ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 110 กล่องไม้ปริศนา
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 110 กล่องไม้ปริศนา
บทที่ 110 กล่องไม้ปริศนา
“คุณปู่คะ ขอวิทยุเครื่องนี้ได้ไหม?” อันจิ่วเม่ยถามอย่างตื่นเต้น
คุณปู่มองวิทยุเก่า ๆ นั้นแล้วส่ายหน้า “เอาไปทำไมล่ะ มันพังแล้ว แถมเป็นของเก่า ไม่มีค่าอะไรหรอก”
“ไม่เป็นไรค่ะ ซ่อมได้ เดี๋ยวหนูจะให้พี่สามีช่วยซ่อมให้” อันจิ่วเม่ยตอบพร้อมรอยยิ้มสดใส
คุณปู่ยิ้มมุมปากพลางยักไหล่ “ถ้าอยากได้ก็เอาไปเถอะ ลองซ่อมดูสิ ปู่อยากรู้เหมือนกันว่าเจ้าวิทยุเก่านี่จะฟื้นคืนมาได้จริงไหม”
“ฮิฮิ คุณปู่รอดูได้เลยค่ะ” เธอยิ้มตอบอย่างมั่นใจ
หลังจากนั้น อันจิ่วเม่ยก็เดินสำรวจกองขยะต่อไป สายตาของเธอเหลือบไปเห็นมุมไม้โผล่พ้นจากกองเศษกระดาษ เธอค่อย ๆ แหวกกองขยะออก แล้วพบกล่องไม้สี่เหลี่ยมขนาดพอดีมือ ตัวกล่องมีลวดลายแกะสลักดอกไม้ที่ประณีต แม้จะมีฝุ่นจับและรอยขีดข่วนจากกาลเวลา แต่ก็ยังคงความงดงามอยู่
“โอ้โห สวยจัง!” เธออุทานเบา ๆ พลางยกกล่องขึ้นมาพิจารณา มือเล็ก ๆ ของเธอค่อย ๆ ปัดฝุ่นออกจากผิวไม้ด้วยความทะนุถนอม
“คุณปู่คะ ดูนี่สิคะ สวยมากเลย!” เธอร้องเรียกอย่างตื่นเต้น พลางวิ่งไปหาคุณปู่ กล่องไม้เก่าในมือถูกกอดแนบอกอย่างหวงแหน ราวกับเป็นสมบัติล้ำค่าที่เพิ่งค้นพบ
กุ้ยฉางช้อนตามองหญิงสาวที่วิ่งมาด้วยท่าทางร่าเริง รอยยิ้มอ่อนโยนผุดขึ้นบนใบหน้า “ถ้าชอบก็เอาไปสิ”
“ขอบคุณค่ะคุณปู่!” ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกาย เธอมั่นใจว่าในกล่องนี้จะต้องมีของดีซ่อนอยู่แน่ วันนี้เธอรู้สึกว่าการค้นหานั้นช่างคุ้มค่า
หลังจากช่วยคุณปู่คัดแยกขยะเสร็จ อันจิ่วเม่ยกำลังจะกล่าวลาคุณปู่พอดีกับที่ลู่เหอเดินกลับมาจากการขายของ เขาถือถุงสัมภาระในมือ ใบหน้าแฝงความเหนื่อยล้าเล็กน้อย
“กลับมาแล้วเหรอคะ พี่ลู่เหอ” อันจิ่วเม่ยทักทายพร้อมรอยยิ้ม “วันนี้ขายของเป็นยังไงบ้าง?”
