ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 18 เปิดตัวสะใภ้ตระกูลหลี่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 18 เปิดตัวสะใภ้ตระกูลหลี่
บทที่ 18 เปิดตัวสะใภ้ตระกูลหลี่
อันจิ่วเม่ยพยายามกลืนความรู้สึกตื่นเต้นเอาไว้ แล้วตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “สวัสดีค่ะสหายต้าหวัง ขอบคุณล่วงหน้านะคะ”
“โธ่ พี่สะใภ้ไม่ต้องเกรงใจผมหรอก ผมกับเจียเฟิ่งนี่สนิทกันอย่างกับพี่น้องแท้ ๆ ชีวิตผมก็เจียเฟิ่งนี่แหละช่วยไว้! เอาล่ะ ๆ ไม่พูดพร่ำทำเพลงแล้ว เจียเฟิ่งนายรีบอุ้มพี่สะใภ้ขึ้นรถได้แล้ว อย่าให้เสียฤกษ์เลย!”
ทันทีที่สิ้นเสียงของต้าหวัง เสียงเชียร์ของเหล่าชาวบ้านก็ดังกระหึ่ม พร้อมใจกันส่งเสียงเชียร์ให้เจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาวขึ้นรถไปเริ่มต้นชีวิตคู่
หลี่เจียเฟิ่งไม่ทำให้ทุกผิดหวัง เขาก้มลงช้อนตัวอันจิ่วเม่ยขึ้นในอ้อมแขนราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยาย กลิ่นหอมของสบู่อ่อน ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของเขาโอบล้อมร่างเธอไว้ในทันที
อันจิ่วเม่ยถึงกับหน้าร้อนผ่าว รีบเอื้อมมือไปคล้องคอเขาไว้แน่น แต่ความกังวลที่มีมากกว่าความเขินอาย เธอถามขึ้นด้วยน้ำเสียงร้อนรน
“แล้ว…คุณย่าล่ะ…?”
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า เจ้าชายผู้แสนดีคนนี้จะจัดการให้เอง” เสียงทุ้มนุ่มแสนอบอุ่นกระซิบข้างหูอันจิ่วเม่ย หญิงสาวเบิกตากว้าง เธอไม่คิดว่าหลี่เจียเฟิงจะคิดเผื่อเธอขนาดนี้
“เอ่อ…หลี่เจียเฟิ่ง ขอบคุณนะคะ” เธอตอบกลับเสียงเบา หัวใจรู้สึกอบอุ่นแปลก ๆ
ความจริงแล้วการแต่งงานครั้งนี้มันก็แค่ละครฉากใหญ่ที่เธอเป็นคนบังคับเขาเอง
หลี่เจียเฟิ่งไม่จำเป็นต้องทุ่มเทอะไรขนาดนี้แค่พาเธอไปส่ง ๆ ต่อหน้าญาติ ๆ แค่นั้นก็พอแล้ว… ใครจะไปคิดว่าเขาจะใส่ใจกับรายละเอียดยิบย่อย ๆ พวกนี้
ไม่เพียงแค่ขับรถมารับเธอถึงที่แต่ยังเตรียมทั้งจักรยานที่หาได้ยากในยุคนี้ แถมยังมีวิทยุอีกต่าง ขนาดซื่อหงยังไม่กล้าหืออือกับเธอ ญาติฝ่ายหลี่เจียเฟิ่งคนอื่น ๆ ก็คงต้องคิดหนักก่อนจะกล้าทำอะไรเธอแน่ ๆ
“เราเป็นสามีภรรยากัน” หลี่เจียเฟิ่งตอบกลับเสียงเรียบ ไม่ต้องใช้คำหวานอะไรให้มากความ
ใช่…พวกเขาเป็นสามีภรรยากัน สิ่งที่เขาทำให้ทั้งหมดนี้มันคือหน้าที่ ต่อให้ไม่มีความรัก แต่เมื่ออยู่ด้วยกันแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อกัน ดูแลกันไปตลอดชีวิตคู่ของพวกเขาต้องดำเนินต่อไปให้ดีที่สุด
สิ่งที่ชายหนุ่มมอบให้อันจิ่วเม่ยยิ่งตอกย้ำความตั้งใจของหญิงสาวที่จะใช้ชีวิตคู่กับหลี่เจียเฟิ่งอย่างมีความสุข
เสียงประทัดดังกระหึ่ม บรรยากาศคึกคัก ต้าหวังเลยถือโอกาสชวน คุณย่าอันขึ้นรถไปกินเลี้ยงฉลองที่บ้านหลี่เจียเฟิ่งด้วยกันซะเลย
เด็ก ๆ ต่างส่งเสียงเฮฮาวิ่งตามรถไปติด ๆ ก็เล่นแจกขนมกันแบบนี้ ใครบ้างจะไม่อยากไป! แถมไปถึงบ้านตระกูลหลี่ยังมีขนมแจกอีกต่อรอบ วันนี้เป็นวันที่เด็ก ๆ ต่างพากันมีความสุขที่สุด!
