ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 14 เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 14 เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน
บทที่ 14 เสียงสะท้อนจากชาวบ้าน
โชคดีที่เพื่อนบ้านใจดีเข้ามาช่วยดึงตัวอันตงหยางไว้ ไม่งั้นตอนนี้ห้องของเธอคงถูกขนไปขายจนเกลี้ยงแล้ว!
ซื่อหงยืดอกอย่างมั่นใจ ตอนนี้ลูกชายของเธอกลับมาแล้ว ไม่มีใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะมาแตะต้องเธอได้อีก!
ฝั่งอันจิ่วเม่มไม่รอช้าเบียดฝูงชนพุ่งตัวไปหาไปคว้าตัวคุณย่าออกมาอย่างไว ก่อนจะหันไปถามซื่อหงเสียงเบาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “คิดจะเล่นละครอะไรอีก…”
ซื่อหงยืนเชิดหน้าใส่ ทำท่าเป็นคุณแม่ผู้ถูกกระทำ บอกกับอันเพ่ยอิงเสียงหวานหยด “พรุ่งนี้ลูกสาวสุดที่รักก็จะแต่งงานแล้ว แม่ก็แค่อยากให้อันตงหยาง ช่วยจัดห้องให้ลูกสาวเท่านั้นเอง”
“อ๋อ จัดห้องแบบนี้นี่เอง” อันจิ่วเม่ยมองเข้าไปในห้องตัวเองแวบหนึ่ง กล่องสมบัติลับที่เธอซ่อนไว้หายไปหลายใบเลยนะ!
“ลูกสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดทิ้ง พรุ่งนี้เธอก็จะแต่งงานแล้ว ของพวกนี้มันก็ของในบ้านนี้ทั้งนั้นแหละ แม่แค่เอาไปเก็บไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องมาเหนื่อยเก็บกันทีหลัง”
อันตงหยางยืนยิ้มกริ่มอยู่ข้าง ๆ ตั้งแต่เด็กยันโต เขาก็แกล้งอันจิ่วเม่ยแบบนี้มาตลอด จนกลายเป็นความเคยชินไปแล้ว
“งั้นก็ขอบคุณ แม่มากเลยนะคะ” อันจิ่วเม่ยพูดพร้อมกับยิ้มหวานหยดย้อย ฉวยโอกาสตอนเดินเข้าไปดูในห้อง
อันจิ่วเม่ยแอบเอาก้อนทองคำใส่ไว้ในถุงที่แขวนอยู่ตรงประตู และปิดประตูห้องเสร็จสรรพก่อนจะพาคุณย่าไปนั่งพักที่มุมกำแพง จากนั้นก็หันไปบอกกับชาวบ้านที่มามุ่งดูเหตุการณ์
“ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงหนูนะคะ แต่นี่เป็นเรื่องภายในครอบครัวหนูเอง ทุกคนกลับไปพักผ่อนกันเถอะนะคะ จะได้ไม่ต้องมาโดนลูกหลงไปด้วย”
พูดจบ อันจิ่วเม่ยก็เดินไปหยิบไม้เท้าประจำกายของคุณย่าขึ้นมาอย่างกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น…
อันตงหยางเจอสายตาพิฆาตของอันจิ่วเม่ยเข้าไป เขาก็ถึงกับถอยกรูดแบบไม่รู้ตัว ฝั่งซื่อหงที่เคยโดนเล่นงานมาหลายวันติด ก็เริ่มระแวงกับท่าทีของอันจิ่วเม่ย
ซื่อหงถามึ้นทันที“นี่แกจะทำอะไร!?”
อันจิ่วเม่ยแสยะยิ้ม “น้องชายสุดที่รักเป็นห่วงกันขนาดนี้ พี่สาวคนนี้ก็ต้องตอบแทนน้ำใจกันหน่อยสิ จริงไหม?”
หลังจากจบคำพูด อันจิ่วเม่ยก็ฟาดไม้เท้าในมือเข้าที่ขาของอันตงหยางเต็มแรง!
“โอ๊ยย! จิ่วเม่ยแกบ้าไปแล้วรึไง!?” อันตงหยางร้องลั่นด้วยความเจ็บปวดก่อนจะกระโดดหนีด้วยความเร็ว พอตั้งหลักได้ก็พยายามจะแย่งไม้เท้า แต่ก็ไม่สำเร็จ ไม่พอยังโดนฟาดซ้ำเข้าไปอีกหลายที
อันจิ่วเม่ยไม่มีการยออมแรงใด ๆ ไม่มีความลังเลในสายตา หญิงสาวตีไปที่อันตงหยางจุกจนสู้ไม่ได้ ในใจนี่ทั้งตกใจทั้งงุนงง ปกติต่อให้เขาหาเรื่องอันจิ่วเม่ยยังไง เธอก็ไม่เคยตอบโต้ แต่วันนี้ไม่ใช่แค่สวนกลับแต่ยังสวนแบบไม่ยั้งมืออีกต่างหาก!
