ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 149 เอาตัวรอดในยุคที่ขาดแคลน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 149 เอาตัวรอดในยุคที่ขาดแคลน
บทที่ 149 เอาตัวรอดในยุคที่ขาดแคลน
เด็กน้อยที่เคยมองแม่ด้วยความหวัง เมื่อเห็นแม่พูดกับตัวเองด้วยท่าทีรังเกียจ ก็เงียบลงทันที น้ำตาคลอ ยื่นมือจับแม่พลางพูดเสียงเบา ๆ อย่างประจบ “แม่ครับ ผมไม่กินเนื้อแล้ว แม่อย่าโกรธผมนะครับ”
ฉีเหวินหยางกับลูกชายที่เดิมทีกำลังกินกันอย่างมีความสุข แต่พอเห็นสถานการณ์แบบนี้ก็รู้สึกอึดอัดใจขึ้นมาทันที
จะแบ่งเนื้อในชามของตัวเองออกไปบ้างก็เสียดาย เพราะเด็กข้าง ๆ ไม่ใช่ญาติอะไรกับตัวเอง ตัวเองยังหิวอยู่เลย จริง ๆ แล้วไม่อยากให้เขาเลย
แต่ถ้าไม่ให้ เห็นสภาพเด็กแบบนี้ก็รู้สึกใจไม่ดี
จู่ ๆ อันจิ่วเม่ยก็ลุกขึ้นดึงม่านระหว่างเตียงผู้ป่วยสองเตียงให้ปิดลง แยกกลิ่นหอมของเนื้อออกไปจากเด็กข้าง ๆ พร้อมกับกั้นเสียงแม่ที่กำลังสั่งสอนลูกน้อยไม่ให้ลอดเข้ามา
แม้เด็กน้อยจะดูน่าสงสาร แต่เธอก็ช่วยอะไรไม่ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้คือไม่เข้าไปยุ่ง เพราะทุกคนต่างมีชีวิตของตัวเอง และในสถานการณ์ที่ไม่จำเป็น เธอไม่อยากสร้างความยุ่งยากให้ตัวเอง
ฉีเหวินหยางกับลูกชายไม่ได้พูดอะไร พวกเขาเข้าใจดีว่าในยุคที่ทรัพยากรขาดแคลนเช่นนี้ ไม่มีใครสามารถใจดีหรือเอื้อเฟื้อเกินไปได้ การดูแลตัวเองให้รอดพ้นจากความลำบากต่างหากคือสิ่งสำคัญที่สุด
ด้วยเหตุนี้ ทั้งครอบครัวจึงไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีก ฉีหลิวเหว่ยซึ่งเป็นผู้บาดเจ็บจำเป็นต้องพักผ่อนให้มาก ส่วนสองสามีภรรยาก็ตัดสินใจอยู่เฝ้าไข้ต่อ
อันจิ่วเม่ยจัดการวางของทั้งหมดที่เธอนำมาจากบ้านไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นก็กล่าวลาพวกเขาเพื่อเดินทางกลับบ้าน พร้อมย้ำว่าพรุ่งนี้จะนำอาหารมาส่งให้อีก
“ไม่ต้องลำบากแล้วนะ จิ่วเม่ย พวกเรายังมีเงินอยู่บ้าง ซื้อกินเองก็ได้” อันหนิงเหอพูดด้วยน้ำเสียงเกรงใจ แต่สายตาก็เต็มไปด้วยความซาบซึ้ง
อันหนิงเหอพูดด้วยความเกรงใจ เธอไม่อยากรบกวนหลานสาวอีก เพราะจากที่คุยกันเมื่อครู่ เธอรู้ว่าอันจิ่วเม่ยยังมีเรื่องที่ต้องจัดการอีกมาก
“ไม่เป็นไรค่ะ ยังไงพรุ่งนี้ฉันก็ต้องเข้าเมืองมาทำธุระอยู่แล้ว แค่แวะมาเท่านั้นเอง”
อันจิ่วเม่ยยิ้มพลางโบกมือ ก่อนจะก้มลงกระซิบกับอันหนิงเหออย่างเบา ๆ
“ป้าคะ ตอนที่ไม่มีใครอยู่ ช่วยเล่าเรื่องที่หนูเคยบอกป้าไว้ให้พี่ชายกับลุงฟังหน่อยนะคะ ถามความคิดเห็นของพวกเขาด้วย ส่วนรายละเอียดเดี๋ยวเราค่อยคุยกันอีกทีตอนพี่ชายออกจากโรงพยาบาลค่ะ”
“ได้เลย!” อันหนิงเหอตอบรับอย่างกระตือรือร้น สีหน้าตื่นเต้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เธออยากกลับบ้านเพื่อหาเงินและเริ่มต้นสิ่งที่อันจิ่วเม่ยบอกให้เร็วที่สุด
