ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 21 ฉีกหน้ากากตระกูลหลี่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 21 ฉีกหน้ากากตระกูลหลี่
บทที่ 21 ฉีกหน้ากากตระกูลหลี่
เฟยหมิงกับคนอื่น ๆ เห็นด้วยกับต้าหวังรีบพูดเสริมทันที “ใช่ ๆ ในเมื่อทำสัญญากันไว้ชัดเจนก็ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว หลี่เจียเฟิ่งแยกบ้านไป ก็ยังเลี้ยงดูพ่อแม่เหมือนเดิม ไม่ได้อกตัญญูสักหน่อย ปล่อยให้เขาไปมีชีวิตของตัวเองเถอะ”
“พวกคุณไม่รู้เรื่องอะไร! อย่าคิดว่าใส่สูทผูกไทด์แล้วจะมาข่มเหงชาวบ้านอย่างพวกเราได้!”ลี่เฟยโพล่งขึ้นเสียงดัง ขัดจังหวะบทสนทนา
ลี่เฟยเห็นว่ากลุ่มเพื่อนสนิทของหลี่เจียเฟิ่งยังไม่ยอมถอย เธอก็รีบเสนอหน้าออกมาทันที เรื่องนี้ต้องขยี้ให้เป็นเรื่องใหญ่! ต่อให้หลี่เจียเฟิ่งแยกบ้านได้สำเร็จ เธอก็จะลากมันลงนรกให้ได้!
ทุกคนมองลี่เฟยด้วยสายตาประหลาดใจ สงสัยว่าเธอสนใจเรื่องนี้ไปหน่อยหรือเปล่า? หลี่เจียเฟิ่งจะแยกบ้าน มันเกี่ยวอะไรกับเธอหนักหนา
“เอาล่ะ ๆ ตอนนี้ผู้นำหมู่บ้านก็อยู่ด้วย งั้นให้ผู้นำหมู่บ้านตัดสินเลยแล้วกัน!” เฟยหมิงพูดอย่างมั่นใจก่อนจะโยนระเบิดเวลาใส่เหวินฟู่ไปเต็ม ๆ
เหวินฟู่ได้ยินแบบนั้น ถึงกับหน้าซีด แยกบ้านมันก็แยกได้
แต่…มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแน่ ๆ
รู้งี้ไม่น่ารับไข่ไก่ที่บ้านหลี่เจียเฟิ่งเอามาให้เลย! ไม่งั้นตอนนี้คงไม่ต้องมานั่งปวดหัวแบบนี้! เหวินฟู่คิดอย่างเสียดาย
หลี่เฉินฟู่เห็นท่าไม่ดี รีบสะกิดภรรยา ชิวหรงเข้าใจแผนการในทันที ทรุดตัวลงไปร้องห่มร้องไห้โวยวาย
“ฮือ ๆ ๆ ฉันช่างน่าสงสาร ยังไม่ทันตาย ลูกชายก็จะทิ้งไปอยู่คนเดียวแล้ว แบบนี้ฉันจะอยู่ยังไง!”
“อึก…พวกคนเมืองใจร้าย ชอบมารังแกชาวบ้านตาดำ ๆ อย่างพวกเรา! ประสบความสำเร็จหน่อยก็ลืมกำพืด มาดูถูกคนจน ๆ คนอย่างพวกเราจะไปสู้อะไรคนรวยคนมีอำนาจได้!” ชิวหรงร้องห่มร้องไห้ ราวกับนางเอกละครผู้ถูกกระทำ
“ ฮือ ๆ ๆ เมื่อก่อนบ้านเมืองสงบสุข แต่เดี๋ยวนี้วุ่นวายไปหมด… โลกทุกวันนี้มันโหดร้าย”
เสียงร้องไห้โวยวายของชิวหรง ทำเอาเฟยหมิงและเพื่อน ๆ สะดุ้งโหยง อันจิ่วเม่ยแอบอมยิ้ม ปกติเห็นแต่ลี่เฟยกับซื่อหงอาละวาด แต่วันนี้ได้เห็นแม่สามีโชว์ฝีมือแสดงละคร เรียกได้ว่าเป็นนักแสดงระดับโปรจริง ๆ !
