ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 426 เยว่เหนียงคืออินเยว่
ตอนที่ 426 เยว่เหนียงคืออินเยว่
ฉินเหยาดีใจอย่างยิ่งที่ตนเองมองการณ์ไกล หยิบคบเพลิงมาจากบ้านด้วย
ในเวลานี้ฟ้ามืดสนิทแล้ว รอบด้านมีแต่เนินเตี้ยๆ ที่เต็มไปด้วยพงหญ้ารกและพุ่มไม้เรียงต่อกันเป็นทิวแถว มองไปไกลๆ ก็เห็นเพียงเงาดำทอดยาวไปจนสุดขอบฟ้า ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด
นับจากที่ออกจากหมู่บ้านเจี่ยยา ฉินเหยาเดินมาแล้วกว่าหนึ่งชั่วยาม แต่ก็ยังไม่พบหมู่บ้านใดๆ
ในขณะที่ฉินเหยากำลังสงสัยว่าตนเองเดินผิดทางหรือไม่นั้น ในความมืดก็ปรากฏแสงสว่างริบหรี่จุดหนึ่งพร้อมกับมีเสียงสุนัขเห่าดังมา
ฉินเหยาทั้งลื่นทั้งวิ่งลงมาจากเนิน ในที่สุดก็ได้เห็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา
ตรงทางเข้าหมู่บ้านมีศาลเจ้าที่เล็กๆ เรียบง่ายที่สร้างจากกระเบื้องดินเผา ข้างศาลมีแผ่นไม้ปักอยู่หนึ่งแผ่น บนนั้นเขียนคำว่า ‘หมู่บ้านซิ่งฮวา’ ด้วยลายมือที่ดูไม่คล่องแคล่วและอ่อนหัดสามตัวอักษร
ฉินเหยาถอนหายใจโล่งอกไปครึ่งหนึ่ง ในที่สุดก็หาหมู่บ้านซิ่งฮวาแห่งนี้เจอจนได้
ผู้คนในชนบทนอนกันเร็วมาก เวลานี้เทียบกับเวลาปัจจุบันก็ประมาณสามทุ่มเท่านั้น แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านซิ่งฮวาก็พากันเข้าสู่ห้วงนิทราไปแล้ว
สุนัขในหมู่บ้านสังเกตเห็นการมาของคนแปลกหน้าก็เห่าไม่หยุด
ฉินเหยาไม่สนใจสุนัขที่เห่าเสียงดังน่ารำคาญตัวนั้น นางก้าวฉับๆ ไปยังที่ที่มีแสงสว่างเพียงแห่งเดียวในหมู่บ้านซิ่งฮวา
ที่แท้เป็นบ้านหลังหนึ่งที่เจ้าของบ้านกำลังจุดคบเพลิงโม่ถั่วเหลืองอยู่ในเพิงมุงหญ้าคาเพื่อเตรียมทำเต้าหู้
กลิ่นหอมกรุ่นของถั่วลอยเข้ามาแตะจมูก ท้องของฉินเหยาก็ร้องโครกครากขึ้นมาหนึ่งที นางหิวแล้ว
“ใครน่ะ!”
เสียงตวาดอย่างระแวดระวังดังมาจากในเพิงนั้น
เมื่อเห็นเงาคนเลือนรางที่ยืนอยู่ในความมืด เจ้าของบ้านหญิงที่กำลังโม่ถั่วอยู่ก็ตกใจไม่น้อย รีบถอยกลับเข้าไปในบ้าน ปลุกสามีของตนให้ตื่น
“ท่านพี่ ข้าเหมือนจะเห็นผีเลย ท่านรีบตื่นเร็วเข้า น่ากลัวจะตายอยู่แล้ว…”
เมื่อได้ยินคำพูดที่ดังออกมาจากในบ้าน ฉินเหยาก็ถึงกับหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก รีบพูดออกไปว่า “ข้าเป็นคนที่เดินทางผ่านมา มาตามหาญาติ เป็นคน ไม่ใช่ผี!”
