ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 108 สหายใหม่ริมทาง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 108 สหายใหม่ริมทาง
บทที่ 108 สหายใหม่ริมทาง
หมิ่นเหลียนซินไม่เคยคิดเลยว่าฟางเจียวเหม่ยที่ดูบอบบางและน่าสงสารขนาดนี้ จะมีความคิดแบบนี้อยู่ในหัว คิดจริง ๆ เหรอว่าการขอให้คนอื่นช่วยเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรทำ?
สมกับคำที่ว่าคนน่าสงสาร ก็ย่อมมีจุดที่น่ารังเกียจ!
เมื่อเข้าใจแบบนี้แล้ว หมิ่นเหลียนซินก็ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืด ให้เกียรติแต่ไม่คบค้าสมาคมด้วยก็พอ! ยังไงซะเธอก็มาเพื่อพัฒนาชนบท ไม่ใช่มาทะเลาะกับคนประเภทนี้
หมิ่นเหลียนซินมองฟางเจียวเหม่ยด้วยสายตาเย็นชา ก่อนจะสะพายกระเป๋าของตัวเองเข้าห้องไปโดยไม่สนใจที่เหลือ
หนิงอวี่หรานเห็นแบบนั้นก็ได้แต่กรอกตาไปมา ส่วนจ้าวเฉินซานเอ่ยขึ้นมาว่า “เดี๋ยวรอกลุ่มผูู้เฒ่าที่เคยอยู่ในหมู่บ้านมาก่อนค่อยว่ากัน พวกเขาอยู่ที่นี่มานาน น่าจะพอรู้เรื่องราวในหมู่บ้านบ้าง”
ส่วนเว่ยป๋อหลินก็ได้แต่นิ่งเงียบ เพราะตอนนี้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ต้องอยู่ในหมู่บ้านนี้ให้ได้ก่อน
อันจิ่วเม่ยไม่สนใจหรอกว่าชาวบ้านจะคิดยังไง วัน ๆ อยู่บ้านกับย่าอันทำคอยทำเบาะรองนั่งตกดึกก็พาเจ้าตูบสามตัวไปเดินเล่น ชีวิตสบายสุด ๆ ไปเลย
วันหนึ่งระหว่างที่อันจิ่วเม่ย ออกไปเที่ยวเล่นก็ได้ยินชาวบ้านซุบซิบกันหนาหู เกี่ยวกับกลุ่มยุวชนที่ย้ายเข้าไปอยู่บ้านซื่อหงเรียบร้อยแล้ว!
บ้านเก่าของอันจิ่วเม่ยน่ะ ห้องเหลือเพียบ สองหนุ่มก็เลยได้คนละห้องไปเลย แถมได้ข่าวว่าซื่อหงนี่เก็บค่าเช่าแพงหูฉี่ ตั้งห้าหยวนต่อคนต่อเดือน แถมยังมีข้อแม้ว่าต้องผลัดกันทำกับข้าวให้กินด้วยนะ!
ผู้เรียบเรียง : Novel PDF
ตอนแรกสามหนุ่มก็ลังเล แต่แถวนั้นไม่มีบ้านไหนมีห้องว่างเยอะขนาดนี้นี่สิ จะแยกกันอยู่ก็กระไร เลยตกลงปลงใจยอมจ่ายค่าเช่าแพงระยับ อย่างน้อยก็ได้อยู่บ้านหลังใหญ่ แถมยังไม่ต้องทำกับข้าวกินเองทุกมื้อ!
“นึกไม่ถึงเลยนะว่าซื่อหง จะโชคดีแบบนี้ นึกว่าจะลำบากไปตลอดชีวิตซะอีก ที่ไหนได้… ได้หนุ่ม ๆ มาดูแล แถมยังทำกับข้าวให้กินอีกต่างหาก อิจฉาจัง!”
ป้าคนหนึ่งพูดด้วยน้ำเสียงแอบกัดแอบแซะ ก็แหม… บ้านเดียวมีหนุ่มหล่อมาอยู่ด้วยตั้งสองคน แถมยังจ่ายค่าเช่าเดือนละ10 หยวน นอนเฉยๆ เงินก็ไหลเข้าบ้านแล้ว มากกว่าที่ชาวบ้านอย่างพวกเธอจะหาได้จากการทำไร่ทำนาตั้งเยอะ!
