ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 147 คำพูดเปลี่ยนชีวิต
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 147 คำพูดเปลี่ยนชีวิต
บทที่ 147 คำพูดเปลี่ยนชีวิต
อันหนิงเหอยิ้มบาง ๆ ก่อนพยักหน้ารับคำสามี จากนั้นก็เดินออกจากโรงพยาบาลไปพร้อมกับอันจิ่วเม่ย
ความจริงแล้วอันจิ่วเม่ยไม่ได้มีอะไรที่อยากซื้อเป็นพิเศษ เพราะเธอมาที่เมืองบ่อยพอสมควร อีกทั้งในพื้นที่เก็บของของเธอก็มีทุกอย่างอยู่แล้ว ส่วนใหญ่จึงไม่จำเป็นต้องซื้ออะไรเพิ่ม
แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าการออกมาเดินเล่นนั้นดีกว่า อย่างน้อยก็สบายใจกว่าการอยู่ในห้องพักผู้ป่วยและต้องคอยฟังคำขอบคุณจากครอบครัวของพี่ชายตลอดเวลา
อันหนิงเหอยังไม่เคยมาที่ร้านสหกรณ์มาก่อน พอเข้าไปก็ตกตะลึงกับบรรยากาศที่คึกคักภายใน ข้างในมีทั้งสินค้าและผู้คนมากมาย หลายเคาน์เตอร์มีคนเข้าแถวรอซื้อของ
คนในเมืองช่างมีฐานะเหลือเกิน ซื้อของโดยไม่แม้แต่จะสนใจราคา ของที่เธอคิดว่าแพงมาก คนอื่นกลับไม่แม้แต่จะถามราคา แล้วซื้อไปอย่างง่ายดาย
“คุณป้า พวกเราเดินดูรอบ ๆ กันเถอะค่ะ ดูสิว่ามีอะไรที่อยากซื้อบ้าง”
อันจิ่วเม่ยคล้องแขนป้าของเธอไว้ พร้อมกับแหงนหน้ามองไปรอบ ๆ ด้วยความสนใจ ในใจเธออดคิดถึงพี่ฟางหรูไม่ได้ นานแล้วที่ไม่ได้พบกัน ไม่รู้ว่าช่วงนี้พี่ฟางหรูเป็นอย่างไรบ้าง ความคิดนี้ทำให้อันจิ่วเม่ยรู้สึกห่วงใยอยู่ไม่น้อย
ยุคนี้สถานะของผู้หญิงค่อนข้างต่ำ ครอบครัวเดิมของฟางหรูก็ช่วยอะไรไม่ได้ การจะหย่าและออกมาอย่างปลอดภัยนั้นยากกว่าที่คิดมาก
อันหนิงเหอไม่รู้ว่าหลานสาวเธอกำลังมองหาอะไร จึงตอบรับเบา ๆ แล้วมองไปรอบ ๆ ด้วยตัวเอง เธออยู่บนภูเขามาทั้งชีวิต จึงทั้งสนใจและกลัวสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่มีอันจิ่วเม่ยพามา เธอคงไม่กล้าเข้ามาเลย
“อ้าว น้องสาว เธอมาหาพี่ฟางหรูใช่ไหม? พี่เขาไม่ได้มาหลายวันแล้วนะ ลาหยุดไปน่ะ”
เสียงทักทายดังขึ้นจากพนักงานขายคนหนึ่งที่จำอันจิ่วเม่ยได้ เธอยิ้มอย่างเป็นมิตร เพราะยังไม่ลืมว่าเด็กสาวคนนี้ใจดีเสมอ แม้แค่พูดคุยกันไม่กี่คำก็ยังให้ประโยชน์แก่คนอื่น รอบก่อนที่คุยกัน อันจิ่วเม่ยยังเคยให้ผักสดติดไม้ติดมือกลับบ้านไปฟรี ๆ
อย่างไรก็ตาม การที่พนักงานขายเริ่มบทสนทนาในครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาเพื่อหวังผลประโยชน์อะไร แต่เป็นเพียงการทักทายด้วยความหวังดีเท่านั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น อันจิ่วเม่ยหันไปมองป้าหนิงเหอ ก่อนจะดึงป้ามาใกล้พลางถามพนักงานขายด้วยน้ำเสียงเบา ๆ และสุภาพ
“พี่คะ แล้วพี่รู้ไหมว่าทำไมพี่ฟางหรูถึงลาหยุด?”
พนักงานขายคนนั้นเห็นอันจิ่วเม่ยเรียกเธอว่าพี่เช่นกัน รอยยิ้มบนใบหน้าจึงจริงใจขึ้นมาก เธอพูดเบา ๆ ว่า “สามีของเธอมีคนอื่นข้างนอก ช่วงนี้กำลังทะเลาะเรื่องหย่าร้างกันที่บ้านน่ะ!”