อันจิ่วเม่ยไม่ได้กลับหมู่บ้านทันที แต่เลือกแวะไปที่บ้านของฟางหรูก่อน ทันทีที่ไปถึง เธอก็ได้ยินจากเพื่อนบ้านว่าฟางหรูได้ย้ายออกไปแล้ว ตอนนี้กลับกลายเป็นผู้หญิงท้องโตคนหนึ่งที่ย้ายเข้ามาอยู่แทน
เพื่อนบ้านคนนั้นเห็นว่าอันจิ่วเม่ยมาหาฟางหรู คิดว่าอาจเป็นญาติหรือคนรู้จักกัน จึงเล่าเพิ่มเติมให้ฟังอีกสองสามประโยค
“ครอบครัวฝั่งสามีของผู้หญิงคนนั้นช่างแย่จริง ๆ อยากให้เธอเลี้ยงดูทั้งครอบครัว แต่ก็ไม่ยอมให้เธอใช้ประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ของตัวเอง ตอนนี้พวกเขาเอาลูกสาวคนเดียวของฟางหรูมาข่มขู่ บอกว่าถ้าเธอไม่ยอมส่งเงินเดือนทั้งหมดให้ ก็จะไม่ยอมหย่า แต่ฟางหรูก็เป็นคนดื้อไม่ยอมตกลงอะไรทั้งนั้น เธอเลยย้ายออกไปซะเลย”
เพื่อนบ้านถอนหายใจแล้วเล่าต่อ “แต่ถ้าฟางหรูไม่หย่า ลูกของผู้หญิงคนนั้นก็ไม่มีทางได้ทะเบียนบ้าน ช่วงนี้ครอบครัวฝั่งสามีของฟางหรูกำลังร้อนใจกันใหญ่”
ในสายตาของตระกูลสามีของฟางหรู พวกเขามองลูกสะใภ้คนนี้เป็นแค่เครื่องมือหาเงินและแม่บ้านฟรี ๆ ที่ไม่อยากหย่าด้วยไม่ใช่เพราะยังมีความรู้สึกอะไร แต่เป็นเพราะเสียดายเงินที่เธอหามาได้เท่านั้น
“เฮอะ! ช่างไร้ยางอายจริงๆ! บ้านฉันนี่ซวยจริง ๆ ที่ต้องมาอยู่ใกล้คนแบบนี้!”
เพื่อนบ้านคนนี้ปกติสนิทกับฟางหรูมาก พอเห็นเพื่อนตนเองเจอเรื่องแบบนี้เข้า เธอก็เลยเกลียดตระกูลสามีของชิวหรง
อันอันจิ่วเม่ยรู้สึกว่าตระกูลสามีของฟางหรูช่างไร้ยางอายจริง ๆ การที่ฟางหรูต้องเผชิญเรื่องราวแบบนี้เพียงลำพัง คงไม่ใช่เรื่องง่าย ย้ายออกไปอยู่คนเดียวก็น่าเป็นห่วง เธอจึงถามด้วยน้ำเสียงสุภาพว่า
“พี่สาวคะ แล้วพี่รู้ไหมว่าพี่ฟางหรูย้ายไปอยู่ที่ไหน?”
เพื่อนบ้านหัวเราะคิกคักอย่างอารมณ์ดี “เธอถามถูกคนแล้วล่ะ! ฉันสนิทกับฟางหรูมาก วันที่เธอย้ายบ้าน ฉันยังไปช่วยเธอด้วยนะ! ที่ที่เธออยู่ตอนนี้ค่อนข้างไกลจากที่นี่ อยู่ทางตะวันออกสุดแถวถนนหมินเต๋อ แต่พูดแบบนี้เธออาจจะจำไม่ได้ เดี๋ยวฉันไปให้ลูกชายเขียนที่อยู่ให้ดีกว่า!”
พี่สาวเพื่อนบ้านกระตือรือร้นทันที เธอรีบหันหลังกลับเข้าไปในบ้านเพื่อหาลูกชายมาช่วย
อันจิ่วเม่ยยืนรออยู่สักพัก ไม่นานเพื่อนบ้านก็นำกระดาษเล็ก ๆ ที่เขียนที่อยู่มาให้ เธอหยิบลูกอมกำใหญ่ส่งให้ พร้อมพูดด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณมากนะพี่ เอาไว้ให้เด็ก ๆ กินนะคะ”
พูดจบ เธอไม่รอให้เพื่อนบ้านพูดอะไรต่อ ก็รีบขึ้นจักรยานแล้วปั่นออกไปอย่างรวดเร็ว
พี่สาวเพื่อนบ้านก้มมองลูกอมนมกระต่ายขาวในมือ ยิ้มจนตาหยีด้วยความปลื้มใจ คิดว่าเด็กคนนี้ช่างใจดีจริง ๆ ลูกอมแพง ๆ แบบนี้ แม้แต่พวกเธอที่อยู่ในเมืองก็ยังไม่กล้าซื้อมากินกันบ่อย ๆ เลย
อันจิ่วเม่ยปั่นจักรยานด้วยความเร็ว ไม่นานก็ถึงที่อยู่ที่เขียนไว้ในกระดาษ เธอลงจากจักรยานแล้วเดินไปเคาะประตูบ้าน เสียงตอบรับจากข้างในดังขึ้นอย่างสดใส
“ใครคะ? มาแล้ว ๆ!”