อันจิ่วเม่ยได้ยินดังนั้นก็ได้แต่ส่ายหน้าเบาๆ พร้อมกับก้มลงมองเจ้าตูบสามตัวที่วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน ไม่ได้รู้สึกอะไรกับเรื่องซุบซิบนี้สักนิด
ป้าคนเดิมเห็นอันจิ่วเม่ยเฉย ๆ ก็เลยอดไม่ได้ที่จะพูดต่อ “ว่าแต่จิ่วเม่ยบ้านหลังนั้นน่ะ พ่อแม่เธอก็ยกให้เธอแล้วนี่ ในใจเธอไม่มีความคิดเห็นอะไรบ้างเลยเหรอจ๊ะ?”
อันจิ่วเม่ยถอนหายใจเบา ๆ “ไม่มีหรอกค่ะ”
เธอตัดญาติขาดมิตรกับซื่อหงได้สำเร็จก็ดีแค่ไหนแล้ว จะไปคิดอะไรอีก ในยุคนี้ การตัดญาติไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะ!
อันจิ่วเม่ยเห็นป้าคนนั้นทำหน้าเสียดายแทนอันจิ่วเม่ยที่ไม่ได้บ้านไปครอบครอง เธอเลยถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะพูดกับป้าอย่างเห็นอกเห็นใจว่า
“ถึงแม้จะตัดญาติกันแล้ว แต่ก็อยู่บ้านหลังเดียวกันมาตั้งนานนี่คะ ตอนนี้ลูกชายของเธอก็ยังติดคุก แถมขาตัวเองก็หักอีก มีโอกาสแบบนี้ก็ถือว่าดีแล้วค่ะ”
น้ำเสียงและท่าทางของเธอช่างดูเป็นห่วงเป็นใย ซื่อหงเสียเหลือเกิน จนชาวบ้านแถวนั้นที่ไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนอย่าง อันจิ่วเม่ยต่างก็รู้สึกว่าเธอเป็นคนจิตใจดีจริง ๆ ขนาดตัดญาติแล้วก็ยังห่วงใย
ป้าคนนั้นได้แต่คิดในใจว่า ถ้าซื่อหงไม่ทำตัวเกินเลยอันจิ่วเม่ยคงไม่ตัดญาติกันง่าย ๆ แบบนี้หรอก สงสัยซื่อหงคงบีบคั้นหล่อนหนักจริงๆ
“เฮ้อ… เธอเป็นเด็กดีจริงๆ ดีแล้วล่ะที่ตอนนี้ชีวิตดีขึ้นแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจบ้านหลังนั้นอีก” ป้าคนเดิมพูดพลางถอนหายใจ
อันจิ่วเม่ยยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะคุยกับป้าอีกสักพัก แล้วจึงพาสุนัขทั้งสามตัวเดินกลับบ้าน ทิ้งไว้เพียงเสียงชมไม่ขาดปากว่าเธอเป็นคนดีและรู้ความ อันจิ่วเม่ยได้ยินแบบนั้นก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปากด้วยความพอใจ
เมื่อกลับถึงบ้าน อันจิ่วเม่ยก็ตรงดิ่งไปดูเต้าหู้ยี้ที่หมักไว้ทันที “ยังกินไม่ได้… ต้องรอให้ได้ที่กว่านี้” เธอพึมพำกับตัวเองเบาๆ
อันจิ่วเม่ยคิดว่าจะเอาเต้าหู้ยี้ที่หมักเสร็จแล้วไปคุยธุรกิจ เพราะแบบนั้นน่าจะมีโอกาสสำเร็จมากกว่า
“ช่วงนี้ว่าง ๆ ไม่มีอะไรทำ ก็เข้าเมืองพรุ่งนี้เลยดีกว่า” อันจิ่วเม่ยพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
เธออยากไปดูธุรกิจของลู่เหอว่าเป็นยังไงบ้าง ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม แต่ก็ต้องตามสถานการณ์ให้ทัน ถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ก็จะได้ไม่พลาด
ด้วยประสบการณ์ในโลกเดิมของเธอ อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าผู้ที่ลงมือก่อนย่อมมีโอกาสได้เปรียบเสมอ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เธอก็รีบอาบน้ำแล้วเข้านอนแต่หัวค่ำ เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับรุ่งเช้าวันใหม่
