ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 148 มื้อแห่งน้ำใจ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 148 มื้อแห่งน้ำใจ
บทที่ 148 มื้อแห่งน้ำใจ
อันจิ่วเม่ยเล่าเรื่องพวกนี้ให้ป้าฟัง ไม่ใช่เพื่อต้องการคำชม หัวข้อสนทนาจึงเปลี่ยนไปเรื่องความร่วมมืออย่างเป็นธรรมชาติ
“ป้าหนิงเหอ หมู่บ้านของเราอยู่ห่างกัน ผักพวกนี้ฉันช่วยไม่ได้ในตอนนี้ แต่หมู่บ้านของเรารับซื้อถั่วเหลืองและพริกแห้งเป็นประจำ ป้าลองกลับไปปรึกษากับผู้นำหมู่บ้านของป้าได้ รวบรวมมาขายให้พวกเรา เรื่องราคาหนูจะให้มาตรฐาน พวกป้สไปเจรจากันเอง ถ้ามีเหลือก็เก็บไว้เอง”
การทำธุรกิจก็ต้องมีกำไรบ้างนะ
อันหนิงเหอตกใจจนเหงื่อแตก รู้ดีว่าอันจิ่วเม่ยต้องการช่วยเหลือพวกเขา แต่เธอไม่เคยทำเรื่องแบบนี้มาตลอดชีวิต จึงรู้สึกกังวลใจ
“บะ…แบบนี้… แบบนี้ ป้ากลัวว่าจะอธิบายไม่ชัดเจน…”
อันหนิงเหอรู้สึกทั้งตื่นเต้นและกลัว รู้ว่านี่เป็นโอกาสที่จะพลิกชีวิตของครอบครัว แต่ก็กลัวว่าตัวเองจะพูดไม่เป็น ทำให้โอกาสดี ๆ ต้องสูญเปล่า
อันจิ่วเม่ยพูดว่า “ไม่เป็นไร ถ้าป้าพูดไม่เป็นก็ให้พี่ชายไปพูดแทน พี่ใหญ่เป็นคนที่ทำงานเก่ง เชื่อว่าเขาจะต้องจัดการเรื่องนี้ได้ดีแน่นอน ถ้าสำเร็จจริง ๆ ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวเราก็จะดีขึ้นไม่น้อยเลย”
“ดี ๆ ๆ” อันหนิงเหอพยักหน้าหงึก ๆ แล้วได้ยินอันจิ่วเม่ยพูดต่อว่า “อีกไม่กี่ปีก็ให้ผ่านไปแบบนี้ก่อน ถ้ามีทางเลือกอื่นฉันจะแจ้งให้พวกป้ารู้แน่นอน”
“จิ่วเม่ยป้าเชื่อเธอ! ขอบคุณมากนะ”
อันหนิงเหอแสดงสีหน้ามุ่งมั่นราวกับจะเข้าพรรค เธอไม่กลัวเลยว่าอันจิ่วเม่ยจะหลอกเธอ เพราะตอนนี้เธอเป็นภรรยาทหาร ทุกคำพูดทุกการกระทำล้วนเป็นแบบอย่าง
อันจิ่วเม่ยคงไม่ทำเรื่องไม่ดีแน่นอน อีกทั้งนี่เป็นความร่วมมือของหมู่บ้าน ไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไร มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธ
อันจิ่วเม่ยพอใจกับท่าทีของป้ามาก กลัวแต่ว่าป้าจะเป็นคนหัวแข็ง ไม่กล้าเป็นคนแรกในหมู่บ้านที่กินปู ถ้าเป็นอย่างนั้นก็คงจะชักนำคนอื่นไม่ได้
ทั้งสองเดินดูของรอบหนึ่ง แต่ไม่ได้ซื้ออะไรเลย อันจิ่วเม่ยแอบคิดอยากซื้อของฝากให้หลานชายหลานสาว แต่ป้าหนิงเหอกลับห้ามไว้ บอกว่าไม่ต้องซื้ออะไรทั้งนั้น ก่อนจะลากเธอออกจากร้านค้าไปทันที
“นี่ก็เย็นมากแล้ว ป้าหนิงเหอ เราไปกินข้าวกันก่อนดีกว่านะคะ เดี๋ยวค่อยซื้อของฝากกลับไปให้ลุงกับพี่ชายทีหลัง”
ในใจอันจิ่วเม่ยแอบนึกถึงหมูตุ๋นพะโล้หอมกรุ่นจากร้านอาหารของรัฐ แค่คิดถึงกลิ่นหอมอบอวลก็ทำให้ท้องเธอเริ่มร้องประท้วงทันที ใช้เวลาไม่นาน อันจิ่วเม่ยก็พาป้าหนิงเหอมาถึงหน้าร้านอาหารของรัฐบาลที่ขึ้นชื่อ
เมื่อป้าหนิงเหอเห็นตัวอักษรใหญ่ ๆ บนป้ายร้านอาหาร เธอก็เบิกตากว้างอย่างตกใจ ก่อนจะรีบหันหลังกลับตั้งใจจะเดินหนี “จิ่วเม่ย เธอเข้าไปกินเถอะ ป้าไม่ไปด้วยหรอก! ตอนเช้าเธอให้ขนมปังไส้เนื้อมา ป้ายังมีเหลืออยู่ กินแค่นั้นก็พอแล้ว อย่าเสียเงินเปล่าเลยนะ!”
