ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 11 อันจิ่วเม่ยถูกเข้าใจผิด?
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 11 อันจิ่วเม่ยถูกเข้าใจผิด?
บทที่ 11 อันจิ่วเม่ยถูกเข้าใจผิด?
เมื่อก่อนอันจิ่วเม่ยต้องตรากตรำทำงานหาเลี้ยงครอบครัวอย่างหนัก แต่เงินที่หามาได้กลับไม่เคยตกถึงมือเธอเลยสักเหรียญ โดนแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างซื่อหงยึดไปจนหมด ยังกลับมาด่าทอว่าเธอเป็นตัวกินบ้านกินเมือง ไม่รู้จักบุญคุณ
นิสัยอ่อนแอของร่างเดิมทำให้ซื่อหงยิ่งได้ใจ คิดว่าจะข่มเหงเธออย่างไรก็ได้ แต่ตอนนี้เธอคืออันจิ่วเม่ยคนใหม่แล้ว เธอไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกง่าย ๆ หรอก
“แกเสียสติไปแล้วรึไง! ไม่ทำงานแล้วจะเอาอะไรกิน!” ซื่อหงตวาดเสียงดังลั่น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เธอพุ่งเข้ามาหมายจะตบหน้าอันจิ่วเม่ยอีกครั้ง
แต่ไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเตะจนเซถลา ก่อนจะโดนไม้กวาดฟาดซ้ำไปอีกสองที
“โอ้ย! ” ซื่อหงยังร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด
“ฉันไม่ใช่ลูกของเธอ จะมาออกคำสั่งอะไรกับฉัน! ต่อไปนี้อย่าหวังว่าจะมาเอาเปรียบฉันอีก!”อันจิ่วเม่ยประกาศกร้าว
คำพูดของอันจิ่วเม่ยเหมือนฟ้าผ่ากลางใจ ซื่อหงถึงกับหน้าซีดเผือด หลายปีมานี้เธอใช้นังเด็กนี้เหมือนทาสในเรือน หากเด็กคนนี้เลิกทำงาน เงินทองที่เคยรีดไถหายวับไปกับตา
“ไม่ทำงานแล้วจะเอาอะไรกิน! นึกว่าหลี่เจียเฟิ่งจะปกป้องเธอได้ตลอดชีวิตงั้นเหรอ? อย่าลืมสิว่าเขามีครอบครัวใหญ่ต้องดูแล คิดว่าตัวเองจะได้เงินจากเยอะหรือไง!” ซื่อหงตวาดอย่างเกรี้ยวกราด
อันจิ่วเม่ยแสยะยิ้มมุมปาก “เรื่องของฉัน ไม่ต้องมายุ่ง!”
อันจิ่วเม่ยพูดเสร็จก็เดินเข้าห้องปิดประตูห้องดังปัง ปล่อยให้ซื่อหงยืนกำกำปั้นแน่นด้วยความโกรธแค้นอยู่กลางลานบ้าน
ย่าอันที่แอบฟังเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ภายในห้อง กลับรู้สึกโล่งใจที่หลานสาวของเธอ ในที่สุดก็ลุกขึ้นสู้ ไม่ใช่เด็กน้อยที่จะยอมให้รังแกอีกต่อไป
…
ตกเย็นซื่อหงกลับมาจากทุ่งนาด้วยความหิวโหย แต่กลับพบว่าในครัวว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่อาหารเย็นเหลือไว้
ย่าอันที่นั่งอยู่ในลานบ้านมองเด็ก ๆ ในหมู่บ้านวิ่งเล่นอยู่หน้าประตูโดยไม่สนใจซื่อหง
ซื่อหงโกรธจัด ตะคอกเสียงดัง “แกคิดว่าหลานสาวแกเป็นคุณนายแล้วงั้นเหรอ! ฉันจะบอกให้นะบ้านหลี่เจียเฟิ่งไม่มีทางเลี้ยงดูหลานสาวแกหรอก สุดท้ายหลานสาวตัวดีของแกก็ยังต้องพึ่งพาฉันอยู่ดี ถ้าอยากมีชีวิตที่ดีก็จำไว้ว่าต้องเชื่อฟังฉัน!”
