ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 10 ครอบครัวที่แท้จริง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 10 ครอบครัวที่แท้จริง
บทที่ 10 ครอบครัวที่แท้จริง
หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนกลับ เขาก็ไม่ลืมที่จะหันไปบอกทุกคนว่า “พรุ่งนี้เชิญทุกคนมาร่วมงานแต่งงานของผมกับจิ่วเม่ยด้วยนะครับ”
ประโยคสั้น ๆ แต่ได้ใจความ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าใครกันแน่ที่เป็นตัวปัญหา ส่วนเรื่องของเพ่ยอิงกับหลี่ถังคงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายจัดการกันเอง
อันจิ่วเม่ยรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่คิดว่าเธอจะเปลี่ยนแปลงเนื้อเรื่องในนิยายได้ง่ายขนาดนี้ แบบนี้เธอก็ไม่ต้องตายตั้งแต่อายุยังน้อยแล้วสินะ
อันจิ่วเม่ยที่เดินมาถึงลานหน้าบ้าน ก็ได้ยินเสียงแหลมแสบแก้วหูของซื่อหงดังลั่นออกมาจากครัว
“หึ ยัยแก่ไม่รู้จักตาย! ฉันเคยเตือนแกแล้วนะ ทุกอย่างในบ้านหลังนี้เป็นของฉัน! อย่ามาทำหน้าซื่อบื้อแบบนี้!”
“แต่จิ่วเม่ยกับสามีเธอยังไม่กลับ…” เสียงคุณย่า เอ่ยค้านอย่างแผ่วเบา
“กลับไม่กลับแล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน! แต่งออกไปแล้วก็เหมือนน้ำที่สาดไปแล้ว! ตอนนี้ได้แต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่ง ได้เป็นภรรยาทหารก็ยิ่งต้องกตัญญูต่อฉัน!” ซื่อหงตะคอก ก่อนจะเอื้อมมือไปตักกับข้าวบนโต๊ะ
แต่หารู้ไม่ว่าที่ด้านนอกอันจิ่วเม่ยได้ยินทุกคำพูดชัดเจน! เธอปรี่เข้ามาในครัวทันที
“ซื่อหง! ฉันจำได้ว่าเคยเตือนเธอแล้วนะให้ทำตัวดี ๆ กับย่าของฉันหน่อย!” เสียงตวาดลั่นของอันจิ่วเม่ยทำให้ซื่อหงที่กำลังคีบเนื้อเข้าปากร่วงตกทันที
หากแค่เป็นเรื่องของอาหาร เธอก็อาจจะปล่อยผ่านไป แต่การที่ซื่อหงกล้าด่าเหยียดหยามย่าของเธอขนาดนี้ อันจิ่วเม่ยไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ แน่นอน!
เพียะ!
ฝ่ามือของอันจิ่วเม่ยประทับลงบนหน้าของแม่เลี้ยงของตนอย่างรวดเร็ว ก่อนที่อีกฝ่ายจะทันรู้ตัว
“นังเด็กบ้า…แกกล้าตบฉันเหรอ!” ซื่อหงร้องเสียงหลง ปิดหน้าตัวเองแล้วหันไปฟ้องหลี่เจียเฟิ่งที่เพิ่งเดินเข้ามา
“นี่! หลี่เจียเฟิ่งคุณเป็นทหารแท้ ๆ ปล่อยให้ภรรยาตัวเองทำร้ายคนอื่นได้ยังไง!”
หลี่เจียเฟิ่วมองซื่อหงอย่างเย็นชา “การดูหมิ่นผู้อาวุโสในบ้าน ไม่เคารพผู้ใหญ่ ผมสามารถส่งคุณเข้าคุกได้นะครับ”
คำพูดขอหลี่เจียเฟิ่งทำให้ซื่อหงเงียบกริบ เธอไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่ส่งเสียงฮึดฮัดอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะหมุนตัวเดินหนีออกไปจากครัวอย่างรวดเร็ว
คุณย่าอันมองเหตุการณ์ทุกอย่างด้วยความตกใจ ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หลานกล้าตบตีคนอื่นแบบนี้?
แต่…ตบได้สะใจย่ามาก! และดูเหมือนว่าสามีของหลานสาวจะเห็นด้วยอีกต่างหาก!
