ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 111 การเปลี่ยนแปลของอวี้หลัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 111 การเปลี่ยนแปลของอวี้หลัน
บทที่ 111 การเปลี่ยนแปลของอวี้หลัน
แต่ตอนนี้มันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว ปัจจุบันคู่สามีภรรยาบ้านรองตระกูลหลี่ต่างก็ทำงานในโรงงาน กลายเป็นแหล่งรายได้หลักของบ้านไปแล้ว ถึงจะไม่มีลูกชายให้ชื่นใจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าใครจะมาข่มเหงรังแกได้ง่าย ๆ อีกต่อไป
ยิ่งช่วงนี้ก่อนหน้านี้ลี่เฟยทำตัวไม่ดีกับอันจิ่วเม่ย คนในหมู่บ้านก็เลยเข้าข้างลูกชายรองตระกูลหลี่ แถมเวลาทำงานอะไรก็ชอบโยนงานหนัก ๆ งานเหนื่อย ๆ ให้คนในตระกูลหลี่กับลี่เฟยอีก ทำงานแทบตายแต่ได้คะแนนน้อย แบบนี้ก็ยิ่งไม่มีปากเสียงในบ้านเข้าไปใหญ่
แน่นอนว่าครอบครัวใหญ่ก็ยังพอมีอะไรให้ภูมิใจอยู่บ้าง นั่นก็คือเงินเดือนของเพ่ยอิงนั่นเอง เพราะหล่อนเป็นคนเดียวในบ้านที่ได้ทำงานดีๆ มีหน้ามีตา ทำให้ ลี่เฟยดูด้อยไปเลยเวลาเจอหน้าครอบครัวลูกชายคนรอง
ด้วยเหตุนี้ลี่เฟยเลยไม่ค่อยหาเรื่องเพ่ยอิงอีก ชีวิตประจำวันของเพ่ยอิงเลยดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ก็มีแต่พี่สะใภ้รองนี่แหละที่เข้าใจฉัน พี่สะใภ้ใหญ่เนี่ย โตแต่ตัวจริงๆ สมองไม่ยอมโตไปด้วย ทำไมไม่รู้จักเรียนรู้จากพ่อแม่ให้มาก ๆ หน่อยนะ”
แค่ประโยคสั้น ๆ แต่จิกกัดลี่เฟยได้แสบทรวง ทั้งยกย่องอวี้หลันกับสองสามีภรรยาเฒ่าตระกูลหลี่ไปอีก ยิ่งทำให้ลี่เฟยเดือดจนควันออกหู!
ลี่เฟยโกรธจนแทบกัดฟัน อยากจะหันไปขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่สามีแต่ก็นะ… เพิ่งจะโดนอันจิ่วเม่ยยกยอไปหยก ๆ ทั้งสองคนเลยรู้สึกว่าเมียของลูกชายคนโตนี่มันไม่มีหัวคิดจริงๆ ไม่อยากจะเปลืองน้ำลายช่วยเหลืออะไรทั้งนั้น ได้แต่ทำเป็นเมินเฉย แสร้งมองไม่เห็นสายตาอ้อนวอนของลี่เฟย
‘โอ้โห…เป็นฉันร้องไห้ไปแล้วนะ’ อันจิ่วเม่ยคิดในใจ จู่ ๆ ลี่เฟยก็ตะโกนลั่นบ้านว่า “พอกันที! พวกคุณทั้งหมดรุมรังแกฉัน ฉันทนอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว!” ก่อนจะวิ่งเข้าห้องไป
ไม่รอช้า อันจิ่วเม่ยรีบฉวยโอกาสทองนี้ใส่ไฟพ่อแม่สามีทันที “พ่อแม่คะ ดูสิคะ พี่สะใภ้ใหญ่ทำตัวไม่เหมาะสมขึ้นทุกวัน ทั้ง ๆ ที่พ่อแม่ดูแลเธอดีมาก แต่เธอกลับบอกว่าอยู่บ้านนี้ไม่ไหว ถ้าเรื่องนี้แพร่ออกไป คนอื่นอาจเข้าใจผิดว่าพี่ใหญ่ทำอะไรไม่ดีกับเธอก็ได้นะคะ”
หลี่ต้าหลงที่นั่งเงียบมาตลอดถึงกับตาเบิกกว้าง รีบตะโกนสวนกลับทันควัน “น้องสะใภ้สาม! อย่ามาพูดเหลวไหลนะ!”