“พวกแกเป็นใบ้กันหมดรึไง! เห็นแบบนี้ยังจะยืนเฉยอีกเหรอ! รีบมาช่วยกันดึงยัยนี่ออกไปสิวะ!” อันตงหยางหันไปแผดเสียงใส่ชาวบ้านที่ยืนมุงอยู่ไม่ไกล
เมื่อกี้แค่เขาจะขนของออกจากห้องหญิงสาวยังมีคนขัดขวางตั้งเยอะแยะ แต่พอโดนอันตงหยางโดนตี กลับไม่มีใครคิดจะช่วยเขาเลยสักคน!
แม้ว่าจะมีป้า ๆ ใจดีอยู่บ้างที่คิดจะเข้าไปห้ามทัพแต่พอได้ยินคำพูดของซื่อหงข้าไป ก็พากันถอนหายใจเบ้ปาก
โอ้โห! ไอ้หนุ่มนี่มันปากร้ายจริง ๆ สมควรโดนตีให้เข็ดหลาบ!
ชาวบ้านทั้งหลายต่างรุมต่อว่าอันตงหยาง “บอกเองไม่ใช่รึไงว่าเรื่องนี้มันเรื่องภายในครอบครัว พวกเราอย่ายุ่ง!!”
“ใช่ ๆ ” เสียงคนเห็นด้วยดังเซ็งแซ่
ด้านซื่อหงเห็นท่าลูกชายสุดที่รักกำลังโดนไล่ตีก็รีบหาทางเข้าไปช่วย แต่พอเข้าไปถึงจู่ ๆ เจ้าหล่อนก็ร้องโอดโอย
ซื่อหงแกล้งทำเป็นโดนไม้เท้าของอันจิ่วเม่ยฟาดเข้าที่น่อง แถมยังบีบน้ำตาอย่างใสซื่อ “โอ๊ย! ยัยลูกอกัตญญู แกกล้าตีแม่ต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้เชียวรึ!”
ซื่อหงยังคงเล่นละครต่อ “นี่แกไม่กลัวฉันไปฟ้องผู้นำหมู่บ้าน แล้วเอาแกไปประจานที่ลานนวดข้าวให้คนทั้งหมู่บ้านรู้กันบ้างเลยรึไง!”
ซื่อหงเห็นว่ามีคนมากมายมุงดูขนาดนี้ เธอย่อมต้องฉวยโอกาสการแสดงขั้นเทพให้สมกับที่เคยเป็นนักแสดงิ้วประจำหมู่บ้าน คราวนี้แหละเธอจะอันจิ่วเม่ยกลายเป็นตัวร้ายในสายตาทุกคน!
แต่ก่อนที่ซื่อหงจะได้เอ่ยปาก อันจิ่วเม่ยกลับปล่อยโฮออกมาเสียงดัง น้ำตาไหลพรากราวกับเขื่อนแตก “ฮือๆ แม่คะ หนูขอโทษ หนูไม่ได้ตั้งใจ… แต่ถ้าแม่กับน้องไม่รังแกหนูกับย่า พวกเราจะจนตรอกแบบนี้เหรอคะ?”
อันจิ่วเม่ยร้องไห้สะอึกสะอื้นพลางพูดต่อ “แม่เคยบอกว่าจะไม่เลี้ยงดูย่าแล้ว หนูก็เลยตัดสินใจว่าหลังแต่งงานจะขออยู่ที่นี่ต่อ เพื่อดูแลท่านพี่เจียเฟิ่งเองเขาก็เห็นด้วย”
ทันใดนั้น เสียงชาวบ้านก็ดังระงมขึ้น ต่างซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา
อันจิ่วเม่ยร้องไห้สะอึกสะอื้น ทว่าน้ำเสียงหนักแน่น “ถึงแม้ลูกสาวที่แต่งงานแล้วจะกลับมาอยู่บ้านเดิมจะเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่บ้านหลังนี้พ่อกับแม่ก็ร่วมกันสร้าง…”
“หนูก็ถือว่ามีส่วน หนูไม่ได้เรียกร้องอะไรมากมาย ขอแค่ห้องเล็ก ๆ สักห้อง… เพื่อดูแลย่ายามเจ็บป่วยก็พอ หวังว่าแม่กับน้องจะเห็นใจ อย่าได้รังแกพวกหนูสองคนยายหลานอีกเลย ของในห้องหนู ถ้าแม่อยากได้ เอาไปให้หมดเลยก็ได้! หนูขอร้อง!”
