ทะลุมิติมาเป็นแม่เลี้ยง ข้าพลิกฟื้นทั้งครอบครัว - ตอนที่ 553 จี้ผู้นอบน้อม
ตอนที่ 553 จี้ผู้นอบน้อม
สองสามีภรรยากลับมาถึงบ้านก็เป็นเวลาที่ฟ้ามืดสนิทแล้ว
“ท่านพ่อกลับมาแล้ว!”
ซื่อเหนียงร้องตะโกนด้วยความประหลาดใจแล้ววิ่งออกมารับหน้าเป็นคนแรก เมื่อเห็นสาลี่บนรถก็ถามอย่างสงสัย
“ท่านพ่อซื้อสาลี่กลับมามากมายขนาดนี้ พวกเราจะกินหมดหรือเจ้าคะ”
หลิวจี้จอดเกวียนวัวแล้วกระโดดลงจากรถเป็นคนแรก หันไปจะพยุงฉินเหยา แต่ก็ไม่น่าแปลกใจที่ถูกนางรังเกียจและหลบออก
หลิวจี้ยักไหล่ เตรียมจะขนของลง เขายกตะกร้าสาลี่สี่ใบจากบนรถเข้าไปในลานบ้าน หนึ่งมือถือตะกร้าหนึ่งใบ
ต้าหลางและคนอื่นๆ ที่ตามออกมาต่างก็ร้องอุทานว่า “สาลี่เยอะจัง!”
ซานหลางยื่นมือไปจะหยิบมาชิมสักลูก แต่กลับถูกหลิวจี้ปัดออกอย่างไม่ไยดี “ไปๆๆ นี่พ่ออุตส่าห์เก็บมาให้แม่ของเจ้าด้วยตัวเอง ท่านแม่เจ้ายังไม่ได้กินเลยนะ”
ซานหลางเบะปากแล้ววิ่งไปหาท่านแม่ทันที เงยหน้าขึ้นพูดเสียงดังว่า “ท่านแม่ ข้าอยากกินสาลี่!”
“ข้าด้วยๆ!” ซื่อเหนียงรีบพูดตามทันที
ฉินเหยาดึงฝาแฝดออกจากร่างอย่างขบขัน ส่งสัญญาณให้อาวั่งจูงเกวียนวัวไปแล้วสั่งอินเยว่กับหลี่ซื่อว่า “ล้างมาสักอ่างหนึ่งลองชิมดูสิ สาลี่ลูกเล็กขนาดนี้ไม่รู้ว่าจะหวานหรือไม่”
อินเยว่ขานรับแล้วรีบนำอ่างไม้มาใส่สิบกว่าลูกนำไปล้างที่ข้างโอ่ง
น้ำ ฝาแฝดที่ตะกละจนทนไม่ไหวรีบวิ่งตามไปทันที พอสาลี่เพิ่งจะโดนน้ำก็หยิบขึ้นมากัดคำโต
กรอบสดชื่น เปลือกหนาไปหน่อย แต่น้ำกลับหวานฉ่ำ ซื่อเหนียงรีบวิ่งไปอยู่หน้าท่านแม่ เขย่งปลายเท้าจะให้นางชิมสักคำ
“หวานมากเจ้าค่ะ” ซื่อเหนียงยื่นเข้าไปอีกอย่างคาดหวัง ฉินเหยาปฏิเสธไม่ได้เลยจริงๆ นี่ก็ส่งมาถึงปากแล้ว หากไม่กัดสักคำเด็กหญิงตัวน้อยคงไม่ยอมเลิกรา
สาลี่นี้ไม่ใช่สาลี่หิมะที่เปลือกบางเนื้อนุ่ม แต่เป็นสาลี่พื้นเมือง เปลือกเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง รูปร่างกลม ขนาดเท่ากำปั้นของเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ สุกในเดือนแปดเดือนเก้า ตอนนี้เข้าสู่เดือนสิบแล้ว น่าจะเป็นชุดสุดท้ายแล้ว
ท่ามกลางสายตาที่คาดหวังของซื่อเหนียง ฉินเหยาก้มลงกัดไปคำเล็กๆ เนื้อหนาและแข็งเล็กน้อย น้ำไม่ค่อยฉ่ำนัก แต่ก็หวานจริงๆ
“เจ้าเก็บสาลี่บนภูเขามาหมดเลยหรือ” ฉินเหยาถามพลางเดินไปยังข้างโอ่งน้ำ
หลิวจี้ย้ายตะกร้าที่จะส่งให้อาจารย์และศิษย์พี่ไปไว้ใต้ระเบียง สั่งเด็กๆ ว่าอย่าไปยุ่งกับตะกร้านี้แล้ววิ่งเหยาะๆ ตามหลังฉินเหยาไปพลางพูดด้วยรอยยิ้มว่า
