ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 146 การผ่าตัดประสบความสำเร็จ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 146 การผ่าตัดประสบความสำเร็จ
บทที่ 146 การผ่าตัดประสบความสำเร็จ
“การผ่าตัดประสบความสำเร็จอย่างมาก ย้ายไปพักที่ห้องพักคนไข้ทั่วไปแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ภายในสองชั่วโมงก็น่าจะฟื้น”
“ขอบคุณคุณหมอมากค่ะ!”
อันจิ่วเม่ยรู้สึกดีใจมาก ลูกชายป้ารักษาขาหายแล้ว ชาตินี้เขาจะไม่ต้องเป็นคนขาเป๋อีกต่อไป และสามารถมีอนาคตที่ดีกว่าเดิมได้
ในหนังสือเขียนไว้ว่าฉีหลิวเหว่ยเป็นคนมีหัวทางธุรกิจมาก หลังจากขาเป๋แล้วไม่สามารถทำงานหนักได้ จึงเริ่มศึกษาเรื่องธุรกิจ ภายหลังยังกลายเป็นเศรษฐีหมื่นหยวนด้วย
แต่เพราะสาเหตุที่ขาเป๋ ทำให้หลายอย่างไม่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ถึงแม้จะร่ำรวยขึ้นมาได้ แต่ธุรกิจก็ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก
ส่วนชาตินี้ ด้วยความช่วยเหลือของอันจิ่วเม่ย เขาไม่ต้องขาเป๋ คิดแบบนี้แล้ว เธอก็รู้สึกดีใจแทนเขา นี่ก็เป็นอีกวันที่ได้ช่วยเหลือตัวละครที่เป็นเหยื่อในหนังสือ
ส่วนอันเหอหนิงกับสามีเแค่หาที่ว่างในโรงพยาบาลนั่งงีบหลับสักครู่ ไม่ได้ฟุ่มเฟือยถึงขั้นไปพักที่โรงแรม ส่วนอันจิ่วเม่ยก็ตรงไปที่ห้องผู้ป่วยเพื่อเฝ้าฉีหลิวเหว่ย เผื่อว่าเขาตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นใครจะได้ไม่กังวล
ฉีหลิวเหว่ยตื่นขึ้นมาเพราะความหิว หลังจากที่เขาหมดสติก็ไม่ได้กินอะไรเลย ยาสลบหมดฤทธิ์ไม่นานเขาก็รู้สึกตัว เมื่อเห็นว่าตัวเองอยู่ในสถานที่แปลกหน้าก็รู้สึกไม่สบายใจ แต่แล้วก็เห็นอันจิ่วเม่ยนั่งถักไหมพรมอย่างสบายใจอยู่ข้างเตียง
เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหว อันจิ่วก็เงยหน้าขึ้นมอง เห็นว่าเขาตื่นแล้วก็ยิ้มกว้างทันที พูดว่า “พี่ชายตื่นแล้วเหรอ? หิวไหม ฉันเอาของกินมาด้วยนะ!”
พูดจบ โดยไม่รอให้ตอบ เธอก็วางงานถักไหมพรมลงแล้วไปหยิบของกินในตะกร้า
มีขนมปังใส่เนื้อหนึ่งชิ้น แผ่นหนึ่งชิ้นและเหยือกนมข้าวสาลีหนึ่งใบ
มองดูอาหารอร่อยที่ถูกยัดใส่มือ ฉีหลิวเหว่ยกลืนน้ำลาย มองดูใบหน้าของอันจิ่วเม่ยอย่างละเอียด จำได้ว่านี่คือน้องสาวของตัวเอง อันจิ่วเม่ยเขาถอนหายใจอย่างโล่งอก พูดว่า “อันจิ่วเม่ย ขอบคุณนะ พ่อแม่กับเมียฉันล่ะ”
เขาไม่ได้พบอันจิ่วเม่ยมาหลายปีแล้ว ในความทรงจำของเขา เธอยังคงเป็นเพียงเด็กสาวร่างเล็กผอมบาง ดูอ่อนแอและน่าสงสาร แต่เมื่อได้พบกันอีกครั้ง เธอกลับเปลี่ยนไปจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม ใบหน้าของเธอมีน้ำมีนวล สีหน้าดูสดใสกว่าเดิม
รอยยิ้มของอันจิ่วเม่ยในวันนี้ช่างเจิดจ้ายิ่งกว่าที่เขาเคยเห็นมา นั่นทำให้เขารู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ดูเหมือนว่าน้องสาวของเขาจะมีชีวิตที่ดีและสุขสบายขึ้น แบบนี้แม่ก็คงไม่ต้องคอยเป็นห่วงเธออีกต่อไปแล้ว
แต่พอตื่นขึ้นมาไม่เห็นคนคุ้นเคย ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง อยากรู้สถานการณ์ของพวกเขาอย่างเร่งด่วน
“พี่ชายอย่าเพิ่งรีบร้อน กินอะไรก่อนแล้วฉันจะค่อย ๆ เล่าให้ฟัง”
ฉีหลิวเหว่ยพยักหน้า จริง ๆ แล้วก็หิวอยู่ อาหารในมือก็หอมมาก ไม่ทันได้ดูให้ละเอียดก็กัดเข้าไปอย่างแรง
เนื้อ มีเนื้อด้วย!