หลี่เจียเฟิ่งรู้ทันแผนการของแม่ จึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ถ้าไม่อยากแยกบ้าน ก็ตัดขาดความสัมพันธ์พ่อแม่ลูกกันไปเลยก็ได้ จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันเรื่องค่าเลี้ยงดูในอนาคต”
เฟยหมิงหน้าซีดเผือด รีบพูดสวนทันที “พูดบ้าอะไร! นี่มันเรื่องใหญ่ ถ้าผู้บังคับบัญชารู้เข้าจะหาว่านายประพฤติไม่ดี ระวังอนาคตดับวูบนะ!”
คนตระกูลหลี่ตาเป็นประกาย ในที่สุดพวกเขาก็เจอจุดอ่อนของหลี่เจียเฟิ่งแล้ว!
แต่หลี่เจียเฟิ่งกลับตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ก็ไม่เห็นเป็นไร… อย่างมากก็แค่ลาออก กลับมาทำนาที่บ้านเกิด”
ทุกคนอึ้งไป หลี่เจียเฟิ่งใจแข็งเกินคาด ส่วนเฟยหมิงได้แต่ส่ายหน้า นี่เพื่อนเขามันโง่หรือบ้า!
แต่ทว่าหลี่เจียเฟิ่งกลับเพียงชูหนังสือสัญญาให้ทุกคนดูอีกครั้งใต้สุดของเอกสารสัญญามีข้อความตัวเล็ก ๆ ที่ทำเอาคนทั้งหมู่บ้านฮือฮา
‘หากตระกูลหลี่ผิดสัญญา จะถือเป็นอันตัดญาติขาดมิตร ไม่มีการเกี่ยวข้องกันอีกตลอดชีวิต’
หลี่เจียเฟิ่งไม่เคยมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว เขารู้ดีว่าพ่อแม่เห็นแก่ตัว ไม่ใช่คนที่จะยอมตกลงอะไรง่าย ๆ ดังนั้นการหาทางหนีทีไล่ไว้จึงเป็นแผนการที่ดีที่สุด เขาจึงแอบใส่ข้อความนี้ลงไปในสัญญา
ใบหน้าของหลี่เฉินฟู่กับชิวหรงซีดเผือด ในตอนนั้นคู่สามีภรรยาตระกูลหลี่คิดว่าเด็กอย่างหลี่เจียเฟิ่งคงไม่กล้าพูดอะไรออกมาหรอก เพราะคนในหมู่บ้านต้องพร้อมจะรุมต่อว่าเขาแน่นอน
แต่ใครจะไปคาดคิดว่านอกจากหลี่เจียเฟิ่งจะยังกล้าพูดแล้ว ยังเลือกที่จะพูดกลางงานงานแต่งที่มีคนมากมายขนาดนี้!
ตอนนี้ตระกูลหลี่กลายเป็นตัวตลก ถูกประจานกลางงาน ไม่ใช่แค่แขกที่มาร่วมงาน แม้แต่ชาวบ้านที่ได้ยินข่าวต่างก็แห่กันมาดูเรื่องสนุก ราวกับเป็นงานรื่นเริง
แต่ท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะ หลี่เฉินฟู่กลับยืนนิ่ง ดวงตาที่จ้องมองลูกชายคนเล็ก เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ราวกับเสือร้ายที่พร้อมขย้ำเหยื่อ
“เจียเฟิ่ง! วันนี้แกอยากจะบีบให้ฉันตายไปเลยใช่ไหม!”
อันจิ่วเม่ยมองไปรอบ ๆ เห็นแต่ความวุ่นวายของเหล่าญาติ ๆ อันจิ่วเม่ยก็ได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ เฮอะ! ยังกล้าพูดว่าหลี่เจียเฟิ่งบีบคั้น พวกหน้าไม่อาย!
อันจิ่วเม่ยสุดทน เลยก้าวออกมาเผชิญหน้ากับหลี่เฉินฟู่อย่างองอาจ
“พ่อคะ พูดแบบนั้นไม่ถูกนะคะ เรื่องแยกบ้าน แยกครอบครัวนี่ตกลงกันไว้ตั้งนานแล้ว นี่ก็แค่ทำตามสัญญา แล้วมันกลายเป็นว่าหลี่เจียเฟิ่ง ไปบีบบังคับได้ยังไงคะ?”
