ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 16 บ้านตระกูลหลี่ปรึกษาหารือกัน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 16 บ้านตระกูลหลี่ปรึกษาหารือกัน
บทที่ 16 บ้านตระกูลหลี่ปรึกษาหารือกัน
รอยยิ้มอุ่นละมุนปรากฏบนใบหน้าเหี่ยวย่นของคุณย่าอัน ดวงตาเป็นประกายเมื่อมองไปยังหลานสาวที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ในที่สุดวันที่เธอรอคอยก็มาถึง เด็กน้อยที่เธอทะนุถนอมดุจแก้วตาดวงใจ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับโลกกว้างแล้ว
ท่ามกลางความเงียบสงัด อันจิ่วเม่ยโน้มตัวเข้ามากระซิบข้างหูคุณย่า
“คุณย่า ไม่ต้องกังวลนะคะ หนูสัญญาว่าพวกเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน… เพราะหนูไปเจอทองคำก้อนใหญ่มาค่ะ!”
“ว่าไงนะ?! เก็บอะไรได้นะ ยัยหนู พูดใหม่ซิ!” ดวงตาของคุณย่าเบิกกว้างด้วยความตกใจ
อันจิ่วเม่ยยิ้มกริ่ม โน้มตัวมากระซิบข้างหูคุณย่าอีกครั้ง “ทองคำค่ะคุณย่า! ก้อนใหญ่มากเลยนะคะ หนูเจอตอนเดินกลับบ้านนี่เอง โชคดีสุด ๆ ไปเลยใช่มั้ยล่ะคะ”
ย่าอันรีบเอามือปิดปากหลานสาวแทบไม่ทัน มองซ้ายมองขวาราวกับกลัวว่าจะมีหนูแอบฟังอยู่
“ชู่ววว เบา ๆ สิยัยหนู เรื่องแบบนี้ตะโกนบอกชาวบ้านเขาไปทั่วรึไง?”
ใบหน้าเหี่ยวย่นของหญิงชราเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เธอลุกพรวดขึ้นไปตรวจประตูหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินกลับมาพร้อมกับสีหน้าเคร่งเครียด
“รู้มั้ยว่าเดี๋ยวนี้ข้างนอกมันอันตรายแค่ไหน ของแบบนั้นเก็บไว้ให้มิดชิดเลยนะ ห้ามบอกใครเด็ดขาด ไม่งั้นเรื่องใหญ่แน่!”
อันจิ่วเม่ยเห็นท่าทางแตกตื่นของคุณย่าแล้วก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ ในใจ
“ค่ะคุณย่า หนูรู้แล้ว แค่จะบอกว่าต่อไปนี้เราไม่ต้องลำบากแล้วต่างหาก” อันจิ่วเม่ยคว้ามือเหี่ยว ๆ ของย่าตัวเองมากุมไว้ สายตาเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น
“คุณย่า ต่อไปนี้ชีวิตของเราจะต้องดีขึ้นกว่านี้แน่นอนค่ะ!”
“ดีแล้ว ๆ ” คุณย่าอันยิ้มตอบหลานสาวพลางลูบศีรษะอันจิ่วเม่ยเบาๆ
แต่สัมผัสที่อ่อนโยนจากคุณย่ากลับไม่สามารถกลบเกลื่อนความรู้สึกแปลก ๆ ที่คืบคลานเข้ามาในใจอันจิ่วเม่ยได้เลย เธอรู้สึกถึงความขัดแย้งบางอย่าง
แม้รอยยิ้มของย่าจะอ่อนโยนเพียงใด แต่กลับมีเงาบาง ๆ สะท้อนอยู่ในดวงตา เหมือนมีเรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่ในดวงตาคู่นั้น
ยิ่งตอนนี้ใกล้ถึงเวลาที่อันจิ่วเม่ยจะต้องตายลงตามเนื้อเรื่องในนิยาย ความรู้สึกไม่ชอบมาพากลนี้ก็ยิ่งทวีคูณเหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้วเธอต้องหาให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ตอนนี้เนื้อเรื่องในนิยายไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว ตัวประกอบที่เธอเข้ามาอยู่ตอนนี้ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป
เธอไม่ได้แต่งงานกับชายสติไม่ดี ทั้งจัดการแม่เลี้ยงได้อยู่หมัดแถมยังได้แต่งานกับหลี่เจียเฟิ่ง เธอมั่นใจว่าไม่มีใครกล้ามารังแกเธอสองคนได้หรอก
แต่ทำไมเธอถึงรู้สึกแปลก ๆ ราวกับว่าเธอจะสูญเสียของสำคัญไป…
หัวใจของอันจิ่วเม่ยรู้สึกว้าวุ่นอย่างประหลาด ความไม่ชอบมาพากลแผ่ปกคลุมอยู่รอบตัว อันจิ่วเม่ยแอบพิจารณาใบหน้าของหญิงชรา ใบหน้านั้นยังเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ดวงตาทั้งคู่ก็ยังคงสดใส ไร้ซึ่งเค้าลางของความเจ็บป่วยใด ๆ แต่ความรู้สึกกระวนกระวายในใจของเธอกลับยิ่งทวีคูณขึ้น
มือเรียวบางเอื้อมไปคว้ามือเหี่ยวย่นของยายเอาไว้แน่น ราวกับกลัวว่าหากคลายมือออกไปร่างกายที่อบอุ่นตรงหน้าจะจางหาย
“ย่าค่ะ หนูสัญญาว่าจะดูแลย่าให้ดีที่สุดเลยค่ะ”
รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคุณย่าอัน มือเหี่ยวย่นบีบมือหลานสาวตอบ “จิ่วเม่ยของย่า เป็นเด็กดีจริง ๆ ขอบใจหลานมากนะ”
อันจิ่วเม่ยโอบกอดหญิงชราด้วยความรักใคร่ สัมผัสอันอบอุ่นจากร่างกายที่เริ่มโรยรา ทำให้ความตั้งใจแน่วแน่ในใจของเธอยิ่งทวีคูณขึ้น
‘หนูจะทดแทนความรักที่ย่ามีให้กับเจ้าของร่างเดิมอย่างดีที่สุด’ เธอพึมพำกับตัวเองแผ่วเบา ราวกับกำลังให้คำมั่นสัญญากับดวงวิญญาณที่จากไป
พอจัดแจงให้ย่าเข้านอนเรียบร้อย อันจิ่วเม่ยก็ย่องกลับห้องตัวเอง หยิบแท่งทองคำเล็ก ๆ ที่ ซ่อนไว้ใต้หมอนออกมาพิจารณาอย่างละเอียด
“ทองจริง ไม่ใช่ทองปลอม แจ่มเลย!” เธอถอนหายใจอย่างโล่งอก
ถึงตอนนี้เศรษฐกิจจะยังไม่ค่อยดี แต่อีกไม่กี่ปีประเทศก็เปิดแล้ว ค่อยหาทางเอาทองไปขาย หรือไม่ก็หาคนพาหนีไปใช้ชีวิตสุขสบายที่เมืองนอกก็ได้
“หลับฝันดีนะจ๊ะ ก้อนทองของฉัน” อันจิ่วเม่ยนกอดแท่งทองแน่น พลางวาดฝันถึงชีวิตแสนสุขสบาย
ทว่ายามค่ำคืนอันเงียบสงบกลับกลายเป็นค่ำคืนแห่งความร้อนระอุในบ้านตระกูลอัน ไฟในบ้านสว่างจ้าราวกับกำลังจัดงานเลี้ยง
สมาชิกในบ้านต่างตื่นเต็มตาเพราะเรื่อง ‘อันจิ่วเม่ย’ ที่ได้กลายมาเป็นสะใภ้ตระกูลหลี่จริง ๆ
เดิมทีหลี่เจียเฟิ่งเคยโสด เงินทองก็ไหลมาเทมาสู่ครอบครัวแบบไม่ขาดสาย แต่ตอนนี้ดันมี ‘เมีย’ มันจะง่ายเหมือนเดิมได้ยังไง ใคร ๆ ก็รู้ว่าหลี่เจียเฟิ่งไม่ใช่คนที่จะโดนใครบงการได้ง่าย ๆ
“แล้วแบบนี้น้องสามจะยังให้เงินเราใช้เหมือนเดิมมั้ยเนี่ย?” ลี่เฟยโพล่งขึ้นอย่างร้อนใจ ใครจะไม่ร้อนใจล่ะ!
จากว่าที่ลูกสะใภ้กลายเป็นแค่ ‘น้องสะใภ้’ แถมเงินกองโตที่เคยได้ก็คงหายวับไปกับตา คิดแล้วเศร้าใจยิ่งนัก!
คำพูดของหล่อนเหมือนปลุกทุกคนในห้องให้ตื่นจากภวังค์ หลายปีมานี้ พวกเขาใช้ชีวิตหรบายราวกับเศรษฐี ก็เพราะเงินของหลี่เจียเฟิ่งทั้งนั้น! ถ้าจู่ ๆ เงินหมด จะเอาอะไรกิน!
พ่อแม่ของพระเอกนั่งนิ่ง คิดหนัก พวกเขารู้แก่ใจว่า‘หลี่เจียเฟิ่ง’คงไม่ยอมให้พวกเขา ‘รีดไถ’ อีกต่อไป
แต่จะทำยังไงดีล่ะ! เงินทองของอร่อยกำลังจะลอยหายไปต่อหน้าต่อตา!
ชิวหรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ใจเย็นๆ กันก่อน ตอนนี้อย่าเพิ่งไปทำอะไรอันจิ่วเม่ยทั้งนั้นกลับกองทัพก่อน ค่อยว่ากัน!”
หลี่เจียเฟิ่งกลายเป็นขุมทรัพย์เดินได้ของครอบครัวไปซะแล้ว! ใครล่ะจะกล้าหือ กลัวโดนตัดงบจนกระเป๋าแฟบ! ทุกคนเลยต้องคอยประจบเอาใจ ยกให้เป็น ‘ผู้นำ’ ในการตัดสินใจทุกเรื่อง
วันหนึ่งลี่เฟยก็เสนอความคิดร้ายกาจ “ถึงน้องสามจะตัดญาติ แต่เรายังมีอันจิ่วเม่ยไง! ยังไงซะอนาคตก็ต้องเป็นสะใภ้เรา ไม่กราบไหว้พ่อแม่พี่ชายพี่สะใภ้อย่างเราได้ยังไง!”
อวี้หลัน สะใภ้รองตระกูลหลี่ แอบยิ้มมุมปาก พี่สะใภ้ใหญ่ของเธอแผนสูงจริง! อย่างน้อยก็เบาแรงไปได้เยอะไม่ต้องเหนื่อยบีบน้ำตาขอเงินน้องสาม
ดูอย่างครอบครัวพี่ใหญ่สิ ถึงมีลูกโง่ ๆ แต่ก็สบายไปทั้งชาติเพราะรู้จักวิธีหาเงิน
ส่วนอันจิ่วเม่ยจะเป็นตายร้ายดียังไง ใครสนกันล่ะ?
ลี่เฟยยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ “ว่าแต่แม่ พรุ่งนี้จัดการเรื่องน้องสามเสร็จแล้ว เรามาจัดการเรื่องแต่งงานลูกชายฉันต่อเลยดีไหม? เพ่ยอิงน่ะรวย ถ้าช้าเดี๋ยวมีคนคาบไปก่อน”
“ใจเย็น ๆ สิ รีบร้อนไปแล้วจะได้เมียดีให้ลูกชายรึไง” ชิวหรงเอ็ดเบา ๆ สายตาวาววับมองลูกสะใภ้คนโตอย่างรู้ทัน
“รอไม่ได้หรอกค่ะแม่ กอไผ่กำลังเบ่งบาน รอช้าเดี๋ยวมันก็เหี่ยวเฉาหมดหรอก” ลี่เฟยเถียงฉอด “ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน คว้าสะใภ้ก็ต้องคว้าตอนยังอุ่น ๆ อยู่แบบนี้แหละ”
หลี่ต้าหลงลูกชายคนโตของบ้าน เสริมทันควัน “แม่ครับ ยังไงก็ต้องหาคนมาดูแลหลี่ถังอยู่แล้ว พลาดครั้งนี้ไปจะหาว่าผมไม่บอกไม่ได้นะ”
ลี่เฟยยิ้มเจ้าเล่ห์ “นั่นสิคะแม่ ถ้าหลี่ถังไม่มีเมีย ก็ต้องให้เจ้าสามดูแลไปตลอดชีวิตเลยนะ ไหน ๆ ก็แย่งลูกสะใภ้พี่ชายไปแล้วนี่”
คำพูดของลี่เฟยทำเอาอวี้หลันถึงกับมองบน “พี่สะใภ้พูดแบบนี้ก็เกินไปแล้วนะคะ ใครแย่งใครกันแน่ ก็พวกพี่น่ะแหละไปสร้างเรื่องวุ่นวายไว้ ส่วนน้องสามก็แค่มาช่วยแก้ปัญหาให้ต่างหาก”
ลี่เฟยกำลังเอ่ยปากเถียงแต่เสียงตึง ๆ ของผู้อาวุโสที่สุดในบ้านก็ดังขึ้นเสียก่อน
“พอได้แล้ว ดึกป่านนี้ทะเลาะกันเสียงดัง เดี๋ยวคนอื่นก็พาตื่นกันหมดหรอก” เสียงตะโกนของหลี่เฉินฟู่ดังลั่น ทำเอาทุกคนในบ้านเงียบกริบ
“เรื่องนี้เอาไว้ก่อน รอเจ้าสามกลับค่ายแล้วค่อยว่ากัน ตอนนี้แยกย้ายกันไปนอนได้แล้ว! พรุ่งนี้ห้ามก่อเรื่องกันอีก เข้าใจไหม!”
หลี่เฉินฟู่พูดจบก็ทำท่าไล่ตะเพิดทุกคน แน่นอนว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องอื่นหรอก สนใจแค่ว่าใครจะมาจ่ายค่าข้าวเพิ่มต่างหาก จากนั้นทุกคนได้แต่เก็บปากเก็บคำ แล้วค่อย ๆ เดินกลับห้องตัวเองไป