พูดจบ พนักงานขายก็ทำปากจู๋แล้วถอนหายใจว่า “ถ้าเป็นฉัน อายุปูนนี้แล้ว จะหย่าไปทำไมกัน ฟางหรูเธอนี่ จริงจังเกินไปแล้ว!”
ในความคิดของเธอมีผู้ชายน้อยคนนักที่ไม่นอกใจ คนส่วนใหญ่ก็แค่อดทนแล้วก็ผ่านไป แต่ฟางหรูกลับจริงจังเกินไป ทำให้เรื่องบานปลาย ถึงขั้นลาหยุดเพื่อไปหย่าร้าง
เมื่อได้ยินความคิดเห็นแบบนี้ อันจิ่วเม่ยไม่รู้สึกแปลกใจอะไร คนส่วนใหญ่ในยุคนี้ก็คิดแบบนี้ เพราะความคิดเก่า ๆ ในอดีตยังคงผูกมัดพวกเธอไว้ ทำให้พวกเธอรู้สึกว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องน่าอับอาย หลังจากหย่าแล้วก็จะอยู่ต่อไปไม่ได้ ถูกคนอื่นชี้หน้าด่าไปตลอดชีวิต
อันจิ่วเม่ยยิ้มน้อย ๆ แล้วพูดกับพนักงานขายอย่างอดทน “พี่คะ ไม่ใช่แบบนั้นหรอก การที่พี่ฟางหรูเลือกหย่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง พวกเราทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน ทำไมผู้ชายนอกใจแล้วผู้หญิงต้องอดทน แต่ถ้าผู้หญิงนอกใจกลับถูกชี้หน้าด่าว่าเป็นผู้หญิงไม่ดี?
ตอนนี้เป็นยุคใหม่แล้ว ผู้นำก็เคยพูดว่าผู้หญิงสามารถแบกครึ่งหนึ่งของท้องฟ้าได้ พี่ฟางหรูก็สามารถหาเงินเลี้ยงตัวเองได้ ออกจากสถานการณ์แบบนี้ ยังมีโอกาสเจอคนที่ดีกว่า นี่เป็นเรื่องดีนะคะ เป็นการเริ่มต้นใหม่”
พนักงานขายฟังแล้วก็งงงวย มันเป็นแบบนี้เหรอ?
อันหนิงเหอที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกตกใจมากเมื่อได้ยินอันจิ่วเม่ยพูดประโยคนี้ หลานสาวคนนี้ไม่เคยเรียนหนังสือไม่ใช่หรือ? ทำไมพูดจาดูมีการศึกษาแบบนี้?
นอกจากนี้ เธอยังรู้สึกว่าสิ่งที่อันจิ่วเม่ยพูดนั้นถูกต้องมาก ในเมื่อเป็นคนเหมือนกัน ทำไมผู้ชายทำได้แต่ผู้หญิงทำไม่ได้? ทำไมผู้ชายทำผิดแล้วผู้หญิงต้องเป็นฝ่ายยอมรับความทุกข์?
“จิ่วเม่ย ป้าคิดว่าเธอพูดถูก ควรจะเป็นแบบนี้แหละ”
อันหนิงเหอเห็นด้วยเบา ๆ กลัวว่าถ้าเสียงดังเกินไปจะทำให้พนักงานขายไม่พอใจ
พนักงานขายงุนงงเล้กน้อย เดิมทีคิดว่ามีแค่อันจิ่วเม่ยคนสาวที่มีความคิดแหวกแนวไปบ้าง ไม่คิดว่าแม้แต่คนข้าง ๆ ที่อายุมากกว่าตัวเองก็ยังคิดว่าการหย่าร้างเป็นเรื่องถูกต้อง
พนักงานขายรู้สึกสับสนเล็กน้อย ถึงกับคิดว่าสิ่งที่อันจิ่วเม่ยพูดดูมีเหตุผลมาก
“เฮ้อ อาจจะเป็นเพราะฉันแก่ตัวลง ความคิดเลยต่างจากพวกเธอไปแล้ว…”
พนักงานขายรู้สึกเขินอายเล็กน้อยพลางหาทางออกให้ตัวเอง
อันจิ่วเม่ยยังคงยิ้มแย้ม ไม่มีท่าทีจะทำให้ใครลำบากใจเลย พูดด้วยท่าทีอ่อนโยนว่า “พี่สาว พวกเราต้องจำไว้เสมอว่า ต้องปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง เมื่อเจอเรื่องไม่ยุติธรรมต้องกล้าที่จะต่อต้าน บางทีอาจจะได้พบกับชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิมก็ได้นะคะ”
พนักงานขายฟังแล้วรู้สึกมึนงง สมองถูกเติมเต็มด้วยความรู้ที่แตกต่างจากเดิม เธออยากจะโต้แย้งโดยสัญชาตญาณ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไรดี
ใช่แล้ว ใคร ๆ ก็เป็นคนเหมือนกันไม่ใช่เหรอ?