บรรยากาศที่บ้านตระกูลหลี่ อิ่มเอมไปด้วยความอบอุ่น ลานบ้านถูกจัดเตรียมอย่างสวยงาม
แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เอื้ออำนวยให้จัดงานเลี้ยงใหญ่โต แต่ทุกคนก็เต็มใจเตรียมอาหารและจัดโต๊ะเล็ก ๆ เพื่อให้ญาติสนิท มิตรสหายได้มาร่วมรับประทานอาหารร่วมกัน ดูอบอุ่นและเป็นกันเอง
เดิมทีคนในครอบครัวของหลี่เจียเฟิ่งต่างคิดว่าเขาถูกบังคับให้แต่งงาน คงไม่พาอันจิ่วเม่ยกลับบ้านแน่ บางคนแอบคาดหวังว่าจะเห็นอันจิ่วเม่ยโดนเยาะเย้ย
แต่ทว่าความคาดหวังนั่นก็พลิกผันเมื่อรถยนต์หรูคันหนึ่ง ขับตรงเข้ามาจอดในลานบ้านอย่างสง่างาม
เสียงพูดคุยและการกระทำต่าง ๆ หยุดลงทันที ทุกสายตาจับจ้องไปที่ประตูรถ ภาพที่ปรากฏอยู่ตรงหน้า คือ อันจิ่วเม่ยในชุดที่ดูสวยสง่าถูกหลี่เจียเฟิ่งประคองลงจากรถด้วยความทะนุถนอมและความห่วงใย ราวกับสมบัติล้ำค่า
บรรยากาศที่เงียบไปครู่นิ่งกลายเป็นความตื่นเต้น ความอิจฉา และความชื่นชม ใครจะไปคิดว่าชายหนุ่มจะปฎิบัติต่ออันจิ่วเม่ยอย่างใส่ใจอย่างนี้
ลี่เฟยมองอันจิ่วเม่ยด้วยแววตาอิจฉาทั้งใบหน้าที่งดงาม ทั้งรูปร่างที่ดูยังไงก็น่าจะให้กำเนิดบุตรชายได้ ดูมุมไหนอันจิ่วเม่ยก็เหมาะจะเป็นลูกสะใภ้แบบที่เธอต้องการ!
ในมุมมืดที่ไม่มีใครสั่งเกตเห็น เพ่ยอิงกำลังจ้องมองดูภาพบรรยายกาศอันชื่นมื่นอย่างเงียบ ๆ ลมหายใจของเธอก็เริ่มติดขัด ดวงตาสุกใสแดงเรื่อขึ้นด้วยความน้อยอกน้อยใจ ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแววตาเกลียดชัง
คนอย่างอันจิ่วเม่ยควรจะแต่งงานกับไอ้โง่หลี่ถังสิ มันไม่ควรจะเป็นหลี่เจียเฟิ่งสิ แล้วนี่อะไร? ทำไมสองคนนั้นถึงได้มาลงเอยกันซะง่าย ๆ แบบนี้!
เพ่ยอิงยิ่งคิดก็ยิ่งอิจฉาจนแทบบ้า เธออยากจะพุ่งตัวไปลากอันจิ่วเม่ยออกมาจากงานแต่ง แล้วสวมชุดเจ้าสาวเข้าไปแทนซะเดี๋ยวนั้น!
แต่…ต่อให้เธอจะอิจฉาจนเลือดตาแทบกระเด็น แต่ถ้าทำแบบนั้นจริงๆ คงโดนหาว่าบ้าแน่ ๆ คงไม่ต่างอะไรกับคนโง่ ๆ ในตระกูลหลี่
พอเพ่ยอิงคิดได้แบบนั้นก็ต้องกัดฟันทนต่อไป ถึงจะขัดใจแค่ไหน เธอก็ต้องปล่อยให้งานแต่งต้องดำเนินต่อไปอยู่ดี
ทางด้านเจ้าสาวอย่างอันจิ่วเม่ยหลังจากถูกพาเข้าห้องพักผ่อนเรียบร้อย ส่วนต้าหวังกับย่าสุดที่รักของเธอก็ไปพูดคุยกับผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าว เพื่อให้สบายใจว่าหลานสาวสุดที่รักของเธอไม่ได้ถูกรังแก
งานนี้อันจิ่วเม่ยต้องขอบคุณต้าหวังจริง ๆ ที่คอยปลอบประโลมคุณย่าเธอ ไม่งั้นย่าก็คงไม่ยอมมาเหยียบที่นี่แน่ ๆ เพราะการที่ญาติฝ่ายเจ้าสาวมาร่วมงานเลี้ยงที่บ้านฝ่ายเจ้าบ่าวแบบนี้ ถือเป็นเรื่องไม่ค่อยสุภาพเท่าไหร่
