ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 129 น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 129 น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
บทที่ 129 น้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ
รอยยิ้มบนใบหน้าของเว่ยป๋อหลินเริ่มเกร็ง ก็แค่สัตว์สามตัวเท่านั้น ยังรู้ด้วยหรือว่าไม่ควรกินของที่คนแปลกหน้าให้?
อีกอย่าง เขาก็ไม่ใช่คนแปลกหน้านี่ ก่อนหน้านี้ก็เคยเจอกันหลายครั้งแล้ว!
แต่ปากกลับยิ้มแล้วพูดว่า “สหายอันเลี้ยงได้ดีจริง ๆ เลี้ยงสุนัขสองตัวให้ฉลาดขนาดนี้!”
“อืม แล้วคุณมีธุระอะไร?”
อันจิ่วเม่ยมองเขาอย่างไม่ค่อยมีความอดทน รู้สึกว่าการปรากฏตัวของคนคนนี้ในตอนนี้คงไม่ได้มีเจตนาดีอะไร
เมื่อเห็นว่าเธอไม่มีความอดทนเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าเว่ยป๋อหลินก็แข็งค้างไปชั่วขณะ แล้วจึงพยายามอดทนก่อนจะเอ่ยปากว่า “ผมมาก็เพื่อจะขอโทษสหายอัน การกระทำของผมก่อนหน้านี้มันหยาบคายเกินไป ผมล่วงเกินสหายทำให้สหายไม่พอใจและสร้างความยุ่งยากให้ ผมรู้สึกเสียใจมาก”
“ผมมาถึงหมู่บ้านนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านนี้แล้ว สหายอันได้ทำคุณประโยชน์ให้กับหมู่บ้านนี้มากมาย ผมชื่นชมสหายอันมาก และรู้สึกละอายใจกับสิ่งที่ผมเคยทำไป นี่คือน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผม หวังว่าสหายจะรับไว้”
พูดจบ เขาก็หยิบนาฬิกาข้อมือออกมา
นี่เป็นนาฬิกาข้อมือของเขาเอง เป็นของขวัญวันเกิดที่พ่อของเขาซื้อให้เมื่อปีที่แล้ว แต่เดิมเขาเสียดายที่จะให้ไป แต่คิดว่าถ้าเสียดายลูกก็จะจับหมาป่าไม่ได้ สุดท้ายจึงตัดสินใจหยิบออกมา
เพราะเขาคิดว่าถ้าได้อันจิ่วเม่ยมาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็จะเป็นของเขาทั้งหมด นาฬิกาเรือนนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
เขาคิดว่าการที่เขาหยิบนาฬิกาเรือนนี้ออกมา อันจิ่วเม่ยจะต้องรู้สึกสนใจแน่นอน เพราะคนชนบทอย่างเธอคงไม่เคยเห็นอะไรมากมาย ยิ่งไม่รู้จักของดี ๆ พวกนี้ ถึงแม้จะมีเงินก็คงเสียดายที่จะซื้อ ย่อมต้านทานเสน่ห์ของนาฬิกาข้อมือเรือนนี้ไม่ไหวแน่
อันจิ่วเม่ยคิดว่าเขาจะหยิบของดีอะไรออกมา รอตั้งนานสุดท้ายก็แค่นาฬิกาข้อมือเก่า ๆ เรือนหนึ่ง สำคัญคือคนคนนี้ยังทำท่าภาคภูมิใจ เห็นได้ชัดว่าคิดว่าการที่เขาหยิบนาฬิกาเรือนนี้ออกมาเป็นการให้เกียรติเธอ
แต่นาฬิกาเรือนนี้ดูธรรมดามาก คงเป็นรุ่นเก่าเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว ไม่รู้ว่าใส่มานานแค่ไหน ดูเก่า ๆ สกปรก ดูไม่สะอาดตา
“ไม่มีบุญคุณก็ไม่ควรรับของ อีกอย่างสหายเว่ยก็ไม่ได้ทำอะไรผิดต่อฉัน สหายเอากลับไปเถอะ”
อันจิ่วเม่ยปฏิเสธอย่างเรียบเฉย สายตาจับจ้องอยู่ที่สุนัขสามตัว เพียงแรกเห็นก็มองนาฬิกาเรือนนั้นแวบเดียว แล้วก็ไม่ได้มองอีกเลย
เว่ยป๋อหลินรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก นี่มันนาฬิกานะ ทำไมอันจิ่วเม่ยถึงมองด้วยสายตาแบบนั้น?
หรือว่าเพราะประสบการณ์น้อยเกินไป ไม่รู้ว่านี่คือนาฬิกา?
