ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก - บทที่ 92 ผิดจากที่ข้าพูดที่ใด
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นคุณหนูใหญ่กลับต้องมาเลี้ยงน้องจนได้ดีแถมต้องเลี้ยงลูกอีกต่างหาก
- บทที่ 92 ผิดจากที่ข้าพูดที่ใด
บทที่ 92 ผิดจากที่ข้าพูดที่ใด
หลี่ซิ่วซิ่วรีบเอ่ยถามเสียงเบา “มีอันใดหรือเจ้าคะ”
ซ่งชิงหลันยิ้ม และเข้าไปใกล้หูหลี่ซิ่วซิ่วแล้วกระซิบถาม “เจ้าชอบชิงตงของเราหรือไม่?”
ทันทีที่ได้ยิน สาวน้อยพลันหูร้อนฉ่าและเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นมา
นางหลบซ่อนสายตาและใบหน้าที่สะท้อนความเขินอายด้วยการหลุบตาลงต่ำ แล้วพูดเสียงสั่นอย่างประหม่า “พี่ชิงหลัน ท่าน ท่านพูดเรื่องอันใดกัน… เพ้อเจ้อเกินไปแล้วนะเจ้าคะ”
หญิงสาวเม้มริมฝีปากแล้วไล่ต้อน “เหตุใดเจ้าถึงถามเรื่องคนอื่นได้ แต่พอถูกถามเรื่องของตนเองถึงไม่กล้าตอบเล่า”
“ท่าน…โอ๊ย ลืมมันไปเสียเถิดเจ้าค่ะ ข้าไปทำงานดีกว่า” สาวน้อยเขินอายจนทนไม่ไหว รีบหันหลังกลับเพื่อไปทำงานของตัวเอง
เถ้าแก่เนี้ยสาวมองท่าทางเหล่านั้นก็เดาออกอย่างง่ายดายว่านางคิดอย่างไรกับน้องชายตน
นางจึงเพียงยิ้มออกมาแล้วไม่ได้ถามอะไรต่อ
ช่วงค่ำของวันนั้น ซ่งชิงหลันก็ปิดร้านเสื้อแล้วกลับไปที่บ้าน
ซ่งชิงหลันและซ่งชิงตงบังเอิญมาถึงหน้าบ้านพร้อมกันพอดี
นางจึงเอ่ยถาม “ร้านเป็นอย่างไรบ้างชิงตง”
น้องชายยิ้มตอบ “เรียบร้อยดีขอรับ พี่หนิวกับภรรยาเป็นคนคล่องแคล่ว พวกเราหาเงินได้มากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ แต่ก็มีลูกค้าประจำบางคนที่ถามถึงท่านพี่บ้าง เพราะไม่ได้เจอท่านที่ร้านนานแล้วขอรับ”
“แล้วเจ้าบอกพวกเขาว่าอย่างไร?”
“ก็บอกว่าท่านต้องเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านจนไม่มีเวลาไปขายของ…”
“จริงด้วย! ท่านพี่ วันนี้ร้านเสื้อของท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ ข้าได้ยินว่ามีคนตระกูลไป๋ไปก่อเรื่องอย่างนั้นหรือ จริง ๆ ข้าก็อยากจะไปดู แต่เพราะท่านกำชับไว้ว่าไม่ให้ไป”
ซ่งชิงหลันยิ้ม “ไม่เป็นอันใด นางถูกจัดการไปแล้ว และคงไม่กล้ากลับมาสร้างปัญหาอีกแน่ ถึงอย่างนั้น เจ้าก็อย่าพูดเรื่องนี้ให้ท่านย่ารู้เล่า เข้าใจหรือไม่”
น้องชายคนโตพยักหน้ารับ “ขอรับ ข้ารู้”
“เอาล่ะ ไปข้างในกันเถิด”
เมื่อเข้าไปก็พบว่าสองพี่น้องซ่งชิงซีและซ่งชิงเป่ยเตรียมอาหารเย็นไว้เรียบร้อยแล้ว
ด้านซ่งชิงเป่ยกำลังเอาจานมาวางที่โต๊ะ เงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าพี่รองกับท่านพี่กลับมา จึงยิ้มแล้วทักทาย “มาพอดีเลย ท่านพี่ พี่รอง พวกท่านกลับมาด้วยกันหรือขอรับ?”
