ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 104 รอรับยุวชน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 104 รอรับยุวชน
บทที่ 104 รอรับยุวชน
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าตอนนี้เธอต้องออกไปเจรจาธุรกิจ การแต่งกายคือภาพลักษณ์ของตัวเอง จำเป็นต้องใส่ใจ ไม่อาจใส่เสื้อผ้าปะชุนแบบในหมู่บ้านได้อีกต่อไป
ในทุก ๆ วันอันจิ่วเม่ยแทบไม่ได้ออกไปไหน บางครั้งก็แวะไปดูที่โรงงานเห็นทุกคนขยันขันแข็ง เธอก็ไม่มีอะไรจะช่วย เดินดูรอบหนึ่งแล้วก็กลับมาดูย่าอันตัดเสื้อ ได้เรียนรู้เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปด้วย
วันนี้เป็นวันพิเศษสำหรับหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ เพราะจะมีคณะยุวชนจากในเมืองมาเยี่ยมเยือน แต่มันก็เป็นช่วงเวลาที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไรนัก เพราะชาวบ้านกำลังยุ่งกับการเก็บเกี่ยวผลผลิตในทุ่งนา
เหวินฟู่รีบวิ่งไปหาอันจิ่วเม่ยที่บ้าน หวังให้เธอช่วยต้อนรับแขกจากเมือง
“แค่พาพวกเขามาถึงหมู่บ้านก็พอ เดี๋ยวที่เหลือฉันจัดการเอง” เหวินฟู่บอกอันจิ่วเม่ยด้วยท่าทางหนักใจเล็กน้อย
“แต่ถ้าพวกเขาหอบกระเป๋ามาด้วยเยอะแบบภูเขาล่ะคะ?” อันจิ่วเม่ยถามขึ้นอย่างกังวล เพราะวัวทุกตัวในหมู่บ้านก็กำลังทำงานหนักในทุ่งนาอยู่แล้ว
เหวินฟู่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ “ก็ให้หนุ่ม ๆ ช่วยสาว ๆ หน่อยสิ เราไม่มีทางเลือกจริง ๆ นะ”
อันจิ่วเม่ยพยักหน้ารับ คิดในใจว่า ‘ช่างเถอะ ไม่ใช่ธุระของเราสักหน่อย’
เธอคว้าแอปเปิ้ล แล้วออกปั่นจักรยานไปอย่างรวดเร็ว มีสุนัขตัวจิ๋วสามตัววิ่งไล่ตามอย่างสนุกสนาน ก่อนจะยอมแพ้กลับบ้านไป
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
อันจิ่วเม่ยปั่นจักรยานด้วยมือเดียว อีกมือถือแอปเปิ้ลกินอย่างเอร็ดอร่อย พอกินหมดก็เร่งความเร็วสุด ๆ มาถึงสถานีรถไฟก่อนเที่ยงวันแค่นาทีเดียว!
กลุ่มยุวชนคนเมืองมาถึงตรงเวลาเที่ยงพอดิบพอดี พวกเขามากันเป็นกองทัพ เห็นคนคุ้นหน้าจากหมู่บ้านใกล้เคียงมารับคนด้วย นี่มันงานใหญ่จริง ๆ
แม้จะไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับเรื่องชาวบ้าน แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น อันจิ่วเม่ยก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปทักทายกลุ่มคนจากหมู่บ้านข้างๆ ด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร
“สวัสดีค่ะสหาย หมู่บ้านของพวกคุณส่งเกวียนมารับยุวชนไหมคะ” อันจิ่วเม่ย ถามอย่างร่าเริง
ชาวบ้านหนึ่งคนมองเธอด้วยสายตาเหนื่อยล้า แล้วตอบอย่างหงุดหงิด
“ให้ตายสิ นี่มันช่วงเวลาเร่งด่วนทางการเกษตรนะ จะมีเวลาส่งรถอะไรมาล่ะ? ฉันก็ต้องลากขาเดินมานี่แหละ!”
ชาวบ้านอีกคนเสริมขึ้นมาอย่างหัวเสีย “ฉันเบื่อที่สุดแล้วกับการมารับคนพวกนี้! ออกมาวุ่นวายทั้งวันแต่ไม่ได้คะแนนงาน ยังไงก็ทำงานในทุ่งนาดีกว่าเป็นไหน ๆ !”