“สวัสดีจิ่วเม่ย มาซื้อของในเมืองเหรอ?” ลู่เหอยิ้มตอบอย่างเป็นกันเอง ตอนนี้เขาเริ่มชินกับการมาเยี่ยมของอันจิ่วเม่ยแล้ว
“ใช่ค่ะ วันนี้ฉันเอาผักไปให้ร้านสหกรณ์ แล้วก็แวะเอาผักสดมาฝากคุณปู่กับพี่ลู่ด้วย” เธอตอบพร้อมยื่นผักให้เขา
“ดีจริง ๆ ผักสดในเมืองนี้หายากมาก ขอบคุณมากนะ” ลู่เหอกล่าวขอบคุณด้วยความจริงใจ
อันจิ่วเม่ยยิ้มรับ ก่อนถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย “แล้วช่วงนี้ขายของเป็นยังไงบ้างคะ? ได้ยินว่าช่วงนี้รัฐตรวจเข้มกว่าปกติ”
ลู่เหอถอนหายใจเล็กน้อย ก่อนตอบ “ก็ไม่ได้แย่เท่าไหร่ แต่ต้องระวังมากกว่าเดิมจริง ๆ ดูเหมือนเจ้าหน้าที่จะจับตามองหนักขึ้น ต้องรีบขายให้เสร็จเร็วขึ้นด้วย”
อันจิ่วเม่ยพยักหน้ารับทราบ เธอสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม เพราะเท่าที่จำได้ ในนิยายที่เธออ่านไม่มีการลงลึกในส่วนนี้ การรู้ข้อมูลจากคนที่อยู่ในวงการจริง ๆ ย่อมมีประโยชน์ และลู่เหอเองก็เป็นพ่อค้าตลาดมืดที่รู้สถานการณ์ปัจจุบันดีกว่าใคร
เมื่อพูดคุยเสร็จ อันจิ่วเม่ยก็หยิบวิทยุทรานซิสเตอร์ที่ได้จากคุณปู่ใส่ลงในตะกร้า ก่อนกล่าวลา “พี่ลู่ ฉันคงต้องขอตัวกลับก่อนนะคะ”
จากนั้นอันจิ่วเม่ยก็เอ่ยลาคุณปู่และลู่เหอ ก่อนจะแวะสหกรณ์อีกครั้งเพื่อซื้อเนื้อจากฟางหรู ซึ่งฟางหรูก็จัดเนื้อให้แบบจัดเต็ม ส่วนผักที่ฟางหรูไม่รับ อันจิ่วเม่ยก็แจกจ่ายให้พนักงานขายคนอื่น ๆ ในสหกรณ์แทน
เมื่อเสร็จธุระ อันจิ่วเม่ยก็ปั่นจักรยานไปรอหมิ่นเหลียนซินที่จุดนัดพบ ไม่นานก็เห็นอีกฝ่ายวิ่งมาด้วยท่าทางเหนื่อยหอบ
“ขอโทษที่ให้รอนะคะ” หมิ่นเหลียนซินพูดอย่างหอบเหนื่อย
อันจิ่วเม่ยยิ้มตอบ “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันก็เพิ่งมาถึงเอง”
ทั้งสองคนจึงปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยกัน เมื่อมาถึงหน้าหมู่บ้าน หมิ่นเหลียนซินขอลงตรงนั้น พร้อมบอกว่าจะเดินต่อไปยังบ้านพักยุวชนเอง เธอเอ่ยขอบคุณอันจิ่วเม่ยที่มาส่ง อันจิ่วเม่ยก็ยิ้มรับ ก่อนจะปั่นจักรยานมุ่งหน้ากลับบ้านต่อ
เมื่อถึงบ้าน อันจิ่วเม่ยก็ร้องบอกย่าอันด้วยเสียงสดใส “คุณย่าหนูกลับมาแล้วค่ะ!”
“กลับมาแล้วหรือ เหนื่อยไหมหลานย่า” ย่าอันเดินออกมาต้อนรับพร้อมเจ้าตูบสามตัวที่วิ่งมาคลอเคลียขาอันจิ่วเม่ย
อันจิ่วเม่ยกอดย่าอย่างอบอุ่น “ไม่เหนื่อยเลยค่ะ” จากนั้นนั่งลงไปเล่นกับเจ้าตูบสามตัวที่นอนพุงกางเชิญให้หญิงสาวเกาพุงตัวเอง
อันจิ่วเม่ยหัวเราะคิกคักด้วยความเอ็นดู ก่อนหันไปบอกย่า “วันนี้หนูได้เนื้อมาด้วยค่ะ เดี๋ยวหนูจะทำอาหารอร่อย ๆ ให้คุณย่าทานนะคะ รอก่อนนะคะ”
“ไม่เป็นไร ๆ หลานมาเหนื่อย ๆ เดี๋ยวย่าทำเองดีกว่า”
“โธ่ คุณย่าพักผ่อนเถอะ อีกอย่างไม่นานเราต้องทำเต้าหู้ยี้ด้วย ยังต้องรบกวนคุณย่าช่วยอีก ถ้าคุณย่าไม่ดูแลสุขภาพให้ดี หนูจะสบายใจได้ยังไงล่ะคะ?”
ได้ยินหลานสาวพูดแบบนั้น ย่าอันก็ไม่กล้าปฏิเสธอีกแต่เสนอให้ช่วยกันทำย่าอันไม่อยากให้อันจิ่วเม่ยต้องเหนื่อยคนเดียว
ย่าหลานคู่นี้ช่วยกันทำอาหารอย่างสนุกสนาน อันจิ่วเม่ยเล่าเรื่องของขวัญที่ได้มาวันนี้ให้ย่าอันฟังอย่างตื่นเต้น
“วิทยุเครื่องนั้นดูดีมากเลยค่ะ! ตอนเย็นหนูจะเอาไปให้พี่หลี่ฉีหมิ่นดูว่าซ่อมได้ไหม ถ้าเขาซ่อมไม่ได้ หนูก็จะเอาเข้าเมืองไปซ่อมเอง พอซ่อมเสร็จแล้วคุณย่าจะได้ฟังวิทยุ สนุกแน่ ๆ เลยค่ะ”
ย่าอันยิ้มตาหยีด้วยความปลื้มใจ พยักหน้าพลางพูด “ดีจ้ะ ดีมาก หลานสาวยายช่างเก่งเหลือเกิน ยายแก่ ๆ อย่างฉันก็ได้รับความสุขไปด้วยแล้ว!”