ซ่งชิงตงเป็นคนตอบ “เปล่า เราเจอกันหน้าบ้านพอดี”
ส่วนคนเป็นแม่ก็ถามหาลูก ๆ “แล้วเฉินเฉินกับเยว่เยว่เล่ายังไม่ตื่นหรือ?”
“ตื่นแล้ว ๆ” แม่เฒ่าซ่งเปิดประตูออกมาพร้อมรอยยิ้ม “ข้าว่าอยู่แล้วเชียว เหตุใดจู่ ๆ พวกเด็ก ๆ ก็พากันจ้อไม่หยุด พวกเขาคงจะรู้ว่าแม่กลับมาแล้ว”
ซ่งชิงหลันวางเด็กทั้งสองลงในเปลหลังจากพาพวกเขาเข้าไปในครัวด้วยกัน
จากนั้นก็เริ่มหยอกล้อเล่นกับลูก ๆ แล้วหัวเราะคิกคักด้วยกันสามคนแม่ลูก ระหว่างที่กินข้าวไปด้วย
แม่เฒ่าซ่งเริ่มถามไถ่ “ชิงหลัน วันนี้ร้านเสื้อผ้าของเจ้าเป็นอย่างไร ราบรื่นดีหรือไม่?”
หลานสาวรีบตอบโดยไม่มีพิรุธ “ทุกอย่างเรียบร้อยดีเจ้าค่ะ ไม่ต้องห่วงเลย ข้าดูแลทุกอย่างได้”
“อื้ม ย่ารู้ เจ้าเก่งมาก” ท่านย่าพยักหน้าพลางเล่าต่อ “วันนี้อาสะใภ้ของเจ้ามาถามเกี่ยวกับร้านเสื้อผ้าด้วย”
ซ่งชิงหลันหยุดมือจากอาหาร แล้วหันมามอง “นางว่าอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
แม่เฒ่าซ่งเม้มปากแล้วก็พูดขึ้น “นางก็เอาแต่ถามว่าเหตุใดป้าสะใภ้ใหญ่กับป้าสะใภ้รองของเจ้าถึงมาทำร้านเสื้อผ้าได้ พวกนางไปเอาเงินมาจากที่ใด แล้วยังเล่าอีกว่าจ่ายค่าจ้างช่างปักตั้งสองตำลึง ย่าก็ตอบแค่ย่าไม่รู้เรื่อง แล้วก็ให้นางกลับไป”
ซ่งชิงซีเคี้ยวอาหารช้า ๆ แล้วเอ่ยเสียงเบา “อาสะใภ้รองคงระแคะระคายขึ้นมาว่าร้านนี้จะเกี่ยวข้องกับท่านพี่”
ซ่งชิงหลันยิ้มจาง ๆ “นางดูฉลาดมากเมื่อเป็นเรื่องของคนอื่น”
หลังพูดจบซ่งชิงหลันก็เอ่ยขึ้น “ท่านย่า ท่านไม่ต้องสนใจเรื่องนั้น ปล่อยนางพูดไปตามที่อยากพูดเถิดเจ้าค่ะ”
หลังอาหารเย็น ซ่งชิงหลันเล่นอยู่กับซ่งชิงเฉินและซ่งชิงเยว่สักพัก จนเด็กน้อยทั้งสองผล็อยหลับไป นางก็กลับเข้าห้อง และจุดเทียนเพื่อวาดภาพต่อ
ผ่านไปสามวัน
ช่วงเวลาลดราคาของร้านเสื้อผ้าชิงเยว่ก็สิ้นสุดลง
ร้านจึงเงียบอย่างเห็นได้ชัด
เหวยหมิ่นจือรู้สึกกังวลใจไม่น้อย นางมีสีหน้าเคร่งเครียดมองไปทางหลานสาวที่ยังคงออกแบบลายผ้าอย่างใจเย็นก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา “หลันหลัน นี่เราไม่ต้องทำอันใดจริงหรือ?”