อันจิ่วเม่ยรีบทำหน้าเศร้าสร้อย พลางพูดเสียงอ่อย “โธ่ ฉันแค่พูดไปอย่างนั้นเองค่ะ ใครจะคิดว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะคิดมากขนาดนี้”
ไม่มีใครรู้เลยว่าคำพูดของอันจิ่วเม่ยเป็นเหมือนเมล็ดพันธุ์แห่งความสงสัยที่ถูกหว่านลงในใจของทุกคน ทุกครั้งที่ลี่เฟยแสดงพฤติกรรมประหลาด เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
อันจิ่วเม่ยยิ้มกริ่มในใจ ‘ทำร้ายฉันมาหลายครั้ง คราวนี้ถึงตาฉันเอาคืนบ้างแล้ว’
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันตา ชิวหรงถึงกับเอ่ยปากด่า “ปากไวจริง ๆ ใครจะไปทันเธอกัน!”
อันจิ่วเม่ยทำเป็นสงบเสงี่ยม หุบปากฉับไม่พูดอะไรต่อ
จากนั้นทุกคนต่างเดินกลับเข้าห้องไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง เหลือเพียงอวี้หลันและหลี่ฉีหมิ่นที่ยังอยู่ อันจิ่วเม่ยจึงหันมายิ้มหวานให้อวี้หลัน “สะใภ้รองคะ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยพูดแทนฉันเมื่อกี้”
อวี้หลันที่ไม่คิดว่าจะได้รับคำขอบคุณจากอีกฝ่าย แก้มแดงระเรื่อด้วยความเขิน ก่อนจะพูดเสียงเบา “ฉันก็แค่พูดไปตามเรื่องเท่านั้นเอง ไม่ได้คิดอะไรมากหรอก”
อันจิ่วเม่ยหัวเราะสดใส “ฮิอิ ขอบคุณมากนะคะ งั้นเรื่องวิทยุนี้ก็ฝากพี่รองด้วยนะคะ”
หลังจากคุยกันอีกสักพักอันจิ่วเม่ยก็ขอตัวกลับบ้าน
พอตกค่ำ หลี่ฉีหมิ่นก็แอบนำวิทยุเข้าห้อง จุดเทียน แล้วเริ่มตรวจสอบมันอย่างตั้งใจ อวี้หลันมองดูด้วยความสงสัย “ซ่อมได้จริง ๆ เหรอ?”
หลี่ฉีหมิ่นพยักหน้าอย่างมั่นใจ “น่าจะได้นะ แต่อาจต้องใช้เวลาและความพยายามหน่อย”
แต่เดิมหลี่ฉีหมิ่นหลงใหลในเรื่องเทคนิคพวกนี้มาก เขาศึกษาอย่างขะมักเขม้นทุกครั้งที่มีโอกาส ความสามารถของเขาไม่ธรรมดา เพียงแต่เขาไม่ถนัดเรื่องการพูด จึงไม่ค่อยได้แสดงฝีมือให้ใครเห็น
ถ้าไม่ใช่เพราะอันจิ่วเม่ยอ่านนิยายมาก็คงไม่มีใครรู้ว่าหลี่ฉีหมิ่นมีความสามารถซ่อนเร้นแบบนี้
แม้แต่อวี้หลันเองก็ไม่เคยคิดว่าสามีของเธอจะทำได้จริง ๆ ปกติเวลาเขาศึกษาพวกนี้ เธอมักคิดว่ามันไร้สาระ ถึงขั้นด่าว่าเขาไม่ยอมทำมาหากิน แถมยังโกรธที่เขาไม่ยอมมีลูกกับเธออีก เธอมองเขาในแง่ลบไปเสียหมด
แต่ตอนนี้ เธอกลับพบว่าสามีของเธอไม่ได้ไร้ค่าอย่างที่คิด
อวี้หลันครุ่นคิดสักครู่ ก่อนจะกระซิบบอก “งั้นก็แอบซ่อมให้เรียบร้อยนะ อย่าให้ใครรู้เชียว ตอนเอาไปให้เราจะบอกว่าซ่อมไม่ได้ เข้าใจไหม?”
