ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 427 นกเป็ดน้ำสีชาด
ตอนที่ 427 นกเป็ดน้ำสีชาด
ภายในกระท่อมมุงหญ้าคาอันซอมซ่อใต้แสงตะเกียงน้ำมันสีเหลืองสลัว หญิงสาวสองคนกำลังแทะซาลาเปาเนื้อ คนหนึ่งเล่า อีกคนหนึ่งฟัง
ความงดงามทั้งหมดของอินเยว่หยุดอยู่ที่วัยสิบเจ็ดปี ในปีที่นางถูกโจรภูเขาลักพาตัวไป
นางโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีพระคุณ สามารถหนีออกจากรังโจรมาได้
แต่นางก็โชคร้ายเช่นกัน เพราะคนในครอบครัวที่เคยรักใคร่ทะนุถนอมนางมาตลอดสิบเจ็ดปีกลับตีตัวออกห่างจากนางไปทีละคน
หญิงสาวที่หายตัวไปหลายวันแล้วจู่ๆ ก็กลับมาย่อมเป็นที่ซุบซิบนินทาของเพื่อนบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้
แต่ไม่ว่าคนภายนอกจะคิดอย่างไรก็ไม่มีทางรู้ว่านางถูกโจรภูเขาลักพาตัวไป
เพราะท่านผู้มีพระคุณทำตามที่พูดไว้จริงๆ ทางการไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่ายังมีหญิงสาวอีกคนที่หนีออกมาจากรังโจรได้
ผู้ที่รู้เรื่องนี้ มีเพียงคนในตระกูลอินเท่านั้น
วันที่บุตรสาวหายตัวไป พวกเขาก็พยายามสงบสติอารมณ์และกลับบ้าน เพื่อนบ้านรอบข้างไม่มีใครรู้ความจริงเลย
ตอนที่อินเยว่เดินโซซัดโซเซมาถึงหน้าประตูบ้านเพียงลำพัง เพื่อนบ้านยังถามนางว่าไปเยี่ยมญาติที่บ้านญาติมาหรือ
ในวินาทีนั้น ในใจของอินเยว่เปี่ยมไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ นางรู้สึกว่าเพียงแค่ได้ก้าวเข้าประตูบ้านไป เรื่องราวหลังจากนี้ก็จะไม่เป็นไรแล้ว
ท่านพ่อท่านแม่ พี่ชายและพี่สะใภ้จะช่วยกันสร้างเหตุผลนับร้อยนับพันให้แก่นาง ในไม่ช้าเรื่องนี้ก็จะผ่านไปและนางก็จะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง
ทว่า สิ่งแรกที่เกิดขึ้นเมื่อก้าวเข้าประตูบ้านไป คือท่านแม่และพี่สะใภ้กลับต้องการตรวจสอบร่างกายของนาง
ไม่มีใครสนใจว่านางกลับมาได้อย่างไร ท่านพ่อและพี่ชายเอาแต่พร่ำพูดไม่หยุด ถามย้ำแล้วย้ำเล่าว่านางไปเจออะไรในรังโจรมาบ้าง
ช่วงเวลานั้น สำหรับอินเยว่แล้ว น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าตอนที่อยู่ข้างกายหัวหน้าโจรเสียอีก
นางขังตัวเองอยู่ในห้อง แต่เสียงซักถามจากนอกประตูกลับไม่เคยหยุดลงเลย
ต่อมามีแม่สื่อมาที่บ้าน นางได้ยินท่านแม่กับท่านพ่อพูดจาอ้ำๆ อึ้งๆ บอกเป็นนัยกับแม่สื่อว่าบุตรสาวของตนไม่บริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว หวังว่าแม่สื่อจะช่วยปิดบังเรื่องนี้ไว้ เมื่อนั้นนางก็รู้ว่านางไม่มีบ้านอีกต่อไปแล้ว
แม่สื่อได้หาเศรษฐีอายุห้าสิบกว่าปี ป่วยหนักใกล้ตายให้คนหนึ่ง เขากำลังรอที่จะรับอนุภรรยาคนใหม่แต่งเข้าไปเพื่อสะเดาะเคราะห์
ท่านพ่อท่านแม่ของนางรู้สึกขอบคุณราวกับได้รับพระคุณอันยิ่งใหญ่ ถึงขั้นรู้สึกว่าบุตรสาวของตนไม่คู่ควรกับอีกฝ่าย เกรงว่าอีกฝ่ายจะรังเกียจครอบครัวตนจึงได้เตรียมสินเดิมก้อนโตไว้ให้นางเป็นพิเศษ
อินเยว่เจ็บปวดใจอย่างยิ่ง นางไม่ต้องการเป็นอนุภรรยาของใครและยิ่งไม่ต้องการแต่งงานกับชายแก่ใกล้ลงโลง
นางสู้สุดชีวิตเพื่อกลับมาก็เพื่อที่จะจบฝันร้าย กลับไปสู่วันคืนที่ปกติและอบอุ่นดังเดิม
ไม่ใช่เพื่อให้ตนเองกลายเป็น ‘ความอัปยศ’ ที่ไม่สามารถเอ่ยถึงได้อย่างเปิดเผย!