หรือไม่รู้ว่านาฬิกาใช้ทำอะไร?
ดังนั้นเขาจึงกระแอมเบา ๆ แล้วเตือนอีกครั้ง “สหายอัน นี่เป็นนาฬิกานะ เป็นของที่มีเงินก็หาซื้อยาก ตอนนี้ผมมอบให้คุณ มันเพียงพอที่จะพิสูจน์ความตั้งใจของผมแล้วไม่ใช่เหรอ? สหายยังจะจดจำเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนหน้านี้และโกรธผมอยู่อีกหรอ?”
อันจิ่วเม่ยแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห แต่ก็ยังคงทำหน้านิ่งพูดว่า “ฉันจะพูดอีกครั้ง ระหว่างฉันกับคุณไม่มีความแค้นอะไร ที่ฉันรักษาระยะห่างกับคุณ ก็แค่ไม่อยากสนิทสนมกับพวกคุณที่เป็นยุวชนผู้มีการศึกษามากเกินไป เพื่อไม่ให้ตัวเองเดือดร้อน”
“ส่วนที่คุณบอกว่าจะมอบนาฬิกาเป็นของขอโทษให้ฉัน มันยิ่งไม่จำเป็น เพราะฉันก็มีของตัวเองอยู่แล้ว”
พูดจบ เธอก็ยื่นมือซ้ายออกมาเผยให้เห็นข้อมือ นาฬิกาผู้หญิงเรือนใหม่เอี่ยมก็ปรากฏอยู่ตรงหน้าเว่ยป๋อหลิน
เว่ยป๋อหลินมองตาค้างไปเลย เขาเป็นคนค่อนข้างรักหน้ารักตา มักจะสนใจสิ่งของพวกนี้อยู่เสมอ พอเห็นนาฬิกาของอันจิ่วเม่ยก็รู้ทันทีว่าเป็นรุ่นที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แน่นอนว่าต้องเป็นรุ่นใหม่ล่าสุด
ใคร ๆ ก็รู้ว่าไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม รุ่นใหม่ย่อมแพงที่สุด
แต่อันจิ่วเม่ยกลับสวมมันไว้ที่ข้อมืออย่างสบาย ๆ!
ในใจของเขาคิดว่าอันจิ่งเม่ยคงซื้อของมือสองยังไม่ได้ แต่ตอนนี้เธอกลับยืนอยู่ตรงหน้าเขาพร้อมกับนาฬิการุ่นใหม่ล่าสุด พูดได้เลยว่าเหมือนเอาหน้าเขาไปถูพื้น
เพราะนาฬิกาที่เขาสวมอยู่นั้นเป็นของมือสองที่พ่อซื้อให้ แถมยังใส่มาเป็นปีกว่าแล้ว เมื่อเทียบกับของใหม่เอี่ยมของอันจิ่วเม่ยแล้ว ดูไม่ได้เลยทีเดียว
จริง ๆ แล้วอันจิ่วเม่ยไม่ได้มีความคิดจะอวดแต่อย่างใด นาฬิกาเรือนนี้เธอเอาออกมาจากมิติพกพาเพื่อใช้จับเวลาในชีวิตประจำวัน เธอเองก็ไม่แน่ใจว่ายุคนี้มีรุ่นนี้หรือเปล่า
ยิ่งมีคนรู้น้อยยิ่งดี ตอนนี้เว่ยป๋อหลินอยู่ดี ๆ ก็จะมอบนาฬิกาให้เธอ เธอก็เลยต้องให้เขาดูของตัวเอง บอกเขาว่าเธอมีแล้ว ไม่ต้องให้เขาเป็นห่วง
“ทำไมเธอถึงมีได้!”
ทันใดเว่ยป๋อหลินก็สติแตกจนเผลอตัวตวาดออกมา
“แปลกตรงไหนล่ะ? ฉันมีทั้งเงินทั้งคูปอง อยากซื้อก็ซื้อสิ”
อันจิ่วเม่ยไม่สนใจ ไม่อยากเสียเวลาพูดคุยกับเขา จึงพูดอย่างตรงไปตรงมา
จนกระทั่งตอนนี้ เว่ยป๋อหลินถึงนึกขึ้นได้ว่าสามีของอันจิ่วเม่ยเป็นทหาร ทหารได้รับเงินช่วยเหลือค่อนข้างสูง การซื้อของพวกนี้ได้ก็ดูเป็นเรื่องปกติ?
