ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 145 มีชื่อเสียง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 145 มีชื่อเสียง
บทที่ 145 มีชื่อเสียง
อันจิ่วเม่ยก็หันมาปลอบใจว่า “คุณป้า ตอนนี้การช่วยคนสำคัญที่สุด ฉันเอาเงินมาด้วยแล้ว พวกลุงกับป้าไม่ต้องกังวลนะ”
“ขอบคุณมากนะจิ่วเม่ย พวกเราจะคืนเงินให้เธอโดยเร็วที่สุด”
อันหนิงเหอรู้สึกซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ แต่เดิมเธอไม่ได้หวังอะไรเลย คิดว่าอันจิ่วเม่ยให้ยืมเงินพวกเขาไปยี่สิบหยวนก็ดีมากแล้วแถมวันนี้ยังมาช่วยแต่เช้าแค่นี้ก็ถือว่าเยอะมากพอแล้ว ไม่คิดว่าเธอจะเตรียมเงินมาจ่ายค่าผ่าตัดและค่ารักษาพยาบาลด้วย น้ำใจนี้ไม่รู้จะตอบแทนอย่างไรดี
“คุณหมอ ช่วยจัดการผ่าตัดให้ด้วยครับ พวกเราจะรักษา”
ฉีหลิวเหว่ย เป็นลูกชายคนโตและเป็นเสาหลักของครอบครัวในตอนนี้ ถ้าเขาพิการจริงๆ ครอบครัวนี้ก็ยากที่จะลุกขึ้นมาได้อีก
ดังนั้นในเมื่อมีเงื่อนไขพร้อม แม้จะติดหนี้บุญคุณอันจิ่วเม่ยมาก พวกเขาก็ยังเลือกที่จะรักษา ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าขาของลูกชาย
ส่วนหนี้ที่ติดค้างอันจิ่วเม่ยก็ค่อย ๆ ใช้คืนไป
คุณหมอพยักหน้า เรียกพยาบาลสองคนมาเข็นฉีหลิวเหว่ยเข้าห้องผ่าตัด
“ป้าค่ะ การผ่าตัดต้องใช้เวลาหลายชั่วโมง ที่นี่มีหนูเฝ้าอยู่ก็พอ ป้ากับลุงเขยรีบไปพักผ่อนสักหน่อยเถอะค่ะ”
ทั้งสองคนรู้สึกเกรงใจที่จะทิ้งภาระให้อันจิ่วเม่ย เธอจึงบอกว่าเดี๋ยวพี่ชายตื่นมาก็ต้องให้พวกเขาดูแล ทั้งสองคนลังเลอยู่หลายครั้งก่อนจะไปพักผ่อน
อันจิ่วเม่ยเดินไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลก่อนอย่างไม่ลังเล เพราะเธอเพิ่งได้รับค่าต้นฉบับจากหัวหน้าโรงงานเสื้อผ้า การจ่ายเงินครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องยากลำบากสำหรับเธอ
ระหว่างทางกลับจากช่องการเงิน เธอพบกับคนคุ้นหน้า เป็นคุณหมอหญิงและพยาบาลสาวที่เคยเจอกันในวันที่เธอไปจดทะเบียนสมรสกับหลี่เจียเฟิ่ง
“สหาย ช่างบังเอิญจริง ๆ!” หมอหญิงเอ่ยทักก่อนด้วยน้ำเสียงสดใส
พยาบาลสาวที่เคยทำแผลให้เธอก็รีบพูดตาม “นั่นสิ พวกเราช่างมีวาสนาต่อกันจริง ๆ!”
อันจิ่วเม่ยยิ้มรับพร้อมตอบอย่างร่าเริง “ใช่แล้ว พวกเรามีวาสาต่อกันจริง ๆ”
เธอพูดจบก็ควักลูกอมกำมือหนึ่งออกจากกระเป๋า ยัดใส่มือของพยาบาลสาวและหมอหญิงคนละกำ พลางพูดด้วยรอยยิ้ม
“คราวที่แล้วฉันบอกไว้ว่า ครั้งหน้าที่เจอกันจะให้ลูกอมมงคลกับพวกคุณ วันนี้ได้เจอกันอีก เลยถือโอกาสทำตามสัญญาค่ะ”
หมอหญิงกับพยาบาลสาวที่รับลูกอมมาในมือถึงกับตาโตอย่างประหลาดใจ เธอไม่คิดว่าคำพูดที่เหมือนพูดเล่นในวันนั้น อันจิ่วเม่ยจะเก็บไว้ในใจและทำตามจริง ๆ ความเอาใจใส่เช่นนี้ทำให้ทั้งสองรู้สึกชื่นชมในตัวอันจิ่วเม่ยมากขึ้นไปอีก
“โอ้โห ดูเธอสิ! นั่นมันเรื่องตั้งนานมาแล้ว น่าทึ่งจริง ๆ ที่ยังจำได้!” พยาบาลสาวพูดด้วยความประทับใจ
อันจิ่วเม่ยหัวเราะเบา ๆ พลางตอบอย่างนุ่มนวล “เรื่องดี ๆ แบบนี้ ต้องจำไว้สิคะ!”