เช้าตรู่วันถัดมา อันจิ่วเม่ยลงมือเก็บผักที่แปลงหลังบ้าน ผักที่เธอปลูกเจริญงอกงามจนผิดหูผิดตา โตเร็วและมีรสหวานเป็นพิเศษ เพราะเธอใช้สูตรปุ๋ยหมักที่ได้จากหนังสือในมิติ
รวมทั้งนำน้ำพุจากมิติมารดให้ผักอย่างพอดี ทำให้พืชผักที่เธอปลูกนั้นอร่อยและเติบโตเร็ว แม้จะไม่ดีเท่าในแปลงผักในมิติแต่ก็ถือว่าใกล้เคียง
อันจิ่วเม่ยเข้าใจดีว่าหากเธอเอาผักจากมิติออกมาใช้ตลอดจะดูน่าสงสัยเกินไป เธอจึงปลูกผักในแปลงนี้ให้มีความหลากหลาย ไม่ต่างจากที่ชาวบ้านปลูก แต่รสชาติกลับอร่อยกว่าจนใคร ๆ ก็ต้องทึ่ง
วันนี้เธอเก็บผักกาดขาวและกะหล่ำปลีอย่างละสองหัว พร้อมทั้งแตงกวาสดอีกเจ็ดถึงแปดลูก ใส่ลงในตะกร้าสะพายหลัง เตรียมพร้อมแล้วก็รีบปั่นจักรยานมุ่งหน้าเข้าเมือง
ระหว่างทาง อันจิ่วเม่ยพบกับหมิ่นเหลียนซินโดยบังเอิญ ด้วยความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณจากเนื้อแห้งที่เคยได้รับจากเธอ อันจิ่วเม่ยจึงทักทายอย่างเป็นมิตร “จะเข้าเมืองเหรอ? ติดรถไปกับฉันไหม?”
หมิ่นเหลียนซินถึงกับตะลึงที่อันจิ่วเม่ยเป็นฝ่ายทักก่อน รอยยิ้มน้อย ๆ ปรากฏบนใบหน้า
“ได้สิ ขอบคุณมากนะ!” เธอตอบรับด้วยความดีใจ เพราะรู้ดีว่าเส้นทางภูเขานี้ทั้งไกลและขรุขระ การมีเพื่อนร่วมทางนับว่าเป็นเรื่องโชคดี
หลังจากกระโดดขึ้นซ้อนท้ายจักรยานอย่างกระฉับกระเฉง หมิ่นเหลียนซินก็เริ่มเล่าเรื่องราวต่าง ๆ อย่างตื่นเต้น
“ฉันเพิ่งมาถึงที่นี่ แต่ยังมีของต้องซื้ออีกเป็นกระบุงเลย! เลยต้องไปขอลาผู้นำหมู่บ้าน ฉันลำบากใจมาก ๆ แต่รับรองว่าพรุ่งนี้จะทำงานในไร่แบบสุดฤทธิ์สุดเดชเลยล่ะ”
ขณะพูดประโยคนั้น ดวงตาของหมิ่นเหลียนซินเปล่งประกายวิบวับราวกับดาวตก ใบหน้าแดงระเรื่อจากการเดินทางไกลบนภูเขา ทำให้ดูสดใสน่ารักยิ่งกว่าเดิม
หลังจากทำงานในทุ่งมาหลายวัน ผิวขาวผ่องของหมิ่นเหลียนซินก็เริ่มคล้ำขึ้นนิดหน่อย แต่แทนที่จะท้อแท้ เธอกลับยิ่งมุ่งมั่นเสียยิ่งกว่าเดิม ราวกับถูกแดดเผาจนกลายเป็นวีรสตรี!
อันจิ่วเม่ยรู้สึกทึ่งกับความมุ่งมั่นของเธอมาก จึงแนะนำอย่างเป็นห่วง
“แดดช่วงนี้แรงจัด สหายน่าจะไปซื้อหมวกฟางสักใบนะ ไม่งั้นผิวสวย ๆ จะพังหมด”
“จริงด้วย ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน” หมิ่นเหลียนซินตอบพลางลูบแก้มตัวเอง “ไม่กี่วันมานี้โดนแดดเผาจนหน้าแทบระเบิด ตอนกลางคืนกลับไปนอนหน้าร้อนผ่าวเหมือนโดนย่าง ทรมานสุด ๆ ”
แม้จะมุ่งมั่นพัฒนาชนบท แต่หมิ่นเหลียนซินก็ยังเป็นสาวน้อยที่รักสวยรักงามอยู่นั่นเอง
ทั้งสองคุยกันอย่างสนุกสนาน อันจิ่วเม่ยประทับใจในนิสัยและไหวพริบของหมิ่นเหลียนซินมาก จึงเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้ฟังแบบไม่มียั้ง