นาฬิกาและจักรยานราคาแพงขนาดนี้ยังสามารถซื้อได้ทันที แสดงว่าอันจิ่วเม่ยคงมีตำแหน่งสูงในใจของผู้ชายคนนั้น บางทีเงินในบ้านอาจจะอยู่ในการดูแลของเธอทั้งหมด
ถ้าเป็นอย่างนั้น ขอเพียงแค่ตัวเองได้สนิทสนมกับอันจิ่วเม่ย เงินในบ้านและของดี ๆ ก็จะกลายเป็นของเขาทั้งหมดไม่ใช่เหรอ?
ตอนนี้ชีวิตของอันจิ่วเม่ยในหมู่บ้านนี้เป็นสิ่งที่ใคร ๆ ก็ไม่กล้าคิดฝัน ทุกวันไม่ต้องไปทำงานในทุ่งนาก็ยังได้คะแนนแรงงาน ทุกเดือนยังมีเงินและคูปองที่สามีส่งกลับมาให้ ถึงตอนนั้นเขาจะได้มีความสุขไปด้วยหรือเปล่า?
คิดอย่างนี้แล้ว เว่ยป๋อหลินก็รู้สึกสบายใจขึ้นทันที เพราะทั้งหมดนี้กำลังจะกลายเป็นของเขาแล้ว ยังมีอะไรให้ต้องกังวลอีกล่ะ?
“ใช่ ๆ นาฬิกาของผม สหายคงไม่สนใจ งั้นพรุ่งนี้ผมขอนัดคุณไปดูหนังในเมืองได้ไหม? ผมอยากขอโทษคุณจริง ๆ หวังว่าคุณจะให้โอกาสผมสักครั้ง”
เขาเปลี่ยนสีหน้าทันที การแสดงออกทางสีหน้าเปลี่ยนแปลงเร็วเกินไป อันจิ่วเม่ยรู้สึกกังวลกับสภาพจิตใจของเขามาก
“ไม่ต้องจริง ๆ ฉันต้องกลับบ้านแล้ว สหายเว่ยป๋อหลินระวังกิริยาด้วย”
เธอก้มลงอุ้มลูกสุนัขทั้งสามตัวและกำลังจะกลับบ้าน เว่ยป๋อหลินก้าวเข้ามาจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเขาเอื้อมมือมาใกล้หญิงสาวก็โดนหมาสีดำตัวอ้วนกัดเข้าให้เต็ม ๆ
“โอ้ย!”
“ไอ้สัตว์เดรัจฉาน นี่แกกล้ากัดฉันเหรอ!”
เว่ยป๋อหลินรีบชักมือกลับ มองรอยเลือดที่ถูกกัดบนนิ้วมือ และกำลังจะตีกลับโดยไม่รู้ตัว
โชคดีที่อันจิ่วเม่ยตอบสนองได้รวดเร็ว เธอรีบอุ้มลูกหมาทั้งสองตัวถอยหลังออกไปหลายก้าว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ถ้าสหายเว่ยไม่คิดเข้ามาจับตัวฉันก่อน หมาของฉันคงไม่มีเหตุผลที่จะกัดคุณ อีกอย่าง ฉันขอให้คุณพูดจาให้ดี ๆ หน่อยเถอะ พวกมันไม่ใช่สัตว์เดรัจฉานอะไร เมื่อเทียบกันแล้ว ฉันว่า…คุณยังแย่กว่าพวกมันเสียอีก”
เว่ยป๋อหลินยืนอึ้งไปชั่วขณะ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง! เขาแค่ชวนเธอไปดูหนังดี ๆ เท่านั้น แต่กลับถูกด่าว่าแย่กว่าสัตว์เนี่ยนะ!
ผู้หญิงบ้านี่! ช่างไม่รู้จักบุญคุณคนจริงๆ
“อันจิ่วเม่ย! คุณจะทำเกินไปแล้วน่ะ!”
“ผมมีน้ำใจชวนเธอไปดูหนัง แต่คุณปล่อยหมากัดฉันก็แล้วไป แต่คุณยังมาด่าว่าแย่กว่าสัตว์มันจะเกินไปหน่อยไหม คุณคิดว่าผมเป็นคนที่ใคร ๆ ก็รังแกได้หรือไง!”
เว่ยป๋อหลินรู้สึกว่าความอดทนของเขาหมดลงแล้ว ก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะจีบสาวคนไหน ก็แค่พูดไม่กี่คำก็ได้มาแล้ว แต่อันจิ่วเม่ยกลับยากเย็นเหลือเกิน!
ถ้ารู้แต่แรก เขาก็คงไม่มาหาเรื่องใส่ตัวเพื่องานนี้ แม้ไม่ต้องลงชนบท เขาก็หางานอื่นทำไปวัน ๆ ได้
Pchaya
รับงานใครมาทำเนี่ยให้มาทำร้ายจิ่วเม่ยหรือ