ทั้งสามคนคุยกันอย่างออกรสพลางเดินไปด้วย พวกเธอแนะนำตัวกันและกัน ทำให้อันจิ่วเม่ยได้รู้ว่าหมอหญิงชื่อฟางเซียนเยว่ เธอทำงานที่โรงพยาบาลแห่งนี้มานานกว่าสิบปีแล้ว ส่วนพยาบาลสาวชื่อหยู่เยียน ทั้งสองเป็นเพื่อนสนิทกัน
เมื่ออันจิ่วเม่ยแนะนำตัวเองและบอกชื่อออกไป สีหน้าของหมอหญิงกับพยาบาลสาวกลับเปลี่ยนเป็นตกใจ พวกเธอดูเหมือนไม่อยากจะเชื่อ
“น้องสาว เธอชื่ออันจิ่วเม่ยจริง ๆ เหรอ?” หมอหญิงฟางเซียนเยว่ถามเสียงสูงพลางมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกใจ
อันจิ่วเม่ยพยักหน้า มองเธออย่างงุนงง
“โอ้ ใช่แล้ว ครั้งที่แล้วตอนที่เธอมาทำแผล ฉันยังเขียนชื่อของเธอด้วย ฉันก็ว่าทำไมคุ้น ๆ !”
ฟางเซียนเยว่หัวเราะออกมาทันที เห็นอันจิ่วเม่ยมองตัวเองอย่างงุนงง จึงพูดต่อว่า “เธอมาจากหมู่บ้านหนานเทียนใช่ไหม?”
อันจิ่วเม่ยพยักหน้า ฟางเซียนเยว่ยิ้มพูดว่า “นั่นไง! ก่อนหน้านี้ฉันยังเห็นเรื่องราวของเธอในหนังสือพิมพ์ด้วย! เก่งจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ผักในเมืองของพวกเราก็คงไม่อุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ราคาก็ถูกลงกว่าเดิมมาก”
“ฉันน่าจะนึกออกว่าเป็นเธอตั้งแต่แรก วันนั้นตอนเช้าสามีของเธอก็ใส่ชุดทหารพาเธอมา ฉันยังเข้าใจผิดคิดว่าพวกเธอเป็นพี่น้องกันเลย! ตอนนั้นฉันก็รู้สึกว่าเธอเป็นเด็กสาวที่ไม่ธรรมดา แต่ไม่คิดว่าจะมีความสามารถขนาดนี้!”
ปกติแล้ว ฟางเซียนเยว่ไม่ใช่คนพูดมาก แต่วันนี้กลับแปลกไป เธอพูดคุยกับอันจิ่วเม่ยไม่หยุด ทั้งชมเชยในความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ของอันจิ่วเม่ย ซ้ำยังถามอย่างสนอกสนใจว่าเธอคิดวิธีต่าง ๆ ได้อย่างไร ช่างเก่งกว่าคนหนุ่มสาวจากเมืองใหญ่เสียอีก
เนื่องจากช่วงนี้โรงพยาบาลไม่มีคนไข้มากนัก หมอหญิงกับพยาบาลสาวจึงไม่ยุ่ง ทั้งสองจึงอยู่พูดคุยกับอันจิ่วเม่ยต่อที่บริเวณหน้าห้องผ่าตัด
หลังจากพูดคุยกันเรื่องที่อันจิ่วเม่ยได้ขึ้นหนังสือพิมพ์จบ ฟางเซียนเยว่ก็พลันนึกขึ้นได้และถามด้วยความห่วงใย
“แล้วคนที่กำลังผ่าตัดอยู่เป็นอะไรกับเธอเหรอ อาการหนักมากไหม?”
