ตกลงแล้วว่าจะไปกับข้าด้วย อย่าถอดใจตอนนี้เสีย ไม่อย่างนั้นข้าจะทำอย่างไรเล่า”
“อย่างนั้นก็ได้ ตามใจเจ้าเถิด เห็นแก่ความตั้งใจของเจ้าแล้วกัน”
ทั้งสองรออยู่ที่หน้าร้านพักหนึ่ง หลังจากกลุ่มที่สองออกมาจากร้านแล้ว ก็ถึงคราวของพวกนางที่จะได้เข้าไปทดสอบฝีมือ
ทันทีที่ไป๋ชุนเฟินเข้าไปในร้าน ก็พบว่าภายในได้รับการตกแต่งอย่างสวยงามจึงเอ่ยชมออกมาอย่างไม่ต้องคิด “ไอ๊หยา ที่นี่สวยงามมากจริง ๆ”
ตอนนั้นเองที่เหอไห่หลิงเริ่มพูดขึ้น “เชิญทุกคนนั่งลงก่อน แล้วฟังที่ข้าจะพูดต่อไป…”
ไป๋ชุนเฟินเงยหน้าขึ้นด้วยความประหลาดใจเมื่อพบว่าผู้ดูแลร้านที่อยู่ตรงหน้านางคือเหวยหมิ่นจือและเหอไห่หลิง นางจับมือหวังลี่ผิงทันทีแล้วพูดเสียงเบา “ลี่ผิง คิดถูกแล้วที่เรามาที่นี่ ข้ารู้จักสองคนนั้น ผู้ดูแลทั้งสองเป็นญาติข้า เช่นนี้ต้องเป็นโอกาสของข้าแน่ ฮ่าฮ่า…”
หวงลี่ผิงย่นคิ้วอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วกระซิบกลับ “เป็นไปได้อย่างไร เจ้ามองผิดไปหรือไม่”
ไป๋ชุนเฟินตอบอย่างมั่นใจ “ไม่ผิดแน่”
นางจะจำครอบครัวทางแม่ของน้องสะใภ้ผิดไปได้อย่างไร
ตอนที่ซ่งชิงหลันแต่งงานเข้ามาในบ้าน นางจดจำครอบครัวที่น่าเวทนาของสตรีนางนั้นได้ทุกคนอย่างขึ้นใจ เพื่อจะได้ไม่เผลอนับญาติกับคนยากจนพวกนั้น
หากแต่ไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะพลิกผันไปเช่นนี้ ญาติที่ตกยากพวกนี้กลับร่ำรวยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่บ้านของนางมีแต่จะตกต่ำลงทุกวัน
เมื่อเหวยหมิ่นจือส่งด้าย เข็ม และผ้าที่ใช้ทดสอบให้ ไป๋ชุนเฟินก็รีบใช้โอกาสนี้ในการเข้าหาอีกฝ่าย นางเริ่มทักทายด้วยรอยยิ้ม “ท่านป้า ท่านยังจำข้าได้หรือไม่”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของนาง เหวยหมิ่นจือก็ขมวดคิ้ว พยายามนึกว่าแม่นางคนนี้เป็นใคร แต่คิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
ไป๋ชุนเฟินจึงรีบเฉลยข้อสงสัยนั้น “ข้าเอง ลูกสาวคนโตของตระกูลไป๋ ไป๋ชุนเฟิน”
ทันทีที่เหวยหมิ่นจือได้ยินชื่อตระกูลไป๋ สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
ในย่านหย่งเหอมีบ้านตระกูลไป๋อยู่เพียงบ้านเดียว ก็คือพวกน่ารังเกียจพวกนั้น
เหวยหมิ่นจือมองไป๋ชุนเฟินโดยไร้ซึ่งคำพูดใด ๆ แล้วหันหลังจากไปทันที
ท่าทางของเหวยหมิ่นจือที่เย็นชานั้นทำให้เหอไห่หลิงเกิดความสงสัยขึ้นมา จึงกระซิบถาม “พี่สะใภ้ใหญ๋ ท่านเป็นอันใดไป เหนื่อยหรือ”
เหวยหมิ่นจือเม้มปากและพยักพเยิดไปทางไป๋ชุนเฟิน ให้เหอไห่หลิงมองตามไป “ดูนั่นสิ”
เหอไห่หลิงมองไปทางหญิงสาว “แม่นางคนนั้น… ผู้ใดกัน หน้าตาคุ้น ๆ”