หอมจริงๆ!
อันจิ่วเม่ยไม่ทันสังเกตเห็นความตกใจของฉีหลิวเหว่ย พูดด้วยน้ำเสียงสงบแต่จริงจังว่า “ป้ากับลุงพาพี่มาโรงพยาบาลในเมืองตั้งแต่กลางดึก ไม่ได้พักผ่อนทั้งคืน ตอนนี้ฉันให้พวกเขาไปหาที่เงียบ ๆ พักผ่อนข้างนอกแล้ว ส่วนพี่สะใภ้กับหลาน ๆ น่าจะรออยู่ที่บ้าน ทุกคนสบายดี พี่พักรักษาตัวให้สบายใจเถอะ ไม่ต้องกังวลมากนัก”
“ดีแล้ว ๆ ”
รู้ว่าครอบครัวปลอดภัยดี ฉีหลิวเหว่ยก็สบายใจ กินอย่างเต็มที่ สองสามคำก็กินขนมปัง แล้วตามด้วยดื่มน้ำ ผลคือตาเบิกโพลงอีกครั้ง น้ำที่เขากันจากกระติกน้ำทหาร มันไม่ใช่น้ำเปล่าอย่างที่เขาคิด รสหอมหวานอร่อย มันคงไม่ใช่นมผงที่ราคาแพงหรอกนะ
ฉีหลิวเหว่ยมองไปทางอันจิ่วเม่ย ด้วยความไม่อยากเชื่อ เขารู้ว่าครอบครัวของน้องสาวลำบากมาก แม้ตอนนี้จะดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ไม่น่าจะมีทั้งเนื้อและนมผงมาเลี้ยงดูเขา แน่นอนว่าเธอคงเอาของดี ๆ ที่ปกติไม่กล้าใช้มาต้อนรับเขาทั้งหมด
เมื่อคิดเช่นนี้ ฉีหลิวเหว่ยก็รู้สึกทั้งปวดใจและซาบซึ้งใจ ไม่เสียแรงที่แม่ของเขาคิดถึงน้องสาวและคุณย่าอยู่เสมอ น้องสาวก็เป็นคนใจดี พอเขาหายดีแล้วจะเข้าป่าล่าสัตว์ แล้วส่งของอร่อย ๆ มาให้น้องสาวเยอะ ๆ!
“จิ่วเม่ยเธอลำบากแล้ว พวกเราเป็นคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องเอาของดี ๆ แบบนี้มาหรอก แค่อิ่มท้องฉันก็พอใจมากแล้ว”
ตอนกินก็รู้สึกดีมาก แต่พอได้สติกลับมาแล้ว เขารู้สึกผิดมาก
น้องสาวใช้ชีวิตลำบากมากภายใต้การดูแลของแม่เลี้ยง ไม่รู้ว่าเอาของพวกนี้ออกมาได้ยังไง คงต้องทนลำบากไม่น้อย
อันจิ่วเม่ยเห็นท่าทางของฉีหลิวเหว่ยเป็นแบบนี้ก็รู้ว่าเขาเข้าใจผิด จึงอธิบายว่า “ไม่เป็นไรหรอกพี่หลิวเหว่ย พี่ขาบาดเจ็บก็ต้องกินของดี ๆ เพื่อบำรุงร่างกาย ฉันแต่งงานแล้ว สามีดีกับฉันมาก ที่บ้านไม่ขาดของพวกนี้ พี่กินอย่างสบายใจเถอะ”
สองครอบครัวอยู่ห่างกัน ตอนแต่งงานก็กะทันหัน ไม่ทันได้แจ้งครอบครัวของป้าหนิงเหอ ตอนที่ป้ามาที่หมู่บ้านเธอก็ได้ยินจากคนในหมู่บ้าน ส่วนฉีหลิวเหว่ยที่หมดสติอยู่ก็ยิ่งไม่มีโอกาสรู้
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉีหลิวเหว่ยก็ตกใจชั่วขณะ แล้วก็รู้สึกดีใจอย่างจริงใจ คิดว่าเธอก็ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้แล้ว ไม่แปลกที่เธอจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้
ขณะที่กำลังคุยกันอยู่ อันหนิงเหอและฉีเหวินหยางก็มาถึง พวกเขาตื่นนอนแล้วไปหาคนที่หน้าห้องผ่าตัดแต่ไม่เจอ เจอหมอผู้หญิงคนหนึ่งที่นิสัยดีบอกว่ามาที่ห้องพักคนไข้นี้ จึงรีบมาหา
เมื่อเห็นลูกชายตื่นแล้ว กำลังคุยกับอันจิ่วเม่ย ได้ยินเสียงอารมณ์ดี สองสามีก็โล่งใจไม่น้อย
“ฉีหลิวเหว่ย! ในที่สุดลูกก็ปลอดภัยแล้ว แม่เป็นห่วงจนจะบ้าตายอยู่แล้ว!”
