ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 151 เตรียมพร้อมสู่การเจรจาความร่วมมือครั้งใหม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 151 เตรียมพร้อมสู่การเจรจาความร่วมมือครั้งใหม่
บทที่ 151 เตรียมพร้อมสู่การเจรจาความร่วมมือครั้งใหม่
ย่าอันได้ยินแล้วรู้สึกปลื้มใจมาก พูดด้วยรอยยิ้มอบอุ่นว่า “ใช่แล้วจ้ะ พวกเราช่วยอะไรได้ไม่มาก แค่นี้ก็ดีมากแล้ว”
การที่อันจิ่วเม่ยเต็มใจช่วยเหลือครอบครัวของหลานสาวเช่นนี้ เกินความคาดหมายของย่าอันมาก เธอรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง ไม่ว่าอันจิ่วเม่ยจะตัดสินใจทำสิ่งใด ย่าอันก็พร้อมสนับสนุนทุกอย่างอย่างเต็มที่
ระหว่างมื้ออาหารที่ย่าหลานนั่งทานด้วยกัน อันจิ่วเม่ยเริ่มพูดถึงแผนการของตัวเองด้วยน้ำเสียงจริงจัง “คุณย่าคะ พรุ่งนี้หนูตั้งใจจะไปโรงงานอาหารค่ะ หนูอยากลองคุยเรื่องความร่วมมือเกี่ยวกับเต้าหู้ที่เราทำกันดู”
ในช่วงเวลาว่าง อันจิ่วเม่ยมักจะช่วยย่าอันทำเต้าหู้ มีทั้งเต้าหู้สด เต้าหู้ยี้แบบดั้งเดิม และเต้าหู้ยี้น้ำมันหมาล่า ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ย่าอันและเธอช่วยกันคิดค้นและทำอย่างพิถีพิถัน
เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและเตรียมความพร้อมสำหรับการเจรจา อันจิ่วเม่ยจึงวางแผนล่วงหน้าอย่างรอบคอบ เธอจัดเตรียมชุดตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทั้งหมดไว้อย่างเรียบร้อยและเป็นระเบียบ พร้อมนำเสนอในวันที่ต้องไปเจรจากับโรงงานอาหาร
“ได้สิ เดี๋ยวกินข้าวเสร็จ ย่าจะช่วยเตรียมให้นะ!”
ย่าอันพูดด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น สายตาเปี่ยมไปด้วยความหวังและความภูมิใจ หัวใจของหญิงชราพองโตด้วยความตื่นเต้น
หากหลานสาวสามารถประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง ตำแหน่งของอันจิ่วเม่ยในหมู่บ้านจะมั่นคงจนไม่มีใครสามารถสั่นคลอนได้ แม้แต่คนในตระกูลหลี่ก็ต้องคิดให้รอบคอบก่อนจะกล้าหาเรื่อง
ความคิดนี้ทำให้ย่าอันรู้สึกโล่งใจอย่างมาก เพราะไม่ต้องกังวลว่าหลานสาวจะถูกรังแกอีกต่อไป
เพียงคิดแบบนี้ หญิงชราก็รู้สึกมีพลังขึ้นมาทันที!
อันจิ่วเม่ยเห็นย่ามีท่าทีแบบนี้ก็อดรู้สึกอบอุ่นใจไม่ได้ แต่เธอยังคงพูดด้วยความอ่อนโยนว่า “ไม่ต้องหรอกค่ะคุณย่า เรื่องนี้หนูต้องทำเอง พรุ่งนี้เวลานำเสนอให้คนอื่นดู หนูจะได้รู้สึกมั่นใจ”
ย่าอันพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะพูดด้วยความรักเต็มเปี่ยมว่า “งั้นหลานไปทำเต้าหู้เถอะ เดี๋ยวย่าจะจัดการงานในครัวเอง”
“ได้ค่ะ”
อันจิ่วเม่ยยิ้มตอบ งานในครัวครั้งนี้ไม่ได้หนักเกินไป ย่าอันจึงยินดีช่วยโดยไม่แย่งหน้าที่ของเธอ
ย่าอันยังพูดอีกว่า “เมื่อวานย่าเห็นเธอซื้อผ้ากลับมา อยากทำเสื้อผ้ากระโปรงอะไร หลานวาดออกมาเลยย่าจะทำให้สวย ๆ”
เมื่อมองดูหลานสาวสวมใส่ชุดที่ตนเองตัดเย็บด้วยมือ ย่าอันรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่คิดว่าเธอจะสามารถทำเสื้อผ้าที่ประณีตและทันสมัยได้ขนาดนี้
แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะหลานสาววาดแบบได้ดี แต่นั่นก็ไม่ได้ลดทอนความรู้สึกประสบความสำเร็จของเธอแต่อย่างใด