ในบ้านเงียบไปครู่หนึ่ง สองสามีภรรยาวัยกลางคนก็โผล่ศีรษะออกมา ฉินเหยาจุดคบเพลิงที่เพิ่งถูกลมพัดดับไปเมื่อครู่ขึ้นมาใหม่ แสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าของนางที่กำลังยิ้มอยู่ ดูจริงใจอย่างยิ่ง
สองสามีภรรยาต่างถอนหายใจโล่งอกพร้อมกันแล้วถามนางว่ามาตามหาใคร
“ข้ามาตามหาญาติผู้พี่หญิงของข้า นางชื่อว่าเยว่เหนียง พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่รู้จักหรือไม่เจ้าคะ” ฉินเหยาเอ่ยถามอย่างสุภาพ
เพราะนางเป็นสตรี สองสามีภรรยาจึงลดความระแวดระวังลงอย่างง่ายดาย พวกเขามองหน้ากันอย่างประหลาดใจ เจ้าของบ้านหญิงถามด้วยความแปลกใจว่า
“เยว่เหนียงบอกว่าคนในครอบครัวของนางตายไปหมดแล้วนี่นา ไฉนยังมีญาติผู้น้องอยู่อีกเล่า”
ผู้หญิงคนนั้นพูดภาษาถิ่น ฉินเหยาฟังอย่างยากลำบาก แต่ก็ยังพอฟังคำว่าเยว่เหนียงสองคำนั้นออกจึงแสร้งทำสีหน้าดีใจแล้วถามอย่างตื่นเต้น
“ดูเหมือนว่าพวกท่านจะรู้จักพี่สาวของข้าสินะ ในที่สุดข้าก็หานางเจอเสียที!”
คำพูดของนาง อีกฝ่ายอาจจะฟังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เมื่อเห็นท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นของฉินเหยา ผู้เป็นสามีจึงตัดสินใจพานางไปที่บ้านของเยว่เหนียง ให้พวกนางไปจัดการกันเอง
บัดนี้ฟ้ามืดแล้ว พวกเขาทั้งไม่กล้าทิ้งสตรีผู้น่าสงสารตัวคนเดียวไว้ข้างนอก แต่ก็ไม่กล้านำความเดือดร้อนอย่างนางเข้าบ้านของตนเอง
ฉินเหยากล่าวขอบคุณตลอดทาง ทั้งยังแสดงท่าทีดีใจและคาดหวังที่จะได้พบญาติ ประกอบกับเสียงท้องที่ร้องโครกครากเป็นระยะๆ ของนาง พอเดินมาถึงหน้าประตูบ้านของเยว่เหนียง ผู้เป็นสามีก็หมดความระแวดระวังไปโดยสิ้นเชิง
เขาเคาะประตูไปพลางตะโกนไปพลาง “อาเยว่! ญาติผู้น้องของเจ้ามาหาแล้ว! เร็วเข้า เจ้ารีบเปิดประตูเร็วเข้า!”
หลังจากเคาะประตูอยู่นาน ประตูใหญ่ของกระท่อมมุงหญ้าคาที่มีเพียงผนังดินโล่งๆ ไม่มีแม้แต่รั้วรอบขอบชิดหลังนี้ก็ค่อยๆ แง้มเปิดออกเป็นช่อง
แสงไฟส่องให้เห็นใบหน้าของนางที่ครึ่งหนึ่งงดงามอ่อนหวาน ขาวเนียนละเอียด ส่วนอีกครึ่งหนึ่งมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดพาดอยู่
เนื่องจากชายหนุ่มยืนบังอยู่ข้างหน้า ฉินเหยาจึงไม่มีโอกาสได้เห็นโฉมหน้าของเยว่เหนียงชัดเจนนัก เพียงแต่รู้สึกว่าเสียงของนางค่อนข้างคุ้นหูราวกับเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
เยว่เหนียงพูดกับชายคนนั้นด้วยภาษาถิ่นสองสามประโยค ในน้ำเสียงนั้นฟังออกได้ว่านางตกใจมาก แต่ก็ไม่ได้มีความหมายเชิงปฏิเสธ
นางโน้มร่างออกมาเพื่อมองดูแล้วดวงตาก็พลันเบิกกว้าง
ฉินเหยาก้มหน้าลูบท้องที่ร้องไม่หยุดของตนเอง เมื่อรู้สึกถึงคลื่นอารมณ์ในแววตาของหญิงสาว นางจึงเงยหน้าขึ้นมอง อีกฝ่ายก็ยิ่งสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
ฉินเหยาเห็นใบหน้าของเยว่เหนียงได้ชัดเจนในที่สุด ครึ่งหนึ่งงดงาม อีกครึ่งราวกับปีศาจ และใบหน้าครึ่งที่งดงามนั้นทำให้นางหรี่ตาลงอย่างประหลาดใจ คุ้นตาเหลือเกิน!