อันหนิงเหอไม่อยากร้องไห้ แต่พอเห็นลูกชายปลอดภัยดี ความเศร้าและความกลัวในใจก็พลันมีทางระบายออกมา ไม่ว่าอย่างไรก็หยุดไม่ได้
ฉีหลิวเหว่ยรู้สึกไม่สบายใจมาก เขาจับมือป้าสะใภ้นางเอกด้วยความรู้สึกผิดพลางพูดว่า “แม่ครับ ลูกชายไม่กตัญญู ทำให้พ่อแม่ต้องลำบากแล้ว”
เงินที่ใช้มารักษาที่โรงพยาบาลในเมืองคงไม่น้อยแน่ ไม่รู้ว่าพ่อแม่ไปยืมมาจากที่ไหน
คิดถึงตรงนี้ เขาก็รู้สึกแย่อีกครั้ง ที่บ้านก็จนอยู่แล้ว ตอนนี้ยังต้องเป็นหนี้อีก พอเขาหายดี จะต้องทำงานหนักขึ้นแน่ ๆ เพื่อจะได้ใช้หนี้ให้หมดโดยเร็ว
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดก็คือ ก่อนที่เขาจะคิดอะไรมาก แม่ของเขาก็พูดว่า
“คราวนี้ลูกต้องขอบคุณจิ่วเม่ยให้มาก ๆ นะ ถ้าไม่ได้เธอช่วยออกค่าผ่าตัดให้ก่อน แม่กับพ่อก็ไม่มีทางพาลูกมารักษาได้ ขาของลูกคงพิการไปแล้ว”
นึกถึงตรงนี้ อันหนิงเหอก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา ลูกชายยังอายุน้อยขนาดนี้ ถ้าขาพิการจริง ๆ ชีวิตนี้จะทำอย่างไร!
ดังนั้น อันจิ่วเม่ยไม่เพียงแต่ช่วยชีวิตขาของลูกชายเท่านั้น แต่ยังช่วยชีวิตเขาทั้งชีวิต และช่วยครอบครัวของพวกเขาด้วย
ฉีหลิวเหว่ยไม่คิดว่าเงินมากมายขนาดนี้ล้วนเป็นน้องสาวที่ช่วยจ่ายให้ เงินมากมายขนาดนี้ สามีของเธอจะไม่โกรธเธอเหรอ?
หรือว่า น้องสาวแต่งงานกับคนที่อายุมากกว่าเพื่อหนีจากการควบคุมของแม่เลี้ยง?
เพียงแค่คิดเช่นนี้ เขาก็รู้สึกเจ็บปวดในใจ น้องสาวช่างลำบากเหลือเกิน
เห็นเขามองตัวเองด้วยสีหน้าเป็นห่วงและรู้สึกผิด อันจิ่วเม่ยก็เดาได้ว่าเขาคงจินตนาการไปมากมาย จึงรีบพูดว่า “พี่ใหญ่เพิ่งฟื้น ร่างกายยังไม่ฟื้นตัว ต้องพักผ่อนให้ดีนะคะ ป้า นาน ๆ ทีจะมาในเมือง ไม่เอาอย่างนี้ดีกว่า หนุจะพาป้าไปเดินเล่น ซื้อของให้เด็ก ๆ ที่บ้านสักหน่อยดีไหมคะ?”
อันหนิงเหอเดิมทีไม่อยากไป หนึ่งคือไม่มีเงิน สองคือเมื่อวานอันจิ่วเม่ยให้มามากพอแล้ว เธอไม่มีอะไรต้องซื้อ
แต่เธอคิดว่าอันจิ่วเม่ยอยากซื้อ ตัวเองก็แค่ไปเดินเล่นด้วย อีกอย่างลูกชายก็ฟื้นแล้ว ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง พ่อของเขาก็อยู่เป็นเพื่อน ก็ยิ่งสบายใจ
ฉีเหวินหยางก็คิดเช่นเดียวกัน จึงพูดกับภรรยาตนเองว่า “หนิงเหอ คุณไปเดินเล่นกับจิ่วเม่ยเถอะ ที่นี่มีผมดูแลก็พอแล้ว”