“ใช่แล้ว ทุกผลข้าเลือกเองกับมือเลย ไม่หวาน ไม่ใหญ่ ไม่กลม ก็ไม่เอาเลย เป็นอย่างไรบ้าง เมียจ๋าเจ้าว่าอร่อยหรือไม่ ข้าฟังชาวสวนที่ทำงานอยู่ตรงนั้นแต่เดิมบอกว่า ปกติแล้วหนึ่งจินขายได้เจ็ดแปดเหวินเชียวนะ”
แต่ตอนนี้ก็จะเข้าฤดูหนาวแล้ว อากาศเริ่มเย็นลง สาลี่จึงขายไม่ดีแล้ว แทนที่จะปล่อยให้มันเน่าอยู่บนต้น มิสู้เก็บกลับมาเสียดีกว่า
หูของฉินเหยาเมินคำพูดไร้สาระครึ่งแรกของหลิวจี้ไปโดยอัตโนมัติ จับได้แต่ราคาของสาลี่พื้นเมืองเท่านั้น คิดว่าครั้งนี้เขาได้ไปสำรวจพื้นที่จริงมาแล้วจึงถามถึงอายุของต้นผลไม้และปริมาณผลผลิตอย่างละเอียด
หลิวจี้มีไหวพริบดีมาก ตักน้ำให้นางล้างมือ “ป่าเขาผืนนั้นใหญ่มาก ปลูกสาลี่สีทองไว้ทั้งหมด ต้นผลไม้ล้วนเป็นต้นแก่อายุสิบปีขึ้นไป ปีหนึ่งให้ผลผลิตเป็นหมื่นๆ จิน ปีไหนอากาศดีๆ ก็ขายได้เป็นร้อยตำลึงเลยนะ”
ถือโอกาสเล่าเรื่องที่ปล่อยเช่าร้านค้าและเรือนพักไปอีกครั้ง เน้นเล่าว่าตนเองลำบากเพียงใดในการหาผู้เช่าที่น่าเชื่อถือและต้องใช้คารมคมคายเพียงใดถึงจะได้ราคาเช่าที่ดีเพียงนี้
ฉินเหยายกมือขึ้น นางไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระมากขนาดนั้น รับผ้าเช็ดหน้าที่หลิวจี้ยื่นมาให้เช็ดหน้าเช็ดมือแล้วถามตรงๆ ว่า “เงินเล่า”
หลิวจี้แขวนผ้าเช็ดหน้าไว้แล้วหยิบถุงเงินออกมามอบให้อย่างภาคภูมิใจ “ร้านค้าให้เช่าไปสามสิบตำลึง เรือนเล็กชานเมืองให้เช่าไปสิบตำลึง ยังมีนาของตระกูลเติ้งอีกสิบหมู่ ข้าคิดว่ามันอยู่ไกลจากบ้านเกินไปเลยขายให้เศรษฐีในหมู่บ้านไปในราคาหมู่ละแปดตำลึง รวมทั้งหมดเป็นเงินหนึ่งร้อยยี่สิบตำลึงถ้วน เมียจ๋าลองนับดูสิ”
อาศัยจังหวะที่ฉินเหยากำลังนับเงิน เขาก็พูดขึ้นอีกว่า “ครั้งนี้ข้าออกจากบ้านไปก็เจอคนอยากจะมาขอให้ข้าช่วยทำธุระให้ไม่น้อย แต่ข้าจดจำคำสอนของเมียจ๋าไว้ขึ้นใจ พอพวกเขาเข้ามาใกล้ ข้าก็ผลักออกไปทันที!”
“ข้าบอกพวกเขาไปว่า เมียจ๋าของข้าหาเงินมาได้ใช้ทั้งชาติก็ไม่หมด ข้าไม่ขาดเงิน อย่าเอาเรื่องสกปรกอะไรมารบกวนข้า!”
พูดจบ เขาก็มองนางด้วยดวงตาโตอย่างคาดหวัง กะพริบตาปริบๆ
จำนวนเงินถูกต้อง ฉินเหยามัดถุงเงินแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าแล้วตบไหล่เขาอย่างพอใจ “ไปล้างมือแล้วมานั่งกินข้าวเถอะ”
“อ้อ ใช่แล้ว ข้าอยากดื่มน้ำสาลี่ เจ้าไปคั้นมาให้ข้าสักชามด้วย” สั่งเสร็จก็นึกอะไรขึ้นมาได้ หันกลับไปถามอินเยว่ ต้าหลางและเด็กคนอื่นๆ ที่กำลังแทะสาลี่อยู่ในลานบ้านว่า “พวกเจ้าอยากจะดื่มน้ำสาลี่หรือไม่”
สี่พี่น้องพูดออกมาโดยไม่ลังเลเลยว่า “อยาก!”