“เออ ใช่เลย!” คนที่สามก็ออกความคิดเห็นด้วยอย่างออกรส “พวกยุวชนที่มาจากในเมืองนั่นก็อารมณ์ร้อนเป็นบ้า เหมือนกับว่าเราเป็นหนี้บุญคุณพวกเขาอย่างนั้นแหละ น่ารำคาญจะตาย”
ขณะที่ชาวบ้านพากันบ่นกระปอดกระแปดไปมา อันจิ่วเม่ยได้แต่ยืนอึ้งด้วยความงุนงง ก่อนจะค่อย ๆ ถอยออกมายืนรออยู่ข้าง ๆ อย่างเงียบๆ
ในใจของอันจิ่วเม่ยนึกเศร้าใจ เจตนาของเธอแค่อยากถามว่าพวกเขามีรถไหม ถ้าสะดวกก็จะช่วยขนสัมภาระให้เยาวชนของหมู่บ้านพวกเขา เพราะไปทางเดียวกัน แต่ไม่คิดว่าพวกเขาจะแสดงความรังเกียจและบ่นเกี่ยวกับยุวชนอย่างเปิดเผยแบบนี้
ไม่นานนัก เสียงเครื่องยนต์ก็ดังขึ้น รถโดยสารคันใหญ่แล่นมาจอดที่ป้าย ผู้โดยสารทยอยลงมาไม่น้อย
อันจิ่วเม่ยมองไปรอบ ๆ อย่างสับสน ไม่รู้ว่าใครบ้างที่ถูกจัดสรรไปหมู่บ้านของตัวเอง เธอจึงสูดลมหายใจลึก ๆ แล้วตะโกนเสียงดังลั่น “ยุวชนที่จะไปหมู่บ้านหนานเทียนเดินมาทางนี้ได้เลยค่ะ!”
ชาวบ้านคนอื่น ๆ เห็นดังนั้นก็พากันตะโกนชื่อหมู่บ้านของตัวเองแข่งกันเซ็งแซ่ ส่วนยุวชนที่ได้ยินก็รีบเดินเข้ามาหาอย่างงง ๆ ท่ามกลางความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
“สวัสดีครับ สหายหญิง!” เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มสดใส “ผมเว่ยป๋อหลินครับ” หนุ่มน้อยหน้าใสผู้มาใหม่ทักทายอย่างกระตือรือร้น “ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ?”
อันจิ่วเม่ยหันไปตามเสียงเรียก และทันใดนั้นชายหนุ่มรูปงามราวกับพระเอกซีรีส์จีนก็มาปรากฏตรงหน้า เขามีดวงตาเป็นประกายอบอุ่นและท่าทางสุภาพนุ่มนวลจนชวนให้ใจละลายได้ง่าย ๆ
แต่สำหรับอันจิ่วเม่ย ผู้ที่ผ่านโลกมาไม่น้อย เธอไม่ใช่สาวน้อยวัยแรกแย้มที่จะหลงเสน่ห์หนุ่มหล่อเพียงแค่รูปลักษณ์ เธอเพียงพยักหน้าเล็กน้อย พลางตอบกลับด้วยท่าทีสุภาพแต่เรียบเฉย
“ฉันอันจิ่วเม่ยค่ะ มารับพวกคุณไปจัดการที่พักในหมู่บ้าน”
“เป็นสหายนี่เองที่มารับพวกเรา” เว่ยป๋อหลินอุทานอย่างตื่นเต้น ดวงตาเป็นประกายวาววับ
“สวยเกินคาดจริง ๆ ครับ ผมนึกว่าจะเจอสาวชาวบ้านธรรมดา ๆ เสียอีก” เว่ยป๋อหลินพูดพลางฉีกยิ้มกว้าง
รอยยิ้มของเว่ยป๋อหลินยิ่งสดใสขึ้นไปอีก ราวกับดอกทานตะวันที่เบ่งบานกลางแดด “ขอบคุณมากนะครับ ที่มารับพวกเรา” เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลชวนฝัน
“แต่ทำไมหมู่บ้านอื่นส่งผู้ชายมารับ แต่หมู่บ้านเราส่งเทพธิดาตัวน้อยอย่างคุณมาล่ะครับ? ลำบากคุณแย่เลยนะ”
อันจิ่วเม่ยมองเขาอย่างประเมิน คิดในใจว่าช่างเป็นคนที่สร้างความสนิทสนมได้ไวเสียจริง แถมยังกล้าเรียกที่นี่ว่า ‘หมู่บ้านเรา’ ซะแล้ว! แต่เธอก็ไม่ได้ตัดสินเขา เพียงแค่อธิบายตามตรงว่า
“เพราะตอนนี้เป็นฤดูเก็บเกี่ยวพอดีค่ะ ทุกคนยุ่งกับการทำงานที่ทุ่ง มีแค่ฉันที่ว่าง ผู้นำหมู่บ้านเลยส่งฉันมารับพวกคุณ”
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่นั้น คนอื่น ๆ ก็ทยอยเดินเข้ามา เหมือนขบวนพาเหรดที่มีทั้งคนยิ้มแย้มแจ่มใส และคนหน้าบูดบึ้งราวกับกินมะนาวดิบ
บางคนดูเหมือนจะเมารถจนเดินโซเซ ทำให้บรรยากาศดูวุ่นวายและน่าสนใจขึ้นมาทันที
อันจิ่วเม่ยพยายามอธิบายสถานการณ์ในหมู่บ้าน ก่อนจะหันไปกระตุ้นทุกคนด้วยน้ำเสียงเร่งเร้า “รีบไปเถอะค่ะ ก่อนที่ทางขึ้นเขาจะมืดและเดินลำบาก ช่วยกันหน่อยนะคะ พวกผู้ชายช่วยถือของให้สาว ๆ ด้วยค่ะ!”