“ตอนแรกที่บอกว่าจะส่งคนไปเป็นทหารก็เป็นพี่ชายคนโตแท้ ๆ แต่กลับสงสารพี่ใหญ่ กลัวเขาตาย เลยส่งหลี่เจียเฟิ่งไปแทน ตอนนั้นทำไมไม่คิดบ้างว่าเขาก็อาจจะตายเหมือนกัน!”
“แล้วนี่ หลี่เจียเฟิ่งออกไปตั้งนาน เคยส่งเสื้อผ้าดี ๆ หรือของกินอร่อย ๆ ไปให้เขาสักครั้งไหมคะ? ยิ่งกอากาศหนาว ๆ แบบนี้ เคยเป็นห่วงเขาบ้างรึเปล่า?”
อันจิ่วเม่ยพูดต่อด้วยน้ำเสียงมั่นคง “ที่ผ่านมาพวกคุณเห็น หลี่เจียเฟิ่งเป็นอะไรคะ? ก็แค่เครื่องมือหาเงินเท่านั้นแหละ! รู้ว่าถ้าเขาแต่งงาน เขาจะไม่ให้เงินอีก เห็นไหมล่ะคะ หลี่ถังโตจนแต่งงานได้ พี่สะใภ้ใหญ่ก็วิ่งหาผู้หญิงให้ทั่ว แต่กับหลี่เจียเฟิ่งล่ะคะ? กลับไม่เคยสนใจ!”
“ใจคนเราไม่ได้เย็นชาในวันเดียวนะคะ ที่หลี่เจียเฟิ่งเป็นแบบนี้ พวกคุณรู้อยู่แก่ใจ เลิกแสดงละครได้แล้วค่ะ หลักฐานก็มีถ้าไม่ยอมรับ ก็ไปคุยกันที่สถานีตำรวจเลยค่ะ!”
หลี่เจียเฟิ่งมองภรรยาสาวข้างกายอย่างประหลาดใจ ไม่คิดว่าเธอจะกล้าพูดแทนเขาแบบนี้ ก่อนหน้านี้เวลาที่หญิงสาวเจอคนเยอะ ๆ เธอก็ชอบทำเป็นกลัว ๆ เพื่อป้องกันตัวเองตลอด…
“นังเด็กนี่! ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่แกจะมาพูด!” ชิวหรงลุกพรวดขึ้นมาทันที ตอนนี้เธอทำอะไรหลี่เจียเฟิ่งไม่ได้ ก็ขอสั่งสอนเด็กคนนี้แทนก็แล้วกัน!
หลี่เจียเฟิ่งเห็นท่าไม่ดี รีบดึงอันจิ่วเม่ยมาหลบหลัง แต่เธอกลับไม่ขยับ แถมยังพูดเสียงดังฟังชัดว่า “ทำไมฉันจะพูดไม่ได้คะ? ฉันแต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่งแล้ว เขาคือสามีของฉัน! ในเมื่อพวกคุณรังแกสามีฉัน ทำไมฉันจะพูดเพื่อเขาไม่ได้?”
อันจิ่วเม่ยพูดพลางก้าวออกมาข้างหน้า ยื่นแขนออกมาปกป้องหลี่เจียเฟิ่งราวกับเป็นโล่กำบังอันแข็งแกร่ง
หลี่เจียเฟิ่งถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ เขาเคยชินกับการเป็นผู้ปกป้องคนอื่นมาตลอด แต่ครั้งนี้กลับมีคนมาปกป้องเขาเสียเอง
แม้ร่างกายของหญิงสาวจะเล็กและบอบบาง แต่กลับเปี่ยมไปด้วยพลังและความกล้าหาญ เธอยืนหยัดเผชิญหน้ากับสถานการณ์ตึงเครียดโดยไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย
หลี่เจียเฟิ่งนึกย้อนไปถึงคืนที่เขากลับบ้านมา หญิงสาวตรงหน้าเขาก็ใช้ความแข็งแกร่งแบบนี้ปกป้องตัวเองและผูกมัดชะตาของพวกเขาเข้าด้วยกัน
ทันใดนั้น ต้าหวังก็เอ่ยขึ้น “ถูกต้อง! ถ้