อินเยว่เก็บเสื้อผ้าสองสามชิ้นแล้วจากไป
นางเปี่ยมไปด้วยความหวังครั้งใหม่ อยากจะหางานทำดีๆ เลี้ยงชีพตนเอง หลังจากนี้จะไม่กลับมาอีก
แต่ในวันแรกที่ออกจากบ้านก็เพราะความไร้ประสบการณ์ นางจึงถูกแม่เล้าที่อ้างตัวว่าเป็นนายหน้าค้าคนหลอกไปยังหอคณิกาในอำเภอและถูกขายไป
ใบหน้าที่งดงามของนางนั้น นางเป็นคนใช้ท่อนฟืนที่เผาจนแดงมานาบทำลายมันด้วยมือของตนเองเพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับแขก
แผลไฟไหม้นั้นรุนแรงมาก แม่เล้าพานแห่งหอคณิกาโกรธจนเลือดขึ้นหน้าจึงเฆี่ยนตีนางเพิ่มอีกหลายที
อินเยว่ไม่รู้สึกว่านางจะน่ากลัวไปกว่าหัวหน้าโจรภูเขาได้ นางต่อสู้อย่างบ้าคลั่งและไม่ยอมแพ้ ข่วนแม่เล้าพานจนเป็นรอยเลือดลึกไปหลายรอย
อย่างไรเสียนางก็เป็นคนที่แม่เล้าพานใช้เงินซื้อมา แม่เล้าพานจึงไม่ได้ฆ่านาง แต่โยนนางไปเป็นทาสล้างเท้าในห้องของหญิงงามอันดับหนึ่งในตอนนั้น
“สวรรค์ช่างชอบเล่นตลกกับคนนัก ทุกครั้งที่ตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ข้าคิดว่าข้าคงจะทนต่อไปไม่ไหวแล้ว สวรรค์ก็พลันเมตตา ส่งคนดีๆ มาอยู่ข้างกายข้า”
อินเยว่ยิ้มเยาะตนเองแล้วเล่าถึงชีวิตอันแสนสั้นในช่วงที่นางตกเป็นทาสล้างเท้าต่อไป
ใบหน้าที่ถูกไฟไหม้ไม่ได้รับการรักษา ไม่เพียงแต่แผลจะเน่าเปื่อยรุนแรงขึ้น ร่างกายของอินเยว่ก็ติดเชื้อจนมีไข้สูง
นางอยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่นตลอดทั้งวัน รู้สึกว่าคืนนี้ตนเองคงจะต้องตายแล้ว
แต่หลังจากหลับใหลไปหนึ่งวัน เมื่อลืมตาขึ้นมาก็ได้เห็นโคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่สูงเด่นหน้าประตูหอคณิกาอีกครั้ง
วันหนึ่งเมื่อนางฟื้นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่ามีคนกำลังใช้มีดขูดเนื้อหนังที่เน่าเปื่อยบนใบหน้าของนางออก ทั้งยังใช้สุราชั้นดีล้างแผลให้แล้วทายาขี้ผึ้งเย็นๆ ให้อีกด้วย
เป็นแม่นางเสาเย่า หญิงงามอันดับหนึ่งที่นางรับใช้อยู่นั่นเอง คนที่แม่เล้าพานบอกว่าเป็นคนประหลาดและวิปริต ที่จริงแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
นั่นเป็นเพียงหน้ากากที่นางสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตนเองเท่านั้น ลับหลังแล้ว แม่นางเสาเย่าเป็นคนดีมาก
เหล่าสาวใช้ที่รับใช้นาง ไม่เคยถูกทุบตีด่าทอหรือลงโทษโดยไม่มีเหตุผลเลย
บางครั้งหากมีอาหารดีๆ ที่แขกกินเหลือ นางก็จะแอบแบ่งปันให้กับเหล่าสาวใช้ที่รับใช้อยู่ข้างกาย
ภายใต้การดูแลอย่างลับๆ ของเสาเย่า แผลไฟไหม้บนใบหน้าของอินเยว่ก็ค่อยๆ ดีขึ้น เพียงแต่รอยแผลเป็นน่าเกลียดนั้นไม่อาจลบเลือนไปได้อีก
อินเยว่ไม่ได้รู้สึกเสียใจเลยแม้แต่น้อย นางกลับรู้สึกภูมิใจที่สามารถปกป้องร่างกายของตนเองไว้ได้
แม่นางเสาเย่ายังเคยล้อเลียนนางว่า “หากข้าใจเด็ดได้สักสองส่วนของเจ้า ตอนนี้ก็คงจะเป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้วกระมัง”
อินเยว่ยิ้มอย่างขมขื่น “แม่นาง ข้าเพียงแต่โชคดีที่ได้พบท่าน หากไม่มีท่าน ป่านนี้เยว่เหนียงคงได้ไปอยู่ในป่าช้าแล้วกระมัง”
ทว่า นางก็ใจเด็ดจริงๆ เรื่องนี้เสาเย่าไม่ได้พูดผิด
อินเยว่จุดไฟเผาห้องครัวของหอคณิกาแล้วก็หนีออกมา
เดิมทีนางตั้งใจจะพาเสาเย่าหนีไปด้วยกัน แต่เสาเย่าไม่เคยทำงานหนักมาก่อน เรี่ยวแรงไม่พอจึงปีนข้ามกำแพงสูงนั้นไม่ไหว
เสาเย่ากลับเป็นคนเด็ดเดี่ยว นางยอมเป็นที่เหยียบให้ ส่งนางข้ามกำแพงสูงนั้นออกไป
“หนีไปได้คนหนึ่งก็ยังดี” เสาเย่ายิ้ม “มีข้าอยู่ช่วยปิดบังให้ เจ้าจะได้หนีไปได้ไกลขึ้นอีกหน่อย”
“รีบไปเถอะ ไปซ่อนตัวก่อน พอฟ้าสางก็ออกจากเมืองไป หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าได้กลับมาอีก!”