เยว่เหนียงข่มความรู้สึกที่ปั่นป่วนรุนแรงในใจ พูดกับชายคนนั้นอีกหนึ่งหรือสองประโยค ชายคนนั้นพยักหน้าให้ฉินเหยาแล้วจากไป
ด้านนอกจึงเหลือเพียงฉินเหยาที่ถือคบเพลิงและลูบท้องของตนเองอยู่
และเยว่เหนียงที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อก็พลันคุกเข่าลงกับพื้น ร้องอุทานออกมาว่า “ท่านผู้มีพระคุณ!”
คำว่า ‘ท่านผู้มีพระคุณ’ นี้ ได้เปิดความทรงจำของฉินเหยา
ภูเขาอวี๋ฮว่า…โจรภูเขา…สตรีที่ถูกลักพาตัว อินเยว่!
“เจ้าคืออินเยว่?” ฉินเหยาถามย้ำเพื่อยืนยันตัวตนของนางอีกครั้ง
อาจเป็นเพราะได้พบนาง อารมณ์ของเยว่เหนียงจึงพลุ่งพล่านอย่างมาก นางคุกเข่าเงยหน้ามองฉินเหยา พยักหน้าแล้วกล่าวอย่างเศร้าสร้อย “คือเยว่เหนียง และก็คืออินเยว่เจ้าค่ะ”
ฉินเหยารู้สึกเพียงว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยเรื่องบังเอิญ
นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ตนเองจะได้พบกับสตรีที่งดงามอ่อนหวานที่หนีรอดออกจากรังโจรภูเขาไปได้ในสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้ง
ฉินเหยาให้นางลุกขึ้น อินเยว่ก็ค่อยๆ ยืนขึ้น ราวกับทั้งเกรงกลัวและต้องการปกปิด นางซ่อนใบหน้าซีกที่ถูกไฟไหม้ไว้ในเงามืด ใช้เพียงใบหน้าซีกที่ปกติมองมาทางนาง
ฉินเหยาถามอย่างสงสัย “ใบหน้าของเจ้าไปทำอะไรมาถึงได้เป็นเช่นนี้ แล้วครอบครัวของเจ้าเล่า”
นางยังจำได้ว่า ตอนที่อยู่บนภูเขาอวี๋ฮว่า ใบหน้าของนางยังดีๆ อยู่เลย
ในใจของอินเยว่ ฉินเหยาเป็นตัวตนที่พิเศษมาโดยตลอด เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่ตรงไปตรงมาและไม่ปิดบังของนาง หัวใจที่เย็นชาไปนานแล้วของอินเยว่ก็พลันเจ็บปวดขึ้นมา ในดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที นางรีบหันหลังให้ ข่มอารมณ์ที่ปั่นป่วนอย่างสุดกำลังแล้วเชิญฉินเหยาเข้าบ้าน
ระหว่างที่เดินเข้าไปในบ้านและจุดตะเกียงน้ำมัน อินเยว่ก็ได้จัดการกับอารมณ์ของตนเองเรียบร้อยแล้ว
ฉินเหยาดับคบเพลิงแล้วนั่งลงที่โต๊ะสี่เหลี่ยมเรียบง่ายตัวหนึ่ง