หลิวจี้ถลึงตา อินเยว่และอาวั่งที่กำลังจะพูดว่าอยากก็เงียบปากลงทันทีแล้วกัดสาลี่ที่ปอกเปลือกแล้วในมือคำโต
หลิวจี้พยักหน้าอย่างพอใจแล้วพูดกับสี่พี่น้องว่า “กินสาลี่ไปแล้วก็อย่าดื่มน้ำสาลี่เลย สาลี่มีฤทธิ์เย็นเกินไป กินมากไปไม่ดีต่อร่างกาย”
พูดจบ ก็ไม่เปิดโอกาสให้สี่พี่น้องได้โต้เถียง หยิบสาลี่สามผลที่หลี่ซื่อเพิ่งปอกเสร็จเข้าไปในห้องครัว
หั่นสาลี่เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในครกหินที่สะอาดแล้วตำให้ละเอียด จากนั้นก็นำไปกรองด้วยผ้าขาวบางสะอาดก็จะได้น้ำสาลี่สดชื่นหนึ่งชามที่ดูไม่ค่อยน่ากินเท่าไร แต่รสชาติดีมาก
กากที่เหลือยังสามารถนำไปให้วัวให้ม้ากินได้ ไม่เสียของเลยแม้แต่น้อย
บนโต๊ะอาหาร เมื่อมองดูภาพที่ฉินเหยาดื่มน้ำสาลี่สลับกับกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย โดยมีหลิวจี้คอยตักกับข้าวให้และถามว่าจะรับน้ำสาลี่อีกสักชามหรือไม่ อินเยว่ อาวั่งและสี่พี่น้องต่างก็ส่ายหน้าพร้อมกัน
นอบน้อม นอบน้อมเกินไปแล้ว
เดิมทีเอาสาลี่มามากมายขนาดนี้ หลิวจี้ยังกังวลว่าถ้ากินไม่ทันจะเน่าเสียก่อน
แต่ตอนนี้พอมีฉินเหยาดื่มน้ำสาลี่วันละสามชามใหญ่ คนอื่นๆ ในบ้านยังกินไปได้ไม่กี่วันเลย พริบตาเดียวสาลี่ก็หมดแล้ว
โชคยังดีที่ตอนนี้ที่บ้านไม่ขาดแคลนของกินต่างๆ แล้วก็เลยไม่ได้คิดถึงมันมากนัก
อากาศหนาวลงทุกวัน ตอนกลางวันมีแดดยังพอทนได้ พอตกเย็นอุณหภูมิก็ลดลงฮวบฮาบ ตอนกลางคืนต้องก่อไฟในอ่างไฟถึงจะไม่รู้สึกหนาว
หลังจากฝนตกหนักตลอดทั้งคืน ความหนาวเย็นก็พัดเข้ามา ในภูเขาเงียบเหงาไปหมด หนาวจนคนไม่อยากจะออกจากบ้าน
ครอบครัวของฉินเหยารีบเปลี่ยนไปใส่เสื้อกันหนาวหนาๆ ของปีที่แล้ว แต่พวกต้าหลางสี่พี่น้องที่ต้องรีบไปสำนักศึกษาแต่เช้าก็ยังคงหนาวสั่น
“ฮัดชิ้ว” ซานหลางจามออกมาเป็นฟองน้ำมูก อินเยว่รีบหยิบผ้าเช็ดหน้ามาช่วยเช็ดหน้าเล็กๆ ของเขาให้สะอาด อาวั่งก็ยื่นกระเป๋าน้ำร้อนที่เติมน้ำร้อนแล้วใส่มือเขา
พอมีแหล่งความร้อน น้ำมูกของซานหลางถึงได้หยุดไหล เขาไม่กล้าชักช้า รีบปีนเข้าไปในรถม้าที่กันลมได้ มุดเข้าไปในผ้าห่มหนาๆ ที่หลี่ซื่อเตรียมไว้แล้วห่มให้แน่น
หลิวจี้กอดอกเดินออกมามองดูท้องฟ้าที่มืดครึ้มแล้วบ่นพึมพำว่า “อากาศหนาวขนาดนี้ ถนนก็เปียกลื่น หรือว่าจะไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้วดี”
พอพูดคำนี้ออกมา แม้แต่เอ้อร์หลางเจ้าพ่อแห่งการเรียนผู้ใฝ่รู้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น
ซานหลางที่มุดเข้าไปห่มผ้าแน่นอยู่ในตัวรถม้าแล้วก็ยิ่งรีบคลานออกมา จ้องมองท่านพ่อด้วยดวงตาเบิกกว้างอย่างตื่นเต้น “จริงหรือขอรับ”
หลิวจี้เลิกคิ้วอย่างล้อเลียนแล้วชี้ไปที่เรือนหลักที่ปิดประตูแน่น
เวลานี้ ฉินเหยาไม่มีทางลุกขึ้นมาได้อย่างแน่นอน ยังคงนอนขี้เกียจอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่นๆ
หลิวจี้ทำท่าทางยุยงใส่ต้าหลาง “ไปถามท่านแม่ของพวกเจ้าสิ ขอเพียงแค่นางอนุญาต วันนี้ก็ไม่ต้องไปสำนักศึกษาแล้ว”
เอ้อร์หลาง ซานหลาง และซื่อเหนียงรีบร้องเรียกอย่างคาดหวังทันที “พี่ใหญ่!”
“นี่ไม่ค่อยดีเท่าไรกระมัง” ต้าหลางลังเลเล็กน้อย ถ้าหากท่านแม่ถูกปลุกจนตื่นแล้วอาละวาดขึ้นมาจะทำอย่างไร