หลี่ฉีหมิ่นชะงักค้าง ราวกับถูกสาปให้กลายเป็นรูปปั้น ก่อนจะเอ่ยปากถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “เธอ…กลัวหรือเปล่า…”
แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้ หากเป็นคนที่มีความรู้หรือความสามรถควรจะปิดบังตัวเอง อย่าให้รู้เยอะเพราะบางทีการเป็นคนแลาดเกินไปอาจจะนำภัยมาสู่ตัวได้
“โอ๊ย! ไม่ต้องพูดดังขนาดนั้นก็ได้ บ้านเมืองยังไม่ปกติใครจะไม่กลัวล่ะ ฉันยังไม่อยากเป็นหม้ายน่ะ” อวี้หลันตวาดกลับ พลางจ้องตาสามีอย่างดุดัน ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว “แต่น้องสะใภ้สามน่ะ เธอเป็นคนฉลาดและเก่งมาก อีกอย่างตอนนี้เธอก็ดีกับพวกเรามาก เราก็ต้องช่วยเหลือเธอเป็นธรรมดาสิ”
ก่อนที่อันจิ่วเม่ยจะแต่งเข้ามา ชีวิตของอวี้หลันนั้นเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจ มากยิ่งกว่าอาหารที่ได้กินเสียอีก หากไม่ใช่เพราะคำนินทาว่าร้ายเรื่องที่เธอไม่สามารถให้กำเนิดทายาทชายได้ เธอคงไม่ยึดติดกับเรื่องนี้ขนาดนี้
การหมกมุ่นกับการมีลูกชาย ก็เพื่อเรียกร้องศักดิ์ศรีของตัวเองไม่ใช่หรือไง?
หลังจากที่อวี้หลันได้เข้าทำงานในโรงงาน เธอเห็นความฉลาดและความสามารถของอันจิ่วเม่ย และวันหนึ่งเธอก็ได้ค้นพบว่า ไม่จำเป็นต้องมีลูกชายก็สามารถมีชีวิตที่มีความสุขได้!
ด้วยเหตุนี้ อวี้หลันจึงตัดสินใจติดตามอันจิ่วเม่ยราวกับว่าเธอคือเรือลำใหญ่ที่จะพาเธอลอยข้ามทะเลแห่งความทุกข์ ลางสังหรณ์บอกอวี้หลันว่าการเดินตามอันจิ่วเม่ยจะนำพาความอิ่มหนำสำราญมาสู่ชีวิตของเธอ
หลี่ฉีหมิ่นเองก็สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตัวภรรยา เธอเลิกบ่นเรื่องอยากมีลูกชายทุกวัน หันมาทำงานอย่างขยันขันแข็ง ดูแลบ้านเรือนเรียบร้อยขึ้น และปฏิบัติต่อลูกสาวด้วยความรัก เอ็นดูลามไปถึงหลานสาวทั้งสองคนด้วย
เมื่อคืนนี้ เธอถึงขั้นบอกเขาว่าจะไปซื้อผ้ามาตัดเสื้อใหม่ให้ลูกสาวและหลาน ๆ ด้วย หลี่ฉีหมิ่นได้ฟังจึงยิ้มบาง ๆ และเอ่ยรับคำภรรยาด้วยความยินดี “ฉันเข้าใจแล้ว” เขาตอบด้วยรอยยิ้มอ่อน ๆ
อวี้หลันยิ้มอย่างพึงพอใจ จากนั้นเรียกลูกสาวและหลานสาวเข้ามา แบ่งขนมเซ่าปิ้งที่เธอหอบมาจากโรงงานให้ลิ้มลอง ราวกับเป็นขนมแสนอร่อยหายาก
อันจิ่วเม่ยจะแวะมาที่โรงงานเป็นครั้งคราว และทุกครั้งที่เธอก็มักนำแป้งถั่วกลับบ้านไปด้วย และวันรุ่งขึ้นเธอก็จะทำขนมจากแป้งถั่วมาแจกชาวบ้านในโรงงาน บางครั้งมีมากพอให้ทุกคนเอากลับไปฝากครอบครัวได้ด้วย
“กินเลยนะ ไม่ต้องเก็บไว้ ช่วงนี้อากาศร้อน พรุ่งนี้ของพวกนี้ก็จะไม่อร่อยแล้วนะ” อวี้หลันย้ำเตือนเด็ก ๆ ด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าพวกเธอจะเสียดายและไม่กล้ากิน
จริง ๆ แล้วคำพูดของเธอไม่ได้เกินจริง ในโรงงานทุกคนต่างวุ่นวายกับการบดถั่วในช่วงกลางวัน และจะต้มให้สุกตอนเช้าตรู่ เพื่อรักษารสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งหมดนี้เป็นความคิดของอันจิ่วเม่ย
ส่วนการผลิตซอสปรุงสำเร็จนั้นได้ถูกชะลอไว้ชั่วคราวเพราะเธอไม่พอใจกับบรรจุภัณฑ์และยังไม่มีออเดอร์จากสหกรณ์เข้ามา