ถึงแม้ป้าหนิงเหอจะเข้าใจว่าอันจิ่วเม่ยมีชีวิตที่ดี และการกินอาหารในร้านของรัฐไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับหลานสาว แต่เธอเองกลับรู้สึกไม่สบายใจ ในฐานะผู้อาวุโส เธอไม่อยากพึ่งพาหรือเอาเปรียบคนรุ่นหลังเช่นนี้
แต่คำปฏิเสธของป้าหนิงเหอกลับไม่ได้ผล อันจิ่วเม่ยยิ้มและดึงตัวป้าให้เข้าไปในร้านจนได้ “ป้าค่ะ มาถึงแล้วก็เข้าไปกินด้วยกันเถอะค่ะ! อีกอย่าง พี่ชายยังบาดเจ็บอยู่ เราต้องเลือกของดี ๆ ไปบำรุงเขาสิ จริงไหมคะ?”
คำพูดของอันจิ่วเม่ยทำให้ป้าหนิงเหอจำต้องยอมแพ้ เธอพยักหน้าอย่างเสียไม่ได้ แต่ยืนกรานว่าจะเลี้ยงมื้อนี้เอง เพราะครอบครัวเธอมีสามคนกิน ไม่ควรให้อันจิ่วเม่ยจ่ายทุกอย่าง
และแน่นอนว่าอันจิ่วเม่ยไม่ให้โอกาสนี้กับเธอ คนหนุ่มสาวเร็วกว่า และไม่ใช่ครั้งแรกที่มากิน รู้ขั้นตอน รีบสั่งอาหารและจ่ายเงินพร้อมคูปองก่อนที่อันหนิงเหอจะทัน
“ฮ่า ๆ ป้า คราวหน้าป้าเลี้ยงฉันก็ได้ ยังมีโอกาสอีกเยอะแยะ!”
อันจิ่วเม่ยยิ้มพลางดึงเธอไปหาโต๊ะนั่ง อันหนิงเหอทำอะไรไม่ได้ จึงต้องตกลง
คิดดูแล้วก็ใช่ เธอกำลังจะไปทำงานกับอันจิ่วเม่ยต่อไปเมื่อชีวิตดีขึ้น ก็จะมีโอกาสเลี้ยงอันจิ่วเม่ยอีกมาก
อันจิ่วเม่ยสั่งอาหารมาอย่างจุใจ ประกอบด้วย หมูตุ๋นพะโล้เนื้อนุ่มหนึ่งจาน เนื้อวัวผัดซอสหอมหนึ่งจาน มันฝรั่งผัดปรุงรสกลมกล่อมหนึ่งจาน และ ผักกาดขาวผัดเปรี้ยวหวานหนึ่งจาน พร้อมด้วยข้าวสวยร้อน ๆ สองชามใหญ่
ตอนแรกอันหนิงเหอคิดจะกินน้อย ๆ ให้อันจิ่วเม่ยกินเยอะ ๆ เพราะเธออายุน้อย ยังอยู่ในวัยเจริญเติบโต
เนื้อสองจานในมื้อเดียว แม้แต่ที่บ้านในช่วงปีใหม่ก็ไม่กล้ากินแบบนี้ เธอรู้สึกผิดมากขณะที่กินอยู่
แต่อาหารนี้อร่อยมาก และเธอก็ไม่ได้กินอาหารที่มีน้ำมันมานานแล้ว คราวนี้ได้กินเนื้อถึงสองจาน เธออยากจะกลืนทั้งลิ้นเข้าไปด้วย ไม่มีเวลามารู้สึกผิดอีกต่อไป
เมื่อรู้ตัวอีกที อันหนิงเหอก็กินอาหารมื้อใหญ่ที่กองสูงจนหมดแล้ว เธอเอาน้ำซอสเนื้อวัวและหมูตุ๋นเนื้อนุ่มผัดคลุกกับข้าว แถมด้วยผักกาดขาวผัดเปรี้ยวหวานเพื่อช่วยลดความมัน ช่างเป็นความสุขที่สุด
เธอเรอด้วยความเขินอาย แล้วพูดกับอันจิ่วเม่ยว่า “อาหารของร้านอาหารของรัฐนี้อร่อยมากจริง ๆ…”
อันจิ่วเม่ยหัวเราะคิกคัก พลางคิดในใจว่า แน่นอนอยู่แล้ว อาหารอร่อยขนาดนี้ต้องเป็นฝีมือของพ่อครัวใหญ่ที่มากประสบการณ์ หากไม่มีฝีมือจริง คงไม่สามารถทำให้เธอติดใจได้ถึงเพียงนี้ ถึงขั้นที่ทุกครั้งที่มาธุระในเมือง เธอจะต้องแวะมากินที่ร้านนี้เสมอ
“ป้าคะ หนูก็ใกล้จะกินเสร็จแล้ว รบกวนป้าไปซื้อข้าวมาเพิ่มอีกสองชาม แล้วก็ขอกล่องข้าวมาสองใบด้วยนะคะ เราจะได้แพ็คอาหารที่เหลือกลับไปให้ลุงกับพี่ชายค่ะ”