“เดี๋ยวก่อน นี่ให้เจ้า!”
จากด้านในกำแพงสูง มีเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดถูกโยนออกมา อินเยว่รับไว้ได้ทันที มันเป็นตัวที่นางเคยบอกว่าสวยนั่นเอง
นี่เป็นของรักของหวงที่สุดของเสาเย่า ถูกเก็บไว้ใต้ก้นหีบอย่างดี แม้แต่ตอนหนีก็ยังไม่ลืมที่จะนำติดตัวมาด้วย
แต่ในตอนนี้ นางกลับยอมสละมันมอบให้แก่นาง
“เจ้ารอข้านะ ข้าจะหาทางกลับมาช่วยเจ้าให้ได้!” อินเยว่เก็บเอี๊ยมให้ดี วิ่งไปพลางหันกลับไปตะโกนใส่กำแพงสูงนั้นไปพลาง
เสียงโหวกเหวกของการดับไฟกลบเสียงของนางจนหมดสิ้น จนบัดนี้อินเยว่ก็ยังไม่รู้ว่าเสาเย่าได้ยินคำพูดของนางหรือไม่
คิดว่าน่าจะไม่ได้ยิน
มิฉะนั้น ตอนนี้นางคงจะยังมีชีวิตอยู่
ฉินเหยากินอิ่มแล้ว เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ก็วางถ้วยน้ำลง ขมวดคิ้วถาม “เสาเย่าตายแล้วหรือ”
อินเยว่พยักหน้าอย่างเจ็บปวด “หลังจากที่ข้าหนีออกมา ข้าแอบกลับไปที่บ้าน ขโมยเงินสิบตำลึงของท่านพ่อแล้วก็มาที่หมู่บ้านห่างไกลแห่งนี้ หลังจากลงหลักปักฐานได้แล้ว ข้าก็วานให้คนไปสืบข่าว ถึงได้รู้ว่าหลังจากที่ข้าจากมาได้ไม่นาน เสาเย่าก็ตายแล้ว”
“นางบังเอิญตั้งท้องลูกของแขก ยาขับเลือดทำลายร่างกายนางไปกว่าครึ่ง เลือดไหลไม่หยุด แม่เล้าพานเสียดายเงินจึงไปตามหมอเถื่อนมา หมอคนนั้นบอกว่านางอยู่ได้อีกไม่นาน แม่เล้าพานจึงสั่งให้คนยกนางใส่ในโลงศพ”
“ข้าได้ยินว่าเสาเย่าตะโกนลั่นมาจากข้างใน ‘ท่านแม่ ข้ายังไม่ตาย ข้ายังมีชีวิตอยู่! ท่านแม่ ท่านช่วยข้าด้วยเถิด หากข้าหายดีแล้ว จะหาเงินให้ท่านได้อีกมากมาย…’”
แล้วก็ไม่มีเสียงใดๆ อีกเลย
ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะวูบไหว เปลวไฟแตกประกาย ในห้องพลันมืดลงชั่วขณะแล้วจึงค่อยๆ สว่างขึ้นมาใหม่
ภายใต้แสงไฟสีส้มเหลือง อินเยว่ร้องไห้จนกลายเป็นมนุษย์น้ำตาไปแล้ว
ฉินเหยาลุกขึ้นเดินมาอยู่ข้างๆ นาง ยกแขนเสื้อของนางขึ้น “เจ้าเช็ดหน้าก่อนแล้วเอาเอี๊ยมตัวนั้นมาให้ข้าดู”
ซ่งจางจงใจกำชับถึงความสำคัญของเยว่เหนียง เช่นนั้นก็หมายความว่าบนตัวนางมีของที่ทำให้พานเหม่ยเหรินต้องหวาดเกรง
และหลังจากได้ฟังคำบอกเล่าของอินเยว่ ฉินเหยาก็รู้สึกว่าเอี๊ยมปักลายรูปนกเป็ดน้ำสีชาดตัวนั้นน่าสงสัยที่สุด