พูดจบ อันจิ่วเม่ยก็ทำท่าจะคุกเข่า น้ำตาไหลอาบแก้ม คำพูดน่าสงสาร ทำเอาคุณย่าอันที่นั่งข้าง ๆ ถึงกับร้องไห้ตาม ชาวบ้านที่มุงดูอยู่ต่างสะเทือนใจ พากันเข้าไปห้าม
“จิ่วเม่ย เธออย่าทำแบบนี้ ทุกคนรู้ว่าเธอเป็นเด็กดี บ้านหลังนี้พ่อแม่ของเธอร่วมสร้างมา อยากอยู่ก็อยู่ไปเถอะ สถานการณ์แบบนี้ เชื่อว่าผู้นำหมู่บ้านคงเข้าใจ” หญิงวัยกลางคนในหมู่ชาวบ้านเอ่ยปลอบอันจิ่วเม่ยด้วยน้ำเสียงเห็นใจ
จากนั้นเธอก็ตวัดสายตามองซื่อหงกับอันตงหยางอย่างตำหนิ ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ “ไม่เหมือนแม่ลูกใจทรามคู่นั้น! ปล่อยให้คนแก่อยู่คนเดียว ไม่เลี้ยงดู วันหน้าฟ้าต้องผ่าตายกันทั้งโคตรแน่!”
เสียงร้องไห้คร่ำครวญของอันจิ่วเม่ยกับคุณย่าดังอย่างน่าเวทนา ทำเอาคนรอบข้างใจหายยิ่งได้ยินคำประณามเมื่อครู่ต่างก็พากันพยักหน้าเห็นด้วยเหมือนไก่จิกข้าว
“หนูขอบคุณลุงป้าน้าอาทุกคนที่เมตตาพวกเรา แต่… ถึงยังไงพวกเขาก็คือแม่เลี้ยงกับน้องชายของหนูนะคะ ไม่ว่าจะร้ายกาจยังไง พวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน หนูไม่อยากให้ทุกคนต้องมาด่าทอพวกเขาเลยค่ะ หนูกลัวพ่อที่อยู่บนสวรรค์จะเสียใจ”
ฝั่งซื่อหงนั้นโกรธจนตัวสั่น กำลังครุ่นคิดหาทางรับมือกับฝูงชนก็ได้ยินเสียงใส ๆ ของอันจิ่วเม่ยเอ่ยขึ้น
สายตาของทุกคนจับจ้องที่ แม้เธอจะเพิ่งตีซื่อหงไปเมื่อครู่ แต่ไม่มีใครมองว่าเธอผิดเลยสักนิด ตรงกันข้าม พวกเขากลับรู้สึกเห็นใจและเข้าข้างอันจิ่วเม่ยอย่างเต็มที่
หญิงวัยกลางคนใบหน้าอ่อนโยนเดินเข้า แล้วเอื้อมมือไปจับมืออันจิ่วเม่ยไว้แน่น “ซื่อหงเธอปฎิบัติกับคุณย่าอันกับจิ่วเม่ย ยังไงคิดว่าพวกเราไม่รู้งั้นเหรอ? พวกเราอยู่หมู่บ้านเดียวกันก็จริงแต่ก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งมากนัก แต่วันนี้เธอทำเกินไปแล้ว”
หญิงวัยกลางคนยังคงพูดต่อ “ถ้าไม่อยากเลี้ยงดูคนแก่ก็แล้วไป ยังจะมาขัดขวางไม่ให้อันจิ่วเม่ยเลี้ยงดูอีก คนทำอะไรฟ้าดินรู้เห็น เธอไม่กลัวบาปกรรมบ้างหรือไง?”
ซื่อหงตัวสั่นด้วยความโกรธ แต่ก็ไม่คิดที่ยอมแพ้ง่าย ๆ เธอแสร้งทำเป็นไม่กลัวพร้อมกับตอกกลับ “อย่ามาขู่ฉันด้วยเรื่องงมงายพวกนี้! ฉันจะไปฟ้องผู้นำหมู่บ้าน!”