“มา ๆ ข้าวกินปลาเถอะ พวกเรารีบกินข้าวกันดีกว่า!” ย่าอันยิ้มแก้มปริ พร้อมกับควักมือเรียกทั้งสองคนนั่งลงที่เก้าอี้
เมื่ออันจิ่วเม่ยได้เห็นการกระทำของซื่อหง ในใจตอนนี้เธอรู้สึกเป็นห่วงย่า เธอกลัวว่าย่าจะถูกรังแกอีกเวลาเธอไม่อยู่
“ย่าคะ ต่อไปนี้เราไม่ต้องเกรงใจซื่อหงแล้วนะคะ ถ้าเธอกล้ามาบ้า ๆ บอ ๆ กับย่าอีก ย่าก็ตอบโต้ไปเลย ถ้าเธออะไรย่า ย่าก็ตีเธอได้เลย!”
“ถูก ๆ เราจะไม่ยอมให้เธอมารังแกอีกแล้ว!” ดวงตาย่าอันแดงก่ำ เธอดีใจที่หลานสาวของเธอกล้ายืนหยัดปกป้องเธอ
บรรยากาศในห้องครัวกลับมาอบอุ่นอีกครั้ง อันจิ่วเม่ยคอยตักกับข้าวให้ทั้งสองคนอย่างเอาใจใส่ โดยเฉพาะหลานสาวที่โดนสั่งให้กินเยอะๆ เพราะเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บที่ศีรษะ ต้องบำรุงร่างกายเยอะ ๆ
ในใจของย่าอันตอนนี้รู้สึกชื่นชมหลี่เจียเฟิ่งยิ่งกว่าอะไร ต่อไปนี้หลานสาวของเธอคงไม่มีใครกล้าจะรังแกอีกแน่ ๆ
ตลอดมื้ออาหารหลี่เจียเฟิ่งนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ ก่อนพูดขึ้นมาอีกครั้งหลังจากวางตะเกียบลง
“พรุ่งนี้หลังงานแต่งงานเสร็จ ผมจะไปขอแบ่งที่ดินจากผู้นำหมู่บ้าน สร้างบ้านสักสองสามห้อง หลังจากนั้นคุณย่ากับเธอก็ย้ายไปอยู่ที่นั่น ไม่ต้องสนใจว่าใครจะพูดอะไรถึงแม้ผมจะต้องอยู่ในกองทัพบ่อย ๆ แต่ถ้ามีวันหยุดผมจะกลับมา”
ที่จริงแล้วสาเหตุที่หลายปีมานี้หลี่เจียเฟิ่งไม่ค่อยอยากกลับบ้านก็เพราะเขาเบื่อครอบครัวตัวเองเต็มทน ทุกครั้งที่เขากลับมามักจะมีแต่เรื่องให้วุ่นวายใจ แต่ตอนนี้เขาแต่งงานแล้วมีครอบครัวเป็นของตัวเองจริง ๆ แล้ว ซึ่งตอนนี้มันเป็นหน้าที่ของเขาที่ต้องดูแลรับผิดชอบ
ตอนนี้เขายังไม่ได้มีความรู้สึกอะไรกับอันจิ่วเม่ยแต่ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร ซ้ำความรู้สึกลึก ๆ เขายังแอบชื่นชมในความกล้าหาญของเธอไ
ในยุคสมัยนี้ ผู้หญิงที่มีนิสัยแบบนี้จะอยู่รอดได้ดีกว่า
คำพูดของหลี่เจียเฟิ่งสร้างความตกตะลึงให้กับอันจิ่วเม่ยและย่าอัน
“คุณ… คุณบอกว่าจะสร้างบ้านใหม่ แล้วให้ฉันกับย่าไปอยู่ด้วยหรอคะ?”
หญิงสาวแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเองผู้ชายในยุคนี้จะมีความคิดก้าวหน้าขนาดนี้เลยเหรอ?
“อืม พวกเราจะได้ดูแลคุณย่าได้ด้วย” หลี่เจียเฟิ่งพูดออกมาอย่างใจเย็นราวกับกำลังพูดเรื่องธรรมดา
แต่สำหรับอันจิ่วเม่ยและย่าอัน มันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก!
