ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 112 เขียนจดหมายตอบ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 112 เขียนจดหมายตอบ
บทที่ 112 เขียนจดหมายตอบ
เด็กหญิงทั้งสามรีบคว้าขนมมากินด้วยความดีใจ เจียลี่เองก็แบ่งขนมเซ่าปิ้งให้อวี้หลันและหลี่ฉีหมิ่นคนละชิ้น หลานสาวสองคนที่เห็นพี่สาวทำก็รีบทำตามด้วยความน่ารัก
อวี้หลันช่วงนี้มักนำของกินมาฝากเด็ก ๆ บ่อย ๆ แม้จะเป็นของเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ก็ทำให้ลูกและหลานสาวดีใจกันจนตาเป็นประกาย เด็ก ๆ ต่างหวังให้แม่ใจดีแบบนี้ต่อไปนาน ๆ
อวี้หลันเองก็ยิ้มพึงพอใจเมื่อเห็นลูกสาวและหลานสาวคอยเอาอกเอาใจ คิดในใจว่า ‘มีลูกสาวก็ดีอย่างนี้เอง ช่างเอาใจใส่และมีน้ำใจจริง ๆ ก่อนหน้านี้เราช่างโง่เขลาเสียจริง’
อวี้หลันหันไปมองหลานสาวสองคนที่ติดกับเจียลี่ราวกับปาท่องโก๋ ‘ลี่เฟยเองก็ไม่ต่างกัน มีลูกสาวน่ารักตั้งสองคน แต่กลับไม่เคยใส่ใจดูแลให้ดี’
อวี้หลันถอนหายใจเบา ๆ เพราะอดคิดไม่ได้ว่า ก่อนหน้านี้เธอเองก็ไม่ได้ต่างจากพี่สะใภ้ใหญ่ เธอปล่อยให้ลูกสาวต้องคอยเอาอกเอาใจครอบครัวบ้านใหญ่โดยไม่ได้สนใจความสุขของลูก
และแล้วอวี้หลันก็ตัดสินใจจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง เธอจะดูแลลูกสาวและหลานสาวทั้งสองด้วยความรัก ไม่คิดผลักไสให้ใครอีกต่อไป
ขณะที่เด็ก ๆ และผู้ใหญ่ต่างผลัดกันแบ่งขนมให้กัน บรรยากาศในบ้านก็อบอวลไปด้วยความอบอุ่นและความสุขที่แบ่งปันถึงกันอย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกัน อันจิ่วเม่ยไม่รู้เลยว่าตัวเองได้ช่วยเปลี่ยนแปลงครอบครัวหนึ่งไว้ พอกลับถึงบ้านก็เจอหมิ่นเหลียนซินยืนรออยู่หน้าประตูบ้าน
อันจิ่วเม่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย สาวน้อยคนนี้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจริง ๆ เพิ่งแยกจากเธอไม่นานก็เดินมาหาเธอที่บ้านอีกแล้ว
“สหายอัน เอ่อ…ฉันเรียกเธอว่าจิ่วเม่ยได้ไหมคะ?” หมิ่นเหลียนซินถามอย่างเกรงใจ เธอรู้ดีว่า อันจิ่วเม่ลยไม่ค่อยชอบคบหากับพวกเด็ก ๆ ที่ถูกส่งมาอยู่ชนบท การที่ตัวเองมาหาแบบนี้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะรำคาญเอา
ด้วยเหตุผลที่ไม่อาจอธิบายได้ หมิ่นเหลียนซินรู้สึกว่าอันจิ่วเม่ยเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจ และอยากสานสัมพันธ์เป็นเพื่อนกับเธอ จึงพยายามหาโอกาสได้พูดคุยกันมากขึ้น
อันจิ่วเม่ยพยักหน้ารับอย่างสุภาพ ไม่ได้ใส่ใจเรื่องการเรียกชื่อมากนัก เพราะคนในหมู่บ้านต่างก็เรียกเธอแบบนี้อยู่แล้ว
“มีอะไรให้ฉันช่วยหรือเปล่าคะ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่มีอะไรหรอกจ้ะ” หมิ่นเหลียนซินตอบพร้อมรอยยิ้ม
“วันนี้ฉันเข้าเมืองเลยซื้อลูกอมติดไม้ติดมือกลับมาด้วย อยากแบ่งให้เธอชิมบ้าง ตอนที่เธอไปส่งฉันที่หน้าหมู่บ้าน ฉันหาไม่เจอเพราะของมันเยอะมาก เลยกลับไปที่พักก่อนแล้วค่อยเอามาแบ่ง ขอบคุณมากนะที่พาฉันเข้าเมือง”
พูดจบ หมิ่นเหลียนซินก็ล้วงหยิบลูกอมออกจากกระเป๋าแล้วใส่มืออันจิ่วเม่ยอย่างรวดเร็ว อันจิ่วเม่ยก้มมองด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นว่าเป็นลูกอมนมกระต่ายขาวสุดหรูซึ่งเป็นของหายากในยุคนี้ แม้จะมีเงินก็ยังหาซื้อยาก
แม้อันจิ่วเม่ยเองจะเคยซื้อลูกอมไว้เพื่อสร้างความสนิทสนมกับคนอื่น แต่เธอมักเลือกซื้อลูกอมผลไม้เพราะราคาถูกกว่า เธอไม่กล้าเอาของหรูหราอย่างลูกอมนมกระต่ายขาวมาให้ใครเลย
“โอ้โห! เธอใจกว้างจัง” อันจิ่วเม่ยอุทานด้วยความตกใจ “ฉันแค่ให้ติดรถไปด้วยเท่านั้นเอง ไม่จำเป็นต้องให้ของดีขนาดนี้หรอกนะ”
พูดพลางหยิบลูกอมขึ้นมาเพียงเม็ดเดียว ตั้งใจจะคืนส่วนที่เหลือ ด้วยความคิดที่ว่าการรับของคนอื่นแล้วต้องตอบแทน แม้จะรู้สึกประทับใจหมิ่นเหลียนซินแต่ก็ไม่อยากเอาเปรียบ เพราะตัวเองก็ไม่ได้ขัดสนอะไร จึงไม่จำเป็นต้องติดค้างบุญคุณใคร
หมิ่นเหลียนซินเห็นท่าทางของอันจิ่วเม่ยแล้วก็รีบถอยกรูดทันที ไม่ยอมรับของคืนไม่ว่าจะอ้อนวอนยังไง
“นี่จิ่วเม่ย รับไว้เถอะน่า ฉันขอบคุณจริง ๆ ที่เธอเล่าเรื่องพวกนั้นให้ฟัง มันมีค่ามากกว่าลูกอมชิ้นนี้ซะอีก!” หมิ่นเหลียนซินพูดจบก็วิ่งแน่บหนีไปราวกับโดนผีไล่
หลังจากที่อันจิ่วเม่ยเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง วันนี้หมิ่นเหลียนซินก็ไปช็อปปิ้งมาเพียบ แถมยังแวะไปพบผู้นำหมู่บ้านก่อนจะมาที่นี่อีกด้วย ผู้นำหมู่บ้านเพียงบอกให้เธอตั้งใจทำงาน และถ้ามีปัญหาอะไรก็สามารถมาหาได้เสมอ
หมิ่นเหลียนซินรู้ดีว่าอันจิ่วเม่ยไม่ได้โกหก ทุกอย่างที่เล่ามาเป็นความจริงทั้งสิ้น ถือเป็นข้อมูลล้ำค่าที่ช่วยประหยัดเวลาของเธอไปได้มากมาย
อันจิ่วเม่ยมองตามร่างของหมิ่นเหลียนซินที่วิ่งลับตาไปด้วยความงุนงง ก่อนจะยิ้มบาง ๆ และคิดในใจ “ช่างเถอะ สาวน้อยทั้งสวยและฉลาดแบบนี้ ใครจะไม่หลงรักล่ะ?”
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเธอมาอยู่ในหมู่บ้านนี้แล้ว หากวันใดหมิ่นเหลียนซินมีปัญหาและมาขอความช่วยเหลือ เธอก็พร้อมจะช่วยเต็มที่…ใครจะคิดว่าการยื่นมือช่วยครั้งนี้จะทำให้ได้รับขนมกระต่ายขาวมาแทนคำขอบคุณ!
อันจิ่วเม่ยคิดได้ดังนั้นก็ค่อย ๆ ปิดประตูและเดินเข้าบ้านไป ทันทีที่เธอก้าวเข้ามา ย่าอันก็เอ่ยปากทันที “หลานเพิ่งออกไปแค่แป๊บเดียว เด็กสาวคนนั้นก็รีบมาหาแล้ว ย่าเชิญเธอเข้ามารอข้างใน แต่เธอก็เกรงใจ ยืนรออยู่หน้าประตูตลอด”
อันจิ่วเม่ยยิ้มน้อย ๆ พลางพยักหน้า “เธอคนนั้นรู้จักกาลเทศะดีนะคะ ไม่เหมือนบางคนที่ชอบทำตัวน่ารำคาญ”
แต่ลึก ๆ แล้วอันจิ่วเม่ยกลับรู้สึกไม่สบายใจ “หรือว่าฉันจะคิดมากไปเองนะ แต่ทำไมรู้สึกว่าเว่ยป๋อหลินคนนั้นมีท่าทีแปลก ๆ กับฉันอยู่เรื่อย”
เธอสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไป “ยังไงก็ต้องระวังตัวไว้ก่อนดีกว่า โดยเฉพาะเวลาที่หลี่เจียเฟิ่งไม่อยู่บ้าน ไม่อยากหาเรื่องวุ่นวายให้ตัวเองหรอก”
อันจิ่วเม่ยหันไปบอกย่าอันด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณย่าคะ ต่อไปนี้นอกจากหนูแล้ว ถ้าใครมาหา ย่าไม่ต้องไปสนใจเลยนะคะ”
ย่าอันพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย เธอตั้งใจไว้ว่าหลานสาวพูดอะไรก็จะทำตามทุกอย่างโดยไม่ขัด
ในหอพักของหลี่เจียเฟิ่ง เขายิ้มกริ่มพลางเปิดอ่านจดหมายจากอันจิ่วเม่ย ข้างกายมีห่อของขวัญขนาดใหญ่ที่ถูกส่งมาพร้อมกัน เมื่อแกะออกมาเผยให้เห็นโหลแก้วใบใหญ่สองใบและน้ำพริกเห็ดอีกหนึ่งโหล
จดหมายนั้นเต็มไปด้วยภาพวาดน่ารักสดใส อันจิ่วเม่ยบรรจงเขียนแนะนำวิธีการกินอาหารที่ส่งมาอย่างละเอียด อีกทั้งยังย้ำด้วยความใส่ใจว่าให้หลี่เจียเฟิ่งแบ่งปันของอร่อยเหล่านี้กับเพื่อนร่วมห้องด้วย
หลี่เจียเฟิ่งหัวเราะขำ ๆ ‘เธอคิดว่าฉันเป็นคนขี้เหนียวหรือไง หรือว่าคิดว่าฉันไม่มีเพื่อน?’
เขาอ่านต่อไปเรื่อย ๆ อันจิ่วเม่ยเล่าเรื่องราวสารพัดที่เกิดขึ้นที่บ้าน ทั้งแผนการใหม่ ๆ ของเธอ และการที่เธอได้ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวท้องถิ่น ทำเอาชาวบ้านอิจฉากันใหญ่
หลี่เจียเฟิ่งยิ้มกว้างขึ้นเรื่อย ๆ ขณะอ่านจดหมาย รู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รับรู้เรื่องราวของคนที่ห่วงใย
หลังจากที่ได้รับจดหมายพร้อมกล่องพัสดุจากอันจิ่วเม่ยแล้วหลี่เจียเฟิ่งก็แทบอดใจรอชิมรสชาติของน้ำพริกเห็ดไม่ไหว แต่ก่อนที่จะลิ้มลองรสชาติ เขารีบหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาเขียนจดหมายตอบกลับไปหาอันจิ่วเม่ยทันที
“น้ำพริกเห็ดอร่อยมาก! เต้าหู้ยี้ก็หอมสุด ๆ ขอบคุณมากนะจิ่วเม่ยที่คิดถึงฉันคนนี้เสมอ” หลี่เจียเฟิ่งเขียนบรรยายความรู้สึกหลังจากแอบเปิดชิมน้ำพริกเห็ดไปเล็กน้อย ก่อนจะเล่าเรื่องที่เขาอยากบอกต่อ
‘ยินดีด้วยนะที่เธอได้ให้สัมภาษณ์ ฉันขออวยพรให้เธอทำความฝันให้เป็นจริงได้ในเร็ววัน และสร้างสิ่งดี ๆ ให้กับหมู่บ้านของเรานะ’ เขาเขียนให้กำลังใจหญิงสาวอย่างจริงใจ ก่อนจะเล่าเรื่องราวของตัวเองบ้าง
‘ตอนนี้ฉันกำลังเรียนภาษาอังกฤษและภาษารัสเซียอยู่ที่ค่ายทหาร ผลการเรียนก็ไม่เลวเลยนะ ถ้าเธออยากเรียน ฉันสามารถสอนให้ได้นะ’ หลี่เจียเฟิ่งเขียนอวดภรรยาสาวตนเล็กน้อย
Pchaya
สามีเก่งจังเรียนภาษาอังกฤษด้วย