อันจิ่วเม่ยยังมีข้าวเหลืออีกครึ่งชาม ส่วนป้าหนิงเหอกินเสร็จนานแล้ว เธอไม่อยากให้ป้าต้องนั่งรอเฉย ๆ จึงหางานเล็ก ๆ ให้ทำแทน
“ได้ ๆ ฉันจะไปเดี๋ยวนี้เลย!” ป้าหนิงเหอรีบตอบรับด้วยความกระตือรือร้น
กินอิ่มดื่มหนำ อันหนิงเหอรู้สึกว่ามีแรงทำอะไรมากขึ้น เธอวิ่งไปต่อแถวที่หน้าต่างเพื่อซื้อข้าวและขอกล่องข้าว เมื่อกลับมาอันจิ่วเม่ยก็กินเสร็จแล้ว ยังเหลืออาหารในชามอีกมาก พวกเธอแพ็คทั้งหมดเพื่อเอากลับไปให้ลูกชายและสามีของเธอกิน
ต้องบอกว่าในช่วงเวลานี้ ปริมาณอาหารหนึ่งจานของร้านอาหารของรัฐนั้นมากจริง ๆ พวกเธอสองคนกินอย่างเต็มที่แล้ว ยังเหลืออีกมาก คุ้มค่าสมราคาจริงๆ
เมื่อกลับมาถึงห้องผู้ป่วย สามีและลูกชายของป้าหนิงเหอมองดูพวกเธอด้วยความประหลาดใจ เดิมทีคิดว่าคงแค่ไปเดินเล่นเฉย ๆ ไม่ได้ตั้งใจจะซื้ออะไร แต่กลับนำของอร่อยมากมายติดมือกลับมาด้วย
พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไรดี ได้แต่มองอาหารตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น กลิ่นหอมฉุยของเนื้อที่อบอวลอยู่ในอากาศทำให้พวกเขากลืนน้ำลายไม่หยุด ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างตั้งใจ
กลิ่นหอมของเนื้อที่ลอยฟุ้งไปทั่ว ช่างยั่วยวนใจอย่างยิ่ง เด็กที่อยู่เตียงข้าง ๆ ถึงกับร้องไห้งอแง พลางกระซิบกระซาบบอกแม่ที่เฝ้าไข้ว่าอยากกินเนื้อบ้าง
“กิน ๆ ๆ! เอาแต่กินอย่างเดียว! แกก็รู้ใช่ไหมว่าที่บ้านเสียเงินรักษาให้แกไปเท่าไหร่แล้ว จะเอาเงินที่ไหนมาซื้อเนื้อให้กิน?”
หญิงสาวมองลูกชายที่นอนป่วยอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย ใจเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าผสมความหงุดหงิด นึกย้อนกลับไปว่าทำไมตัวเองถึงได้คลอดลูกที่เกิดมาพร้อมโรคแบบนี้
เดิมทีฐานะทางบ้านของพวกเขาก็พอมีอยู่บ้าง แต่หลายปีที่ผ่านมา เงินทองถูกใช้ไปกับการรักษาลูกคนนี้จนแทบหมดตัว ครอบครัวเริ่มเดินเข้าสู่หนี้สิน
หลังจากที่คลอดลูกคนที่สอง ซึ่งเป็นเด็กชายที่ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ดี ความรักและความใส่ใจที่เคยมีต่อลูกชายคนโตกลับลดน้อยลงเรื่อย ๆ
เธอมองลูกชายที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงด้วยสายตาเย็นชา นึกย้อนไปถึงเมื่อคืนที่ได้พูดคุยกับสามีถึงเรื่องการยุติการรักษา เด็กคนนี้เหมือนเป็นหลุมดำที่คอยดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่างจากครอบครัว ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ครอบครัวคงล่มจมในไม่ช้า
ความรู้สึกหงุดหงิดก่อตัวขึ้นในใจจนยากจะระงับ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจยาว มองเด็กชายด้วยแววตาที่ไร้ซึ่งความอ่อนโยนเหมือนเดิม