“เด็กดี เด็กดีจริง ๆ พวกหลานไม่ต้องทำแบบนั้นหรอก… พวกเธอมีชีวิตของตัวเอง ย่า… ย่า…” คุณย่าปล่อยโฮออกมาอีกครั้ง
ชีวิตของย่าอันช่างรันทดเหลือเกิน สูญเสียสามีตั้งแต่อายุยังสาว ลูกชายก็ไม่เอาไหน แต่งงานไปตั้งสองครั้งก็ยังไม่วายมาตายจากไปอีก ทิ้งให้เธอต้องอยู่กับลูกสะใภ้นิสัยร้ายกาจ
ตอนนี้เธออายุมากแล้ว ร่างกายก็เต็มไปด้วยโรคภัย แค่เห็นหลานสาวกำลังจะมีชีวิตที่ดีเธอก็ดีใจจนพูดไม่ออก
หญิงชรามองหลี่เจียเฟิ่งด้วยสายตาอ่อนโยน เธอไม่คิดเลยว่าสามีของหลานสาวจะดีกว่าลูกแท้ ๆ ของเธอยินดีจะเลี้ยงดูยายเฒ่าอย่างเธอ
“คุณย่าพูดอะไรแบบนั้นคะ? ถ้าไม่มีย่าคอยปกป้องหนู หนูคงไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้หรอก การที่หนูดูแลคุณย่าเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว ต่อไปนี้พวกเราย้ายออกไปอยู่ด้วยกันซื่อหงก็จะไม่ได้มายุ่งวุ่นวายกับเราอีก” อันจิ่วเม่ยรีบปลอบ
อันจิ่วเม่ยไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของหลี่เจียเฟิ่ง การที่เขาเสนอตัวแบบนี้ถือเป็นเรื่องดี เธอเองก็วางแผนจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกอยู่แล้ว ในเมื่อตอนนี้กลายเป็นสามีภรรยากันแล้วก็ไม่ควรคิดเล็กคิดน้อยให้มากความ
“ดี… ดีแล้ว ย่าไม่ร้องไห้แล้ว” คุณย่าซับน้ำตาในใจเต็มไปด้วยความปลื้มปิติ
อันจิ่วเม่ยหันไปมองหน้าหลี่เจียเฟิ่ง เธอตั้งใจจะกล่าวขอบคุณ แต่ก็รู้สึกว่ามันดูเป็นทางการเกินไปจึงเปลี่ยนเป็นพูดเรื่องอื่นแทน “คุณวางใจได้ค่ะ ฉันจะดูแลบ้านให้ดีคุณไม่ต้องกังวลอะไรทั้งนั้น”
หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มเก็บชามข้าวอย่างคล่องแคล่ว
อันจิ่วเม่ยเห็นแบบนั้นก็อยากจะลุกไปช่วย แต่ถูกชายหนุ่มห้ามไว้ “ฉันจัดการเอง คุณไปอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าเถอะพรุ่งนี้ต้องเตรียมของสำหรับงานเลี้ยงเยอะ คืนนี้ฉันคงไม่กลับมาอีกนะ”
“ค่ะ”
แม้จะจดทะเบียนสมรสกันแล้ว แต่ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้สนิทกันมากนัก เธอเองก็แอบกังวลเรื่องที่จะต้องนอนกับเขา พอได้ยินว่าคืนนี้เขาจะไม่กลับก็แอบโล่งใจอยู่ลึก ๆ
เธอได้แต่มองตามแผ่นหลังของหลี่เจียเฟิ่งที่เดินออกไป ในใจก็อยากจะถามว่าเขาจะไปไหน แต่ก็รู้สึกตัวเองยังไม่สนิทกับเขาพอ
หลังจากหลี่เจียเฟิ่งออกไป อันจิ่วเม่ยก็พาคุณย่าอันไปนอนพักผ่อน ส่วนตัวเธอตั้งใจจะไปจัดห้องของตัวเองสักหน่อย พรุ่งนี้ก็จะถึงวันแต่งงานแล้ว แม้จะไม่ได้เตรียมอะไรมากมายแต่อย่างน้อยห้องหอของเธอก็ต้องสะอาดเรียบร้อย
ส่วนซื่อหงที่ก่อนหน้านี้แอบอยู่ในห้องไม่กล้าออกมา พอเห็นว่าหลี่เจียเฟิ่งไม่อยู่แล้วก็รีบเดินออกมาทันที “สายขนาดนี้แล้วยังไม่ไปทำงานอีกหรือไง? ระวังผู้นำหมู่บ้านมาจัดการกับแก”
อันจิ่วเม่ยยังคงกวาดพื้นต่อพร้อมกับพูดขึ้นว่า “ฉันจะไม่ไปทำงานในทุ่งอีกแล้ว ต่อไปนี้ถ้าอยากไป ก็ไปเองสิ”