อันจิ่วเม่ยยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบ “เขาเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉันค่ะ เขาขึ้นเขาไปล่าสัตว์แล้วเกิดอุบัติเหตุจนขาหัก”
ในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลนแบบนี้ แม้ทุกอย่างจะถือเป็นสมบัติส่วนรวม แต่สัตว์ป่าอย่างไก่ป่าหรือกระต่ายป่า มักไม่มีใครติดใจอะไร เพราะถือว่าเป็นความสามารถของคนที่ล่าได้ เว้นแต่จะล่าสัตว์ใหญ่ เช่น หมูป่า ที่ต้องนำมาแบ่งปันกันในหมู่บ้าน
เมื่อฟางเซียนเยว่ได้ฟัง เธอก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ เพียงแต่รำพึงออกมาด้วยความเห็นใจ
“น่าสงสารจริง ๆ แต่เธอไม่ต้องกังวลนะ ฉันเป็นหมอศัลยกรรม ช่วงนี้ฉันจะช่วยดูแลเขาให้มากหน่อยเอง”
หยู่เยียนพยักหน้าเห็นด้วยพลางกล่าวเสริม “ฉันก็จะคอยช่วยดูแลด้วย ไม่ต้องกังวลนะจ๊ะน้องสาว”
อันจิ่วเม่ยยิ้มรับด้วยความซาบซึ้ง พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ดีจังเลยค่ะ ขอบคุณมากนะคะพี่สาวทั้งสอง”
ในช่วงเวลาสั้น ๆ นี้ อันจิ่วเม่ยก็ได้พี่สาวเพิ่มมาอีกสองคน พูดว่าไม่มีความรู้สึกประสบความสำเร็จคงเป็นเรื่องโกหก ใครจะคิดว่าเธอจะกลายเป็นคนเก่งด้านสังคมในยุคนี้ล่ะ?
แต่อันจิ่วเม่ยไม่รู้ว่าตัวเองลงหนังสือพิมพ์ตอนไหน หลังจากที่นักข่าวคนนั้นมาสัมภาษณ์ก็ไม่ได้รับข่าวอะไรเลย เธอคิดว่าไม่ได้ลงหนังสือพิมพ์ซะอีก ไม่คิดว่าจะได้ตีพิมพ์ไปนานแล้ว
แน่นอนว่าเธอยิ่งไม่คิดว่าในยุคนี้หนังสือพิมพ์จะมีอิทธิพลมากขนาดนี้ โดยเฉพาะในเมือง ไม่ต่างอะไรกับความนิยมของแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นในยุคของเธอ
ถ้าอย่างนั้น ความคิดก่อนหน้านี้ของเธอที่จะช่วยปลดปล่อยความคิดของผู้หญิงในยุคนี้ ให้พวกเธอกล้าที่จะทำอะไรเพื่อตนเอง จะสามารถทำได้ผ่านหนังสือพิมพ์ไหมนะ?
ยุคสมัยนี้มีข้อกำหนดสูงมากสำหรับเนื้อหาที่จะลงหนังสือพิมพ์ การส่งบทความไปตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
อีกทั้งเป้าหมายของอันจิ่วเม่ยค่อนข้างใหญ่ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หนังสือพิมพ์ในเมืองเท่านั้น ความยากก็ยิ่งเพิ่มขึ้นไปอีก
แต่ไม่เป็นไร ค่อย ๆ ทำไป สิ่งที่อยากทำยังมีอีกมาก ไม่สามารถทำสำเร็จได้ในทันทีหรอก
ทั้งสามคนพูดคุยกันอยู่สักพัก ก่อนจะมีคนไข้เดินเข้ามาตรวจ คุณหมอหญิงและพยาบาลจึงต้องแยกไปทำงาน ทิ้งให้อันจิ่วเม่ยนั่งเฝ้าอยู่ข้างนอกคนเดียว
เมื่อเวลาผ่านไป เธอเริ่มรู้สึกเบื่อ จึงล้วงมือลงไปในตะกร้าที่สะพายติดตัวมา ก่อนจะหยิบไหมพรมออกมาจากมิติพิเศษเพื่อถักเสื้อกันหนาว
อย่างไรเสีย เธอก็สะพายตะกร้ามา คนอื่นไม่มีทางรู้ว่าเธอใส่อะไรมาบ้างอยู่แล้ว
กองทัพของหลี่เจียเฟิ่งตั้งอยู่ในเมืองทางเหนือ ฤดูหนาวจะหนาวกว่าอันจิ่วเม่ยเตรียมจะทำเสื้อกันหนาว ผ้าพันคอ และหมวกให้เขาครบชุด
ในคลังของมิติพิเศษมีไหมพรมคุณภาพดี ถ้าไม่ใช้ก็น่าเสียดาย
เมื่อประตูห้องผ่าตัดเปิดออก อันจิ่วเม่ยก็ถักคอเสื้อและแขนเสื้อข้างหนึ่งเสร็จ มองดูแล้วรู้สึกพอใจมาก เธอเก็บเข็มและด้ายกลับเข้าตระกร้า แล้วลุกขึ้นถามหมอว่า “คุณหมอคะ พี่ชายฉันเป็นอย่างไงบ้างคะ?”