ในบ้านของเธอ มีเพียงเธอคนเดียวที่มีงานประจำ ส่วนสามีกลับไม่มีงานทำเป็นชิ้นเป็นอัน ทั้งวันไม่ทำอะไร แถมพอกลับบ้านมายังตะโกนสั่งโน่นสั่งนี่อีก เธอทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน แต่พอกลับบ้านยังต้องซักผ้า ทำอาหาร และรับใช้ทุกคนในครอบครัว บ่อยครั้งยังต้องคอยจับตาดูสีหน้าคนอื่นเพื่อใช้ชีวิต แล้วมันคุ้มค่าตรงไหนกัน!
“น้องสาว เธอพูดถูกต้องแล้ว! คนที่เรียนหนังสือมานี่แหละต่างกันจริง ๆ ฉันต้องให้ลูกในบ้านเรียนหนังสือให้มาก ๆ โตขึ้นมาจะได้ไม่ถูกรังแก!”
พนักงานขายพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงร่าเริง ตอบรับคำพูดของอันจิ่วเม่ยอย่างเห็นด้วย
ทั้งสองพูดคุยกันเล็กน้อย อันจิ่วเม่ยจึงได้รู้ว่าพนักงานขายคนนี้ชื่อซิงอี้ หลังจากนั้น อันจิ่วเม่ยก็พาอันหนิงเหอไปเที่ยวชมที่อื่นต่อ โดยไม่รู้เลยว่า คำพูดธรรมดา ๆ ของเธอในวันนี้ จะเปลี่ยนชีวิตของใครบางคนไปตลอดกาล
อันหนิงเหอรู้สึกสงสัยว่าทำไมอันจิ่วเม่ยถึงรู้จักพนักงานขายของร้านสหกรณ์ และดูเหมือนว่าเธอจะสนิทสนมกับคนที่ชื่อฟางหรูมาก แต่เธอก็ไม่ได้ถามอะไร ไม่อยากให้อันจิ่วเม่ยคิดว่าเธอเป็นคนชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน
แต่กลับไม่คิดว่าหลานสาวเธอจะเป็นฝ่ายเล่าเรื่องของฟางหรูให้ฟังเอง
ขณะที่ทั้งสองเดินเที่ยว อันจิ่วเม่ยก็คุยกับเธอไปด้วย “หนูรู้จักกับพี่ฟางหรูที่ร้านสหกรณ์นี่แหละ นิสัยดี เป็นคนกระตือรือร้น ช่วยเหลือหนูมากเลย ตอนที่หนูเป็นตัวแทนหมู่บ้านมาเจรจาความร่วมมือกับร้านสหกรณ์ ก็พี่ฟางหรูนี่แหละที่ช่วยติดต่อให้”
ที่อันจิ่วเม่ยตั้งใจเล่าเรื่องฟางหรูให้ป้าฟัง ก็เพื่อจะเชื่อมโยงไปถึงเรื่องความร่วมมือกับร้านสหกรณ์
และแล้วอันหนิงเหอก็สนใจทันที เธอหันมาถามว่า “ความร่วมมืออะไรเหรอ นางเอก เธอเป็นตัวแทนหมู่บ้านมาเจรจาได้ด้วยเหรอ เก่งจังเลย!”
อันหนิงเหอรู้สึกชื่นชมอย่างจริงใจ คนอย่างพวกเธอที่ปกติพูดจาไม่ชัดเจน อย่าว่าแต่จะร่วมมือกันเลย ต่อหน้าผู้นำของคนอื่นคงไม่กล้าพูดอะไรด้วยซ้ำ
อันจิ่วเม่ยจึงเล่าเรื่องความร่วมมือระหว่างหมู่บ้านกับสหกรณ์ในปัจจุบันให้เธอฟัง
“หา! ทำได้ขนาดนี้เลยเหรอ? จิ่วเม่ย เธอเก่งมากเลย!”
อันหนิงเหอฟังแล้วตกตะลึง แต่เดิมเธอคิดว่าอันจิ่วเม่ยมีชีวิตที่ดีขึ้นเพราะแต่งงานกับคนดี ไม่คิดว่าจะเป็นเพราะความสามารถของเธอเองด้วย
เด็กที่เก่งขนาดนี้ ถ้าชีวิตไม่ดีขึ้นก็แปลกแล้ว!
Pchaya
ทำไมถึงเรียกจิ่วเม่ยว่านางเอก ทำเหมือนบอกคนอ่านเลย