อันจิ่วเม่ยหัวเราะคิกคัก “คุณย่าคะ ผ้าพวกนั้นหนูไม่ได้ตั้งใจจะใช้เอง หนูอยากจะหาคนมาตัดเย็บแล้วเอาไปขายค่ะ”
เนื่องจากเสื้อผ้าต้องนำไปขายและผลิตในปริมาณมาก อันจิ่วเม่ยจึงไม่อยากให้คุณย่าต้องเหนื่อยเกินไป เธอจึงไม่ได้บอกแผนการทั้งหมดกับย่าโดยตรง
แต่เมื่อย่าอันถามขึ้นมาอย่างตรงไปตรงมา เธอก็ไม่สามารถปิดบังได้อีกต่อไป หญิงชราฟังแล้วตกใจเล็กน้อย เพราะในยุคนี้การผลิตเสื้อผ้าเพื่อขายเองไม่ใช่เรื่องที่นิยมทำกัน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูง
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าย่ากังวลเรื่องอะไร เธอจึงพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “คุณย่าไม่ต้องกังวลนะคะ หนูรู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
เธออธิบายเพิ่มเติมว่าเธอจะหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยทำงาน และทุกอย่างจะดำเนินไปด้วยความระมัดระวัง ผลประโยชน์ของทุกฝ่ายผูกโยงกันไว้อย่างชัดเจน ไม่มีใครเสียเปรียบ และจะไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน
ย่าอันฟังแล้วก็พยักหน้า แม้จะยังมีความกังวลอยู่บ้าง แต่เธอเชื่อในความสามารถของหลานสาว จึงพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ยังไงย่าก็ว่างอยู่แล้ว ย่าเองก็ทำได้ ใช้จักรเย็บผ้ามันไม่ยากหรอก ทำอะไรสักอย่างก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย”
ช่วงนี้ย่าอันไม่ได้สานตะกร้าแล้ว งานทำเต้าหู้บ้างก็ไม่ได้กินเวลาอะไรมาก เธอจึงยังมีเวลาว่างเหลือเฟือ การได้ทำงานช่วยหลานสาวก็เหมือนเป็นการใช้เวลาให้เกิดประโยชน์
หลังจากย้ายมาอยู่บ้านใหม่ เธอรู้สึกว่าร่างกายแข็งแรงขึ้นทุกวัน สายตาก็มองเห็นชัดขึ้น ร่างกายรู้สึกกระฉับกระเฉงมากขึ้นกว่าที่เคย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะหลานสาว เธอจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระของหลานสาวให้ได้มากที่สุด
อันจิ่วเม่ยฟังแล้วรู้สึกทั้งซาบซึ้งและลังเล เธอรู้ดีว่าย่าอยากช่วย แต่ในใจลึก ๆ เธอกลัวว่าย่าจะทำงานหนักเกินไป โดยเฉพาะเวลาที่เธอไม่อยู่บ้าน
เธอเลี้ยงดูคุณย่าเพื่อให้ท่านมีความสุข ไม่ใช่เพื่อให้ท่านกลายมาเป็นแรงงานในแผนการของเธอ
“จิ่วเม่ย ให้ย่าช่วยทำงานบ้างเถอะจ้ะ” ย่าอันพูดด้วยน้ำเสียงอ้อนวอน “ออกไปข้างนอกนั่งเล่นสองสามวันก็ไม่ได้สนุกอะไรเลย อยู่บ้านเฉย ๆ ก็มีแต่ดูเจ้าลูกหมาสามตัวเล่นกันไปมาเท่านั้น ถ้าย่าไม่ได้ทำอะไรเลย ย่ารู้สึกไม่ดีจริง ๆ หลานวางใจได้เถอะ ย่าจะทำตามกำลังของตัวเองแน่นอน ได้ไหมจ๊ะ?”
ย่าอันมองเธอด้วยสายตาเว้าวอน ราวกับอยากจะจับมือหลานสาวแกว่งไปมาเพื่อขอร้อง แววความจริงใจในดวงตาของย่าทำให้อันจิ่วเม่ยถึงกับลังเลใจอย่างหนัก
เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ อันจิ่วเม่ยจะพูดอะไรได้อีกล่ะ? ก็ต้องตกลงสิ!
“ก็ได้ค่ะคุณย่า แต่คุณย่าต้องสัญญาว่าจะทำตามกำลังของตัวเองนะคะ” อันจิ่วเม่ยยอมใจอ่อน พร้อมทั้งเล่าแผนการของเธอให้ฟัง
“หนูตั้งใจจะลองทำเสื้อผ้าสักสองสามตัวก่อนค่ะ” เธอพูดอย่างใจเย็น
ย่าอันได้ยินดังนั้นก็มองหลานสาวด้วยสีหน้าประหลาดใจ “แค่นี้เองเหรอ?”