แต่พอได้มาเห็นกับตาว่าหลานสาวไม่ได้ถูกรังแกอะไร คุณย่าก็เบาใจ ส่วนหลี่เจียเฟิ่งเจ้าบ่าวป้ายแดง ก็ต้องออกไปต้อนรับแขกเหรื่อตามธรรมเนียม ปล่อยให้อันจิ่วเม่ยนั่งเล่นอยู่ในห้องคนเดียว
อันจิ่วเม่ยที่นั่งรอในห้อง คอยกวาดสายตาสำรวจไปรอบ ๆ ห้อง ห้องนี้ไม่ได้กว้างขวางอะไรมาก คงเป็นเพราะหลี่เจียเฟิ่งไม่ค่อยได้อยู่บ้านเลยไม่ได้ตกแต่งอะไรมากมาย
มีเพียงเตียงนอนหนึ่งหลังกับตู้ใบเก่า ๆ ใบหนึ่ง ข้าง ๆ กันมีโต๊ะไม้เล็กๆ ตั้งอยู่ บนโต๊ะมีขนมหวานอย่างลูกอมและเมล็ดแตงโมวางอยู่ คงเตรียมไว้ต้อนรับเธอโดยเฉพาะ
เหนือหัวเตียงมีตัวอักษรมงคลแปะไว้ ช่วยเสริมสิริมงคลให้ผู้อยู่ ผ้าปูเตียงและปลอกหมอนสีเขียวทหารแบบเรียบง่าย แต่ดูสะอาดตา ส่วนผ้าห่มนั้นถูกพับอย่างเป็นระเบียบ
ทันใดนั้นเอง เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้นพร้อมกับประตูที่แง้มออก
เผยให้เห็นศีรษะเล็ก ๆ โผล่เข้ามาพร้อมกับเสียงหวานใส แต่แฝงแววขี้อายว่า “อาสะใภ้ค่ะ อาสามฝากมาบอกว่า อาสะใภ้ออกไปเล่นข้างนอกได้แล้ว ไม่ต้องขังตัวเองอยู่ในห้องแล้วนะคะ”
เจ้าของเสียงหวานใสนี้คือเสวี่ยเหยา ลูกสาวคนรองของลูกชายคนโตตระกูลหลี่ ถ้าเธอจำไม่ผิดปีนี้เด็กคนนี้น่าจะอายุ12ปีและยังมีเด็กหญิงซานซานที่เป็นลูกคนที่สาม
ทว่าน่าเสียดายที่ตระกูลหลี่นั้น ผู้ชายเป็นใหญ่ เห็นลูกชายสำคัญกว่าลูกสาว ทำให้สองพี่น้องมักถูกรังแกเสมอ
โดยเฉพาะเสวี่ยเหยาที่โดนทั้งปู่ ย่าและแม่แท้ ๆ ด่าอยู่เสมอ แถมยังต้องคอยดูแลน้องสาวอีก เลยยิ่งทำให้เธอเป็นเด็กขี้อายและขาดความมั่นใจ
แค่เดินมาบอกอันจิ่วเม่ยเสวี่ยเหยายังทำตัวไม่ถูก ระแวดระวังไปหมด บ่งบอกให้รู้ว่าเวลาที่เธออยู่บ้านนี้ถูกปฎิบัติแบบไหน
อันจิ่วเม่ยเห็นภาพเด็กน้อยตรงหน้าทำให้เธอนึกถึงเจ้าของร่างเดิม ที่ต้องอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างหวาดระแวงมาหลายปี ก็อดสงสารจับใจไม่ได้
อันจิ่วเม่ยส่งยิ้มหวานให้เสวี่ยเหยาก่อนจะลุกขึ้นหยิบลูกอมมายัดใส่มือเล็กๆ ของเด็กหญิง “หนูชื่ออะไรจ๊ะ?”
เสวี่ยเหยาจ้องลูกอมในมือตาแป๋ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองอันจิ่วเม่ยอย่างประหม่า “สะ…เสี่ยวเหยาค่ะ” เสียงเล็กๆ ตอบอย่างตะกุกตะกัก
ดวงตากลมโตของเสี่ยวเหยายังคงจ้องมองอันจิ่วเม่ยอย่างไม่แน่ใจ อาสะใภ้สามให้ลูกอมกับเธอจริงๆ เหรอ? ที่บ้าน ของอร่อย ๆ ต้องยกให้พี่ชายกินก่อนเสมอ เธอกับน้องสาวได้แต่นั่งมองตาละห้อย ปล่อยให้น้ำลายไหลไปวัน ๆ
แม่เคยบอกว่าเด็กผู้หญิงไม่จำเป็นต้องกินของดี ๆ ไม่เคยแม้แต่จะเอ่ยปากขออะไรให้ลูกสาวเลยสักครั้ง…
แต่…อาสะใภ้สามกลับใจดีกับเธอตั้งแต่เจอกันครั้งแรก แถมยังให้ลูกอมเธออีกด้วย! ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจดวงน้อยของเสี่ยวเหยา