หญิงชรามองซื่อหงอย่างเย็นชา “ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันจะไม่เป็นภาระให้จิ่วเม่ย และจะไม่มีวันพึ่งพาเธออีก”
หลายปีมานี้ สิ่งเดียวที่ทำให้ย่าอันทนมีชีวิตอยู่ได้คือความห่วงใยต่อหลานสาว แต่ตอนนี้หลานสาวของเธอแต่งงานกับคนดี มีชีวิตที่ดีแล้ว เธอก็หมดห่วง
ซื่อหงเมินเฉยต่อคำพูดของหญิงชรา ซื่อหงถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างเหยียดหยาม ก่อนจะเดินเข้าครัวไปหาอาหารกินเองโดยไม่สนใจใยดี
ในขณะที่ซื่อหงกำลังสาปแช่งอยู่ในใจอยู่นั้น ทางด้านอันจิ่วเม่ยก็กำลังเดินไปยังบ้านของผู้นำหมู่บ้าน เธอเอาขนมมงคลไว้ในตะกร้าหวายและใช้ผ้าคลุมไว้อย่างมิดชิด
ชาวบ้านต่างรู้ดีว่าอันจิ่วเม่ยถูกซื่อหงรังแกมาตลอดพวกเขารู้สึกสงสารจึงได้เอ็นดูเธอเป็นพิเศษ เมื่อเห็นหญิงสาวมาเยี่ยม ภรรยาของผู้นำหมู่บ้านจึงรีบต้อนรับเธอเข้าบ้านด้วยรอยยิ้ม
“คุณลุงเหวิน คุณป้าไป๋ พรุ่งนี้หนูกับพี่หลี่เจียเฟิ่งจะจัดงานแต่งงานที่บ้าน เลยนำขนมมงคลมาฝากทุกคนค่ะ” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยรอยยิ้ม
ไป๋ซิงเบิกตากว้าง “อะไรนะ! แต่งงานกับลูกชายคนที่สามของตระกูลหลี่น่ะเหรอ?”
“ค่ะ” จิ่วเม่ยพยักหน้า “หนูกับพี่เจียเฟิ่งไปจดทะเบียนสมรสที่เมืองมาแล้วค่ะ”
“โอ้โห! แม่เลี้ยงของเธอทำเรื่องดี ๆ สักทีนะ ได้แต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่ง แบบนี้ก็สบายแล้วล่ะ ต่อไปใช้ชีวิตให้มีความสุขนะ”ไป๋ชิงแสดงความยินดีกับเด็กสาว
“ขอบคุณค่ะ”
อันจิ่วเม่ยมองไปรอบ ๆ “จริงสิ คุณลุงเหวินคะ เรื่องงานในทุ่งนาหนูอาจจะต้องหยุดต่ออีกหน่อยนะคะ ย่าของหนูสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง หนูอยากหาเวลาพาท่านไปหาหมอที่เมืองค่ะ”
เหวินฟู่พยักหน้า “เข้าใจแล้ว ดูแลย่าให้ดี ๆ นะ”
“ขอบคุณค่ะ” อันจิ่วเม่ยโค้งศีรษะอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินกลับบ้านด้วยหัวใจที่เบิกบาน
ทว่าอันจิ่วเม่ยยังเดินออกไม่พ้นหน้าบ้านผู้นำหมู่บ้าน จู่ ๆ ก็เงาร่างหนึ่งพุ่งเข้ามาขวางทางเธอ
นึกว่าใคร? ที่แท้ก็เพื่อนสาวตัวดีของเธอนั่นเอง ตอนนี้ใบหน้าของเพ่ยอิงกลับแดงก่ำไปด้วยความโกรธ
“มีอะไร?” อันจิ่วเม่ยเอ่ยถามน้ำเสียงเรียบเฉย แววตาฉายวาวรำคาญอย่างไม่ปิดบัง
หลังจากเหตุการณ์ที่บ้านตระกูลหลี่ พวกเธอทั้งสองคนก็ไม่จำเป็นต้องเล่นละครบทเพื่อนรักกันอีกต่อไป
“เธอกล้าทำเป็นไม่รู้เรื่องงั้นเหรอ!? เรื่องที่เกิดขึ้นที่บ้านตระกูลหลี่ เธอโยนความผิดมาให้ฉันได้ยังไง รู้มั้ยว่าฉันต้องเจอกับอะไรบ้าง! เราเป็นเพื่อนกันนะ ทำไมเธอถึงทำกับฉันได้ลงคอ!” เสียงแสบแก้วหูของเพ่ยอิงระเบิดออกมา
อันจิ่วเม่ยอยากจะหัวเราะเยาะ ใครกันแน่ที่เป็นคนเริ่มต้นเรื่องทั้งหมด ผู้หญิงคนนี้ช่างหน้าไม่อายจริง ๆ !
