ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 113 เต้าหู้ยี้น้ำมันหม่าล่า
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 113 เต้าหู้ยี้น้ำมันหม่าล่า
บทที่ 113 เต้าหู้ยี้น้ำมันหม่าล่า
‘อ้อ! เกือบลืมเล่าไปเลย ผู้บังคับการบอกว่า อาจจะมีโอกาสขอที่พักให้ฉันด้วยนะ ซึ่งถ้าฉันได้บ้าน ครอบครัวก็จะสามารถย้ายมาอยู่กับฉันได้ด้วย เธอคิดยังไงบ้าง อยากย้ายมาอยู่ที่นี้ไหม?’
‘ถ้าไม่อยากก็ไม่เป็นไรนะ อย่างน้อยเวลาที่เธออยากจะเที่ยว ฉันก็จะมีที่ให้เธอกับคุณย่าพักได้’ เขาเขียนถามความคิดเห็นของหญิงสาวอย่างตื่นเต้น
‘สุดท้ายนี้ฉันจะดูแลตัวเองให้ดี เธอกับคุณย่าก็ดูแลสุขภาพด้วยนะ ที่สำคัญ ระหว่างที่ฉันไม่อยู่บ้าน อย่าไปมีเรื่องกับใครล่ะ เธอเป็นเด็กสาวตัวคนเดียวจะไปสู้กับใครได้ยังไง ถ้ามีเรื่องอะไรก็รอฉันกลับไปจัดการให้ดีกว่า’
หลี่เจียเฟิ่งเขียนกำชับน้องสาวเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะปิดผนึกจดหมายและนำไปส่ง
หลังจากส่งจดหมายแล้ว หลี่เจียเฟิ่งก็กลับมานั่งที่โต๊ะอาหารอีกครั้ง เขารีบเปิดฝาน้ำพริกเห็ดที่อันจิ่วเม่ยส่งมาให้ทันที กลิ่นหอมฉุนของพริกและเครื่องเทศต่าง ๆ โชยขึ้นมาเตะจมูก ชวนน้ำลายสอ
ทันใดนั้นเอง ทหารสองคนกับโจวอี้เฉินก็เดินเข้ามาในห้องอาหารพอดี ทั้งคู่เห็นหลี่เจียเฟิ่งหอบของพะรุงพะรังกลับมาตั้งแต่เมื่อครู่ ก็เดาได้ไม่ยากว่าต้องมีของกินอร่อย ๆ ซ่อนอยู่แน่ ๆ พอได้กลิ่นหอมของน้ำพริกเห็ดเท่านั้นแหละ ทั้งคู่ก็พุ่งเข้ามาหาหลี่เจียเฟิ่งทันที
“ผู้กอง แบ่งให้พวกเรากินบ้างสิ! หอมขนาดนี้ จะให้พวกเรายืนกลืนน้ำลายอย่างเดียวได้ยังไงกัน”หนึ่งในเพื่อนทหารหลี่เจียเฟิ่งร้องบอกอย่างออดอ้อน
“ผมน้ำลายไหลเป็นน้ำตกแล้วเนี่ย! แค่คิดว่าจะได้กินน้ำพริกเห็ด ฝีมือของพี่สะใภ้ เกิดมาชาตินี้ผมก็ไม่เสียใจแล้ว” โจวอี้เฉินพูดเสริม ทำท่าทางเว่อร์วังจนหลี่เจียเฟิ่งอดส่ายหัวให้กับความไร้สติของลูกน้องไม่ได้
ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกครั้ง หลี่เจียเฟิ่งนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ ‘มหากาพย์เนื้อผัดพริก’ ที่ผ่านมา เมื่อสามนักชิมตัวยงนี้ทำเหมือนเดิมไม่มีผิด – ตักข้าวมาแล้วไม่แตะ รอจังหวะเหมือนเสือซุ่มทราย พอหลี่เจียเฟิ่งเปิดฝาโหล พวกเขาก็พุ่งเข้ามาเหมือนลูกธนูที่ถูกยิงออกจากคันธนู!
ด้วยความระลึกถึงคำสั่งเด็ดขาดของอันจิ่วเม่ยในจดหมาย ที่ย้ำชัดว่า ‘อย่ากินคนเดียวนะ!’ หลี่เจียเฟิ่งจึงจำใจแบ่งปันความอร่อย ตักให้พวกเขาคนละช้อนน้อย ๆ
แต่แค่นิดเดียวเท่านั้น! ทั้งน้ำมัน พริกและเห็ดรวมกันได้แค่ช้อนจิ๋ว แต่สองหนุ่มนักชิมกลับยิ้มกว้างเหมือนถูกรางวัล รีบคลุกข้าวแล้วตักเข้าปากอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าอาหารจะวิ่งหนีไปไหน
“โอ้โห! ผู้กอง!” หนึ่งในทหารอุทาน “เห็ดบ้านผู้กองนี่รสชาติดีจริง ๆ ทำเป็นน้ำพริกแล้วยังหอมฟุ้งขนาดนี้!”