หลานสาวยิ้มอย่างเข้าใจ “ท่านไม่ต้องรีบร้อนไปเจ้าค่ะ”
“เหตุใดเจ้าถึงยังอารมณ์ดีได้อีก?” เหวยหมิ่นจือนั่งลงตรงข้ามนาง “นี่เราเปิดร้านมาเป็นวันที่สี่แล้ว วันแรกที่คุณหนูเชียนเชียนมาซื้อชุดไปสองสามชุดก็ขายดีอยู่หรอก แต่หลังจากนั้นเสื้อผ้าก็ขายออกไปน้อยมาก ข้าเกรงว่าเราคงจะต้องปิดร้านในอีกไม่นานเป็นแน่”
ซ่งชิงหลันยิ้มแต่ไม่ได้ตอบอะไรนาง
เหวยหมิ่นจือกังวลมากขึ้นและพูดอย่างกลัว ๆ “หลันหลัน ทุกคนบอกว่าเสื้อผ้าที่นี่ราคาแพงเกินไป เหตุใดเราไม่ทำของที่ถูกลงมาบ้าง ป้าสะใภ้รองของเจ้าก็บอกให้เพื่อน ๆ และญาติมิตรให้มาที่ร้าน แต่พวกนางก็ต้องตัดใจเมื่อเห็นราคาเสื้อผ้าพวกนี้”
ในที่สุดซ่งชิงหลันก็วางพู่กันในมือลง เงยหน้าสบตาเหวยหมิ่นจืออย่างจริงจังแล้วอธิบายขึ้น “ท่านป้า ท่านไม่ต้องกังวลไปเจ้าค่ะ ข้าวางแผนจะเปิดร้านนี้มาตั้งแต่ต้น และข้าก็วางแผนจะขายเสื้อผ้าพวกนี้ให้คนชั้นสูงที่มีเงินซื้อมัน”
เหวยหมิ่นจือตกตะลึง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ซ่งชิงหลันตอบช้า ๆ “ลูกค้าที่ข้าหมายตาคือชนชั้นสูง เงินของพวกเขาต่างหากที่ข้าต้องการ”
“โดยทั่วไปแล้วคนชั้นสูงเหล่านั้นถือเรื่องหน้าตาเป็นสำคัญ ต้องมีของใหม่ ๆ มาแข่งขันอำนาจบารมีกัน จึงต้องการจะสวมเสื้อผ้าที่แตกต่างจากคนสามัญชน เสื้อผ้าที่เราขายจึงเหมาะกับพวกเขา”
“อย่างนี้นี่เอง” เหวยหมิ่นจือพยักหน้าตาม “ทั้งคุณหญิง ภรรยาเหล่าขุนนาง และคุณหนูจากตระกูลร่ำรวยเหล่านั้นล้วนแต่งกายหรูหรา พวกนางต่างจากพวกเรามากจริง ๆ”
ซ่งชิงหลันว่าต่อ “เพราะเช่นนี้ ในช่วงไม่กี่วันที่ร้านเราเริ่มเปิดขาย ข้าก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะมีลูกค้าจำนวนมากเข้ามาในช่วงนี้ เราแค่เปิดร้านให้เป็นที่รู้จักเพียงเท่านั้น”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เหวยหมิ่นจือกะพริบตาอย่างตื่นเต้นแล้วพูดขึ้น “ถึงว่าเล่า เช่นนี้เจ้าถึงได้วางหุ่นไม้จำนวนมากไว้ที่หน้าร้าน เพราะมันจะได้ดึงดูดสายตาผู้คน ผู้ใดผ่านไปผ่านมาจะได้เห็นกันว่าเสื้อผ้าร้านเรามีเอกลักษณ์สมกับราคา”
หญิงสาวพยักหน้ายิ้ม ๆ “ใช่เจ้าค่ะ ดังนั้นท่านไม่ต้องกังวลไป ในไม่ช้าเราจะมีลูกค้าชั้นสูงเข้ามาแน่”
ไม่ทันขาดคำก็มีเสียงเรียกสดใสดังมาจากหน้าร้าน
ซ่งชิงหลันเลิกคิ้วและเอ่ย “เห็นหรือไม่ ผิดจากที่ข้าพูดที่ใดเล่า”
ป้าสะใภ้ใหญ่ถึงขั้นต้องยกนิ้วให้นาง “หลันหลัน เจ้าน่าทึ่งมากจริง ๆ”