ขณะที่อันจิ่วเม่ยกำลังจะตอกกลับ ประตูบ้านของผู้นำหมู่บ้านที่อยู่ไม่ไกลก็เปิดออก ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวอันจิ่วเม่ย เด็กสาวแอบหยิกต้นขาตัวเองเบา ๆ ไม่นานน้ำตาใส ๆ ก็ไหลรินออกมาจากดวงตาคู่งาม
“เพ่ยอิง เธอพูดเรื่องอะไรพวกเราเป็นเพื่อนรักกัน ฉันจะทำร้ายเธอได้ยังไง? ช่วงนี้ฉันยุ่งกับการเตรียมงานแต่งงาน อาจจะละเลยเธอไปบ้าง แต่เธอก็ไม่ควรพูดกับฉันแบบนี้…”
ไป๋ชิงกำลังจะเดินออกมานั่งกินข้าวที่หน้าบ้าน เมื่อได้ยินเสียงโหวกเหวกก็ชะงักฝีเท้า
“อย่ามาอ้างเรื่องแต่งงานเลย! เธอต้องได้แต่งงานกับหลี่ถัง แล้วทำไมจู่ ๆ กลายเป็นหลี่เจียเฟิ่งล่ะ? รู้จักกันมานาน ไม่คิดว่าเธอจะเป็นคนร้ายกาจขนาดนี้! ฉันไม่คิดว่าเธอจะทำร้ายฉันได้ขนาดนี้”
เพ่ยอิงร้องไห้โฮ ดวงตาบวมเป่ง หลังจากกลับมาจากบ้านตระกูลหลี่ แม่ของเธอก็ต่อว่าเธออย่างหนัก ว่าเธอถูกไอ้ปัญญาอ่อนนั่นกอดต่อหน้าคนอื่น ชื่อเสียงของเธอเสียหายหมดแล้ว ถ้าไม่แต่งงานกับมันต่อไปคงไม่มีใครอยากได้เธอเป็นภรรยา
เพ่ยอิงยังพูดด้วยความน้อยใจว่าจะไม่แต่งงานไปตลอดชีวิตแต่พี่สะใภ้ของเธอกลับคัดค้าน บอกว่าครอบครัวไม่สามารถเลี้ยงดูเธอไปได้ตลอดชาติแม้แต่พ่อแม่ก็ยังเงียบซึ่งนั่นแสดงว่าเห็นด้วยกับพี่สะใภ้
เธอไม่เข้าใจ ทำไมพ่อแม่ที่เคยรักและตามใจเธอ ถึงเปลี่ยนไปเพราะเรื่องแค่นี้! เทั้งหมดเป็นความผิดของอันจิ่วเม่ย ถ้าอันจิ่วเม่ยยอมแต่งงานกับหลี่ถังไปตั้งแต่แรก ทุกอย่างก็คงไม่วุ่นวายแบบนี้!
“เพ่ยอิง อย่าพูดมั่ว ๆ สิ คนที่ตกลงแต่งงานกับฉันคือหลี่เจียเฟิ่ง แม่เลี้ยงของฉันกับพี่สะใภ้ใหญ่ของเขาเป็นคนคุยกัน” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงจริงใจ
“เธอคงเข้าใจผิด ถึงได้คิดว่าเป็นหลี่ถัง ฉันรู้ว่าเธอกับหลี่ถังชอบกัน ฉันจะไปแย่งเขามาได้ยังไง เราเป็นเพื่อนกันนะ!” อันจิ่วเม่ยพูดต่อ ใบหน้าเต็มไปด้วยความบริสุทธิ์และน่าสงสาร
“ เหลวไหล! ใครชอบหลี่ถังกัน! เธออย่ามาใส่ร้ายฉันนะ!” เพ่ยอิงโกรธจนหน้าแดงก่ำ พุ่งเข้าหาอันจิ่วเม่ยหมายจะทำร้าย
อันจิ่วเม่ยเบี่ยงตัวหลบด้วยความว่องไว แสร้งทำท่าตกใจ “…ก็หลี่ถังเรียกเธอว่าภรรยาต่อหน้าฉันนี่นา ฉันก็นึกว่าพวกเธอสนิทกันเป็นพิเศษ ไม่งั้นเด็กซื่อ ๆ อย่างหลี่ถังจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้ยังไง?”
อันจิ่วเม่ยยังคงพูดต่อ “แล้วฉันก็เห็นเขาดูชอบเธอมากเลยนะ… แต่ถ้าเธอไม่อยากยอมรับก็ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ ถ้าเรื่องแบบนี้แพร่ออกไปมันไม่ดีต่อชื่อเสียงของเธอ ไม่ต้องห่วง เราเป็นเพื่อนกัน ฉันไม่ปริปากแน่นอน”