“ฮิ ๆ หนูก็แค่โชคดีค่ะ คุณปู่ท่านนั้นก็ใจดี ไม่ได้เอาเงินหนูเลย แถมยังให้ของมาตั้งเยอะแยะ” อันจิ่วเม่ยพูดยิ้ม ๆ
หลังจากอิ่มท้องจากิอาหารแสนอร่อย อันจิ่วเม่ยก็ตรงดิ่งไปบ้านตระกูลหลี่ที่นั่นคนในบ้านมาพร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนนัดกันมา แต่ดูเหมือนจะมีแค่ครอบครัวลูกชายคนรองที่สนใจเธอ ส่วนคนอื่น ๆ ทำเป็นไม่เห็นอันจิ่วเม่ย
อันจิ่วเม่ยไม่สนใจสายตาเย็นชา เธอเดินตรงไปหาพร้อมชูวิทยุในมือ “พี่รอง ซ่อมได้ไหมคะ?”
หลี่ฉีหมิ่นพินิจพิเคราะห์วิทยุอย่างละเอียดก่อนตอบอย่างไม่มั่นใจนัก “ฉันก็ไม่แน่ใจ แต่จะลองซ่อมดู”
ทันใดนั้น ดวงตาของลี่เฟยก็เป็นประกายวาววับ เธอรีบเข้ามาใกล้ ๆ แล้วพูดอย่างตื่นเต้น “โอ้โห! เธอได้ของนี่มาจากไหนกัน? ทำไมไม่บอกให้เอามาให้พ่อแม่ดูบ้างล่ะ?”
หลี่เฉินฟู่และภรรยาได้ยินเข้าก็สนอกสนใจขึ้นมาทันที วิทยุเป็นของดีที่ใคร ๆ ก็อยากได้ พวกเขาคิดในใจว่าถ้าลูกสะใภ้สามรู้จักกาลเทศะสักหน่อย แล้วมอบให้พวกเขาด้วยความเต็มใจ ก็คงจะให้หน้าตาดี ๆ กับเธอได้บ้าง
แต่อันจิ่วเม่ยไม่มีทางยกวิทยุให้สองสามีภรรยาเฒ่าตระกูลหลี่แน่นอน เธอหันไปตอบลี่เฟยอย่างฉะฉาน
“พี่สะใภ้ใหญ่ พูดอะไรของพี่เนี่ย? พ่อแม่ไม่ใช่คนที่จะแย่งของลูกสะใภ้หรอกนะคะ พี่สะใภ้ใหญ่ใส่ร้ายพ่อแม่แบบนี้แย่มากเลยนะคะ”
ลี่เฟยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ‘ยายเด็กบ้านี่! ทำไมถึงบิดเบือนความจริงได้ขนาดนี้ ฉันพูดแบบนั้นที่ไหนกัน?’
สองสามีภรรยาเฒ่าตระกูลหลี่หน้าดำทะมึนทันที หลี่เฉินฟู่อดไม่ได้ที่จะจ้องลี่เฟย แล้วตวาดว่า “พูดอะไรเหลวไหล! พวกเราไม่ได้อยากได้สักหน่อย!”
อวี้หลันนึกถึงน้ำใจของอันจิ่วเม่ยก่อนหน้านี่ จึงรีบออกมาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ “พี่สะใภ้ใหญ่ก็นี่เป็นของที่น้องสะใภ้สามเก็บมาจากกองขยะ จะเอามาให้พ่อแม่ดูได้ยังไงล่ะคะ? อีกอย่าง ยังไม่รู้เลยว่าจะซ่อมได้หรือเปล่า น้องสะใภ้สามจะกล้าไปรับปากล่วงหน้าได้ยังไง?”
อันจิ่วเม่ยแอบชำเลืองมองสะใภ้รองตระกูหลี่นิดนึง คิดในใจว่าพี่สะใภ้รองคนนี้ ถ้าไม่ติดว่ายึดติดกับเรื่องอยากได้ลูกชายแล้ว เธอก็ถือว่าเป็นคนฉลาดใช้ได้
เพียงแต่ก่อนหน้านี้ครอบครัวของลูกชายคนรองแทบจะไม่มีปากมีเสียงอะไรในบ้าน เพื่อความอยู่รอดเลยต้องทำตัวแบบพูดน้อยต่อยหนัก
Pchaya
เอาเข้ามิติซ่อมให้ไม่ได้หรือ