อินเยว่รินน้ำเย็นให้นางถ้วยหนึ่ง แล้วถามนางว่าหิวหรือไม่ “ให้ข้าอุ่นข้าวต้มขาวให้สักถ้วยไหมเจ้าคะ”
ฉินเหยาโบกมือไปมา “ไม่เป็นไร”
ฉินเหยาวางห่อผ้าลงบนโต๊ะ หยิบซาลาเปาที่ตนซื้อมาออกมา กินกับน้ำเย็นสองคำใหญ่ก็หมดไปหนึ่งลูก
นางกินไปพลางสังเกตห้องที่มองเพียงแวบเดียวก็เห็นได้ทุกซอกทุกมุมนี้ไปพลาง ห้องนี้มีขนาดราวๆ ยี่สิบกว่าตารางเมตร ในห้องมีเตียงดินเผาหนึ่งเตียง ตู้เสื้อผ้าเรียบง่ายหนึ่งตู้ โต๊ะหนึ่งตัวและม้านั่งสองตัว
ที่มุมห้องใช้แผ่นไม้และก้อนหินต่อกันเป็นเขียง บนนั้นมีหม้อ ชาม ทัพพี และของจิปาถะอื่นๆ วางอยู่ รวมทั้งโอ่งข้าวที่ไม่มีข้าวสารอยู่เลย
เสียงกลืนน้ำลายเบาๆ ดังแว่วเข้าหู หูของฉินเหยาไวมาก นางมองไปยังต้นตอของเสียงในทันทีซึ่งก็คืออินเยว่ที่ยืนอยู่ตรงข้ามนางนั่นเอง
หญิงสาวผ่ายผอมกว่าในความทรงจำมาก โฉมหน้าที่งดงามก็ไม่เหลืออีกต่อไป บัดนี้ใบหน้าครึ่งนั้นเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น มองเห็นเนื้อแดงที่เพิ่งเกิดใหม่ได้อย่างเลือนราง ดูแล้วน่าขยะแขยงเสียด้วยซ้ำ
แน่นอนว่าคนอย่างฉินเหยาที่เคยเผชิญหน้ากับซอมบี้มาแล้วไม่นับรวมอยู่ในนั้น
ต่อให้มีซากศพเน่าเปื่อยมาวางอยู่ตรงหน้า นางก็คงไม่รู้สึกอะไรมากนัก นอกเสียจากว่าจะเหม็นจนทนไม่ไหว
“สองปีมานี้ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” ฉินเหยาแบ่งซาลาเปาในมือครึ่งหนึ่งยื่นให้นาง เป็นไส้เนื้อ ถึงจะเย็นแล้วก็ยังอร่อย
อินเยว่ไม่แสร้งเกรงใจ นางรับมาแล้วค่อยๆ เคี้ยวกลืนอย่างช้าๆ อยากให้รสชาติแสนอร่อยคงอยู่นานอีกสักหน่อย
นางไม่ได้กินอาหารดีๆ เช่นนี้มานานมากแล้ว เมื่อครู่ที่บอกว่าจะอุ่นโจ๊กขาวให้ฉินเหยา เป็นเพียงการพูดไปตามมารยาทเท่านั้น
โชคดีที่ฉินเหยาไม่ได้พยักหน้าตอบรับกลับหยิบซาลาเปาของตนเองออกมากิน
มิฉะนั้น นางคงจะลำบากใจยิ่งกว่านี้ กลางดึกเช่นนี้ ไม่รู้จะไปยืมข้าวสารครึ่งถ้วยจากที่ไหนมาต้มโจ๊กให้ผู้มีพระคุณได้
Peanut
น้องเจออะไรมาบ้าง ไม่อยากรู้เลย แต่ยังมีชีวิตมาเจอนางเอก เดี๋ยวชีวิตน้องต้องดีขึ้นแน่ๆ คู่อาวั่งด้ายม้ายยย🙏🙏🙏🙏🙏😭😭😭😭😭