แต่ทันใดนั้น เสียงบ่นอย่างไม่พอใจก็ดังขึ้น “โอ๊ย! นี่มันเกินไปแล้ว! เดินทางมาตั้งไกล ไม่มีรถมารับก็ว่าไปเถอะ แต่นี่ยังต้องมาลากกระเป๋าปีนเขาอีก แบบนี้จงใจทรมานกันชัด ๆ!”
หญิงสาวคนหนึ่งบ่นขึ้นอย่างหัวเสีย รอบตัวเธอมีกระเป๋าพะเนินท่วมหัว สีหน้าบูดบึ้ง ท่าทางหอบเหนื่อยจากการยกถุงผ้าสี่ห้าใบที่ยัดของแน่นจนแทบระเบิด
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าสถานการณ์นี้คงไม่เอื้ออำนวยต่อสาว ๆ จากเมืองมากนัก แต่ก็ไม่อาจทำอะไรได้มากไปกว่าที่ได้รับมอบหมาย เธอจึงเสนออย่างใจเย็น
“งั้นแบบนี้ไหมคะ? ฉันช่วยถือของให้บางส่วน ที่เหลือคุณต้องจัดการเองแล้วนะ”
แต่คำพูดของเธอกลับเรียกเสียงตวาดไม่พอใจจากอีกฝ่าย “ช่วยถือนิดหน่อยฉันก็ไม่ไหวอยู่ดี! เธอเป็นคนมารับเรา ทำไมไม่จัดรถมาให้เรียบร้อย ดูสิ เธอแต่งตัวเรียบร้อย ขี่จักรยานมาสบาย ๆ ไม่คิดบ้างหรือไงว่าพวกเราลำบากแค่ไหน?”
หญิงสาวพูดด้วยท่าทีเอาเรื่อง ราวกับว่าอันจิ่วเม่ยเป็นหนี้บุญคุณเธออยู่
อันจิ่วเม่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ฉันไม่ได้คิดหรอก”
คำตอบนั้นทำให้หญิงสาวขี้บ่นหน้าบึ้งทันที เธอจ้องอันจิ่วเม่ยด้วยสายตาแข็งกร้าว ก่อนจะพ่นคำพูดออกมาอย่างเดือดดาล “เธอพูดว่าอะไรนะ!”
อันจิ่วเม่ยหันไปสบตาอีกฝ่าย พลางตอบเสียงเรียบ “หูหนวกหรือเปล่า? ฉันบอกว่าไม่มีใครว่างมารับ ผู้นำหมู่บ้านเลยส่งฉันมาช่วย ก็ทำบุญช่วยไม่ได้เป็นหนี้เธอสักหน่อย”
คำพูดของอันจิ่วเม่ยทำให้อีกฝ่ายอึ้งไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าสาวบ้านนอกจะกล้าพูดจาเช่นนี้ สีหน้าของเธอแปรเปลี่ยนเป็นความอับอายที่ท่วมท้น แต่ยังไม่ทันจะได้หาคำโต้กลับ อันจิ่วเม่ยก็ซัดคำพูดกลับมาอีกระลอก
“พวกคุณมาที่นี่เพื่อพัฒนาชนบท ไม่ใช่มาเป็นคุณหนู รู้ไว้ซะ”
จากนั้นเธอหันไปพูดกับคนอื่น ๆ ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หมู่บ้านเราไม่มีรถให้จริง ๆ นะ ไม่ใช่แค่หมู่บ้านเรา ที่อื่นก็ไม่มีเหมือนกัน ถ้าเก่งนักก็หาเอาเองสิ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก”
พูดจบ อันจิ่วเม่ยก็สะบัดหน้าเข็นจักรยานเดินจากไปอย่างไม่แยแส ทั้งที่เมื่อกี้บอกว่าจะช่วยขนของ แต่ตอนนี้โมโหจนไม่อยากยุ่งด้วยแล้ว
คนตรงหน้ายังไม่ยอมแพ้ พูดอย่างหน้าด้าน ๆ “นี่เธอ! ไหนบอกจะช่วยฉันขนของไง!”
ติดตามตอนล่าสุดได้ที่ novelpdf.xyz
Pchaya
มาเป็นคนพัฒนาหรือมาเป็นคุณหนูเนี่ย