ย่าอันเดิมทีคิดว่าหลานสาวจะทำในปริมาณมาก เพราะได้ยินว่ากำลังวางแผนหาคนมาช่วยงาน ที่ไหนได้ กลับมีแค่แผนเริ่มต้นเล็ก ๆ เพียงเสื้อผ้าสองสามตัว ซึ่งดูแล้วแทบจะไม่พอให้เธอคนเดียวทำเลยด้วยซ้ำ
“ก็แค่ลองทำชั่วคราวเท่านั้นค่ะ ยังไม่ได้ทำในปริมาณมาก” อันจิ่วเม่ยพูดพร้อมยิ้มอย่างจนใจ
นี่เป็นเพียงการเริ่มต้น ถ้าทำมากเกินไปตั้งแต่แรก อาจจะเกิดปัญหาตามมาได้ เธออธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พูดอีกอย่างนะคะ ปริมาณที่ทำตอนนี้ แม้จะมีใครมาเจอเข้า ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะกฎระเบียบน่ะตายตัว แต่คนเรามีชีวิต สิ่งที่ทุกคนต้องการก็ไม่จำเป็นต้องหาซื้อได้จากร้านสหกรณ์เสมอไป คนระดับบนก็มักจะมองข้ามไปบ้าง ไม่ได้เข้มงวดขนาดนั้น สิ่งที่หนูกำลังทำอยู่นี้ยังอยู่ในขอบเขตที่ปลอดภัยค่ะ”
ย่าอันฟังแล้วก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เธอพูดตรง ๆ พร้อมรอยยิ้มมั่นใจว่า “งั้นหลานไม่ต้องไปหาคนอื่นมาช่วยหรอก ย่าคนเดียวก็ทำได้หมด หลานแค่วาดแบบมาให้ย่าก็พอ หลานไม่ได้รีบใช้ใช่ไหม?”
อันจิ่วเม่ยส่ายหน้าเบา ๆ “ไม่รีบหรอกค่ะ หนูต้องจัดการเรื่องความร่วมมือกับโรงงานอาหารให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยมาจัดการเรื่องเสื้อผ้า”
“งั้นยิ่งไม่ต้องหาคนอื่นเลย! แค่ย่าคนเดียวก็พอ ทำได้แน่นอน!”
ย่าอันพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจและภูมิใจจนเห็นได้ชัด
อันจิ่วเม่ยยิ้มรับ พลางพูดตามน้ำด้วยน้ำเสียงแซวเล็ก ๆ “ได้ค่ะ ๆ รู้แล้วว่าคุณย่าเก่งที่สุด! เดี๋ยวหนูจะจ่ายค่าแรงให้ด้วยนะคะ!”
“จ่ายค่าแรงอะไรกัน ไม่เอา ๆ!” ย่าอันส่ายหน้าอย่างรัว พลางโบกมือไปมาอย่างเด็ดขาดจนเกิดเป็นเงาพร่ามัวในอากาศ
อันจิ่วเม่ยตอบรับด้วยปาก แต่ในใจยังคิดจะให้ ไม่ว่าเมื่อไหร่ มีเงินติดตัวก็จะไม่ตื่นตระหนก ย่าก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
วันรุ่งขึ้น อันจิ่วเม่ยจัดการเตรียมเต้าหู้ยี้ที่หมักไว้อย่างดี และเต้าหู้ชนิดต่าง ๆ ที่เธอเตรียมไว้ให้เรียบร้อย ก่อนจะนำทั้งหมดใส่ลงในตะกร้าสะพายหลังอย่างระมัดระวัง
เมื่อจัดทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เธอก็สะพายตะกร้าขึ้นหลังและออกเดินทางไปยังโรงงานอาหารด้วยความมุ่งมั่น
ก่อนหน้านี้เธอได้พูดคุยกับหัวหน้าโรงงานอาหารไว้แล้ว หัวหน้าบอกว่าเพียงแจ้งว่าจะมาหาเขา ก็จะมีคนพาเธอเข้าไป อันจิ่วเม่ยจึงไม่ลังเล ตรงไปยังประตูทางเข้าโรงงานอาหารและแจ้งกับยามประตู
เมื่อยามได้ยินว่าเธอเคยติดต่อกับหัวหน้าไว้แล้ว ก็ไม่ได้ตรวจสอบเข้มงวดเหมือนทางโรงงานเสื้อผ้า เพียงถามข้อมูลเล็กน้อย ก่อนจะปล่อยให้เธอเข้าไปได้ทันที