เสียงนั้นเป็นของฟางหรู ฟังดูเปี่ยมพลัง ดูเหมือนเธอจะอยู่ในสภาพจิตใจที่ดี
ไม่นานประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าของฟางหรูที่ดูสดใสเปล่งปลั่ง อันจิ่วเม่ยยิ้มให้เบา ๆ
ฟางหรูเห็นว่าเป็นอันจิ่วเม่ยก็ยิ่งดีใจ รีบเชิญเธอเข้าไปในบ้านทันที
อันจิ่วเม่ยเดินเข้ามาสำรวจลานบ้านเล็ก ๆ ซึ่งแม้จะมีขนาดเล็กและทรุดโทรมไปบ้าง แต่ทุกที่กลับถูกจัดการอย่างสะอาดเรียบร้อย เห็นได้ชัดว่าฟางหรูเป็นคนรักความสะอาดและขยันขันแข็ง
“จิ่วเม่ย เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันย้ายมาอยู่ที่นี่?” ฟางหรูถามด้วยความประหลาดใจ
“ฉันไปหาพี่ที่บ้านหลังเก่า พี่สาวข้างบ้านเป็นคนบอกที่อยู่นี้ให้ค่ะ ฉันกังวลนิดหน่อยเลยคิดว่าจะมาดูสักหน่อย แต่พอเห็นพี่มีความสุข ขนาดนี้ ฉันก็ดีใจมากจริง ๆ ”
อันจิ่วเม่ยตอบพลางนั่งลงบนม้านั่งไม้เล็ก ๆ ที่วางอยู่ในลาน ขณะที่ฟางหรูเดินไปรินน้ำมาให้ พลางพูดอย่างร่าเริง
“จะไม่สดใสได้ยังไงล่ะ? ตอนนี้ฉันอยู่คนเดียวแล้ว แม้บ้านหลังเล็กนี้จะเก่าไปหน่อย แต่ก็ไม่มีเรื่องวุ่นวายใจจากครอบครัวใหญ่ ทุกวันไม่ต้องคอยรับใช้ใครอีกแล้ว ช่วงนี้ฉันก็ลาหยุดจากงานที่ร้านสหกรณ์ด้วย ถือโอกาสพักผ่อนให้เต็มที่ ชีวิตดีขึ้นมากเลยล่ะ!”
ฟางหรูพูดด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข สายตาเปล่งประกายความโล่งใจและเบิกบานอย่างแท้จริง
ขณะพูด เธอไม่หยุดมือ หันไปหยิบขนมและผลไม้ที่ซื้อมาจากตู้มาให้อันจิ่วเม่ยรับประทาน
“เอาเลยจิ่วเม่ย อย่าเกรงใจนะ”
ฟางหรูมีเงินเดือนจากงานที่ร้านสหกรณ์ อีกทั้งยังซื้อของได้สะดวกพร้อมส่วนลดพิเศษ ทำให้ที่บ้านไม่เคยขาดของกินพวกนี้
ครั้งก่อนที่อันจิ่วเม่ยไปเยี่ยมเธอที่บ้านตระกูลสามี ฟางหรูไม่ได้เอาขนมหรือผลไม้ออกมาต้อนรับ เพราะตู้เก็บของถูกแม่สามีล็อกไว้ และเธอไม่มีแม้กระทั่งกุญแจ
อันจิ่วเม่ยไม่เกรงใจ หยิบเค้กไข่ชิ้นหนึ่งมากินอย่างสบายใจ ขณะที่เธอถามฟางหรูด้วยความอยากรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในตอนนี้
“พี่ฟางหรู ตั้งใจจะปล่อยให้เรื่องนี้ยืดเยื้อไปเรื่อย ๆ เหรอ? แล้วทางสหกรณ์ล่ะ ถ้าพี่หยุดงานนาน ๆ แบบนี้จะไม่เป็นอะไรแน่เหรอ?”
ในยุคนี้ การหางานทำไม่ใช่เรื่องง่าย หลังจากที่ฟางหรูหย่าขาดยังต้องพึ่งพางานที่ร้านสหกรณ์เป็นหลักในการเลี้ยงชีพ