อีกคนรีบเสริม “ภรรยาคุณนี่ฝีมือทำอาหารเยี่ยมจริง ๆ เลยนะครับ! มีอะไรที่เธอทำไม่เป็นบ้างเนี่ย?”
“ผู้กองโชคดีสุด ๆ ที่ได้ภรรยาแบบนี้” คนแรกพูดต่อ “ถ้ามีโอกาส ต้องแนะนำให้พวกเรารู้จักนะครับ พวกเราพร้อมจะคุกเข่าขอเป็นลูกศิษย์ทันที”
“ผู้กองหลี่! เอางี้เป็นไง” อีกคนเสนอไอเดียสุดบรรเจิด “เมื่อไหร่ภรรยาผู้กองจะย้ายมาอยู่ในค่ายทหารบ้างล่ะครับ? ผมขอสมัครเป็นลูกค้าประจำ จ่ายค่าอาหารไปกินที่บ้านคุณทุกวันได้ไหม?”
หลี่เจียเฟิ่งพยายามทำเป็นไม่สนใจคำพูดไม่หยุดหย่อนของสามหนุ่มนักชิม แต่ลึก ๆ ในใจก็ยังอดคิดถึงอันจิ่วเม่ยไม่ได้ เขาแอบสงสัยว่าเด็กสาวคนนั้นจะยอมละทิ้งความสะดวกสบายที่บ้านเพื่อมาอยู่ในค่ายทหารที่แสนอึดอัดนี้จริง ๆ หรือ?
“คงไม่ยอมมาหรอกมั้ง…” เขาพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ใบหน้าเศร้าสร้อย สายตาเหม่อลอย หลี่เจียเฟิ่งรู้ดีว่าอันจิ่วเม่ยมีความฝันที่อยากจะทำตาม หากมาอยู่ในค่ายทหารแห่งนี้ อิสรภาพของเธอคงต้องถูกจำกัดไว้ ซึ่งนั่นไม่ใช่ชีวิตที่เหมาะกับเธอเลย
หลี่เจียเฟิ่งพยายามสลัดความคิดนี้ทิ้ง คิดในใจว่า ‘ไม่คาดหวังก็จะไม่ผิดหวัง’ แต่ลึกๆ ก็ยังหวังให้เธอประสบความสำเร็จ แม้จะเป็นเพียงความเห็นแก่ตัวเล็ก ๆ ที่อยากให้เธออยู่ใกล้ๆ
ทันใดนั้นเขาก็สะดุ้งเฮือก “ฉันคิดบ้าอะไรอยู่เนี่ย?” เขาถามตัวเองอย่างสับสน การแต่งงานครั้งนี้เขาถูกบังคับ แล้วทำไมถึงคอยคิดถึงอีกฝ่ายอยู่ตลอด?
เขารู้สึกประหลาดใจกับความคิดในใจของตัวเอง และเมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองกำลังนั่งถือชามข้าวยิ้มเหม่อลอยอยู่ รีบก้มหน้าลงเพื่อซ่อนความรู้สึก ไม่อยากให้เพื่อนร่วมห้องจับสังเกตอาการแปลก ๆ นี้ได้
ขณะนั้นเอง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ลูกน้องของหลี่เจียเฟิ่งรีบไปเปิด เมื่อเห็นผู้มาเยือนก็ยืนตรงทำความเคารพทันที “สวัสดีครับท่านผู้บังคับการ!”
เมื่อหลี่เจียเฟิ่งและเพื่อนทหารได้ยินเช่นนั้น ก็รีบลุกขึ้นยืน ผู้บังคับการยิ้มพลางโบกมือไปมา
“กินข้าวต่อเถอะ ไม่ต้องพิธีรีตองหรอก” ถงจื่อหยวนกล่าวขณะเดินตรงเข้ามาหาหลี่เจียเฟิ่งใบหน้าเปื้อนยิ้มอย่างอารมณ์ดี เขาพูดขึ้นว่า
“ได้ยินมาว่าภรรยานายส่งของมาให้อีกแล้ว เห็นทีต้องเป็นของอร่อยแน่ ๆ ฉันเลยรีบมาด้วยความหวังเต็มเปี่ยม คราวนี้มีอะไรดี ๆ บ้าง เอามาให้ฉันลองชิมหน่อยเร็ว!”
ในค่ายทหารนี้ ตอนนี้มี ‘เชฟพิเศษ’ ที่ไม่ใช่ใครอื่นไกล แต่เป็นภรรยาของหลี่เจียเฟิ่งนั่นเอง! ฝีมือการทำอาหารของเธอนั้นเลิศล้ำ จนทำให้หลี่เจียเฟิ่งกลายเป็นขาประจำบนโต๊ะอาหาร มีเพื่อนร่วมค่ายคอยเฝ้ารออาหารรสเลิศจากเธออยู่เสมอ
แม้ถงจื่อหยวนจะชอบทานที่โรงอาหารเป็นครั้งคราว แต่คืนนี้เขาตั้งใจจะกลับไปอิ่มอร่อยที่บ้าน ทว่าพอได้ข่าวลือว่าที่บ้านหลี่เจียเฟิ่งส่งของมาให้เขาก็รีบควานหาอาหารจากโรงอาหารแล้วพุ่งตรงมาที่นี่ราวกับจรวด!
หลี่เจียเฟิ่งรู้ดีว่าไม่อาจซ่อนของอร่อยไว้ได้ จึงยอมแพ้และตักน้ำพริกเห็ดให้ผู้บังคับการหนึ่งช้อนใหญ่ แต่ดูเหมือนช้อนของเขาจะใหญ่กว่าปกติเสียอีก!
พอคลุกเคล้ากับข้าว กลิ่นหอมก็ยั่วน้ำลายจนน่าลิ้มลองถงจื่อหยวนตักเข้าปากคำโตแล้วหลับตาลงด้วยความสุขสุดขีด
“โอ้โห! อร่อยสุดยอด!” เขาอุทานด้วยความปลื้มปริ่ม
แต่นั่นยังไม่พอ ถงจื่อหยวนหรี่ตามองหลี่เจียเฟิ่งอย่างสงสัย
“นายมีอะไรซ่อนไว้อีกหรือเปล่า? เอามาให้ฉันชิมหน่อยสิ! อย่าขี้เหนียวนักเลย” เขาถึงกับก้มลงส่องใต้เตียงของหลี่เจียเฟิ่งราวกับนักสืบ
หลี่เจียเฟิ่งเห็นท่าทางของหัวหน้าก็อดที่หัวเราะไม่ได้ “ที่บ้านยังส่งเต้าหู้ยี้น้ำมันหม่าล่ามาให้อีกสองกระปุกครับ แต่ยังหมักไม่ได้ที่ กินตอนนี้คงไม่อร่อยแน่ ๆ ”
“พูดเหลวไหล! เต้าหู้ยี้ไม่ใช่ว่าทำเครื่องปรุงวันนี้แล้วกินได้เลยเหรอ? มันแค่ต่างกันที่รสชาติซึมเข้าเนื้อหรือยังเท่านั้น ในเมื่อฉันมาถึงนี่แล้ว นายต้องให้ฉันกินสิ”
ผู้บังคับการถงจื่อหยวนอายุกว่า 50 ปีแล้ว แต่ยังทำตัวเหมือนเด็กซน ถ้าหลี่เจียเฟิ่งไม่ให้เขากิน เขาก็จะไม่ยอมไปไหน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเพื่อนทหารของหลี่เจียเฟิ่งก็ถือชามมองมา สีหน้าของพวกเขาบ่งบอกชัดเจน “ผู้กองครับ อย่าเลือกปฏิบัตินะ!”
หลี่เจียเฟิ่งถอนหายใจ ดูเหมือนว่าเขาจะทำตามคำสั่งของหญิงสาวไม่ได้แล้ว
เขาจำใจหยิบกระปุกหนึ่งออกมาเปิด แบ่งให้คนละชิ้น แล้วก็ตักใส่ชามตัวเองหนึ่งชิ้นด้วย
ในเมื่อเปิดแล้ว ไม่มีเหตุผลที่คนอื่นจะกินแต่ตัวเองไม่กิน
เต้าหู้ยี้น้ำมันหม่าล่ามีอายุการเก็บรักษาสั้นกว่าแบบธรรมดา เพื่อให้กินได้เร็วขึ้น ตอนตากเต้าหู้จึงไม่ได้ตากให้แห้งมาก แค่ตากให้ความชื้นหมดไปก็พอ ดังนั้นจึงสุกเร็วกว่า มีเนื้อสัมผัสนุ่มและมีกลิ่นหอม
แม้ว่าพริกป่นด้านนอกจะดูใหม่สด เห็นได้ชัดว่าเพิ่งดองได้ไม่กี่วัน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการชิมของพวกคนตะกละเหล่านี้
ถงจื่อหยวนชิมเล็กน้อย แล้วพยักหน้า “ไม่เลว ๆ ถึงจะยังไม่สุกเต็มที่ แต่ก็ใกล้เคียงแล้ว อร่อย ๆ ” พูดพลางกินอีกคำ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ส่วนทหารอีกสามคนก็พากันชื่นชมไม่หยุด พร้อมทั้งพูดถึงความหวังที่อยากให้พี่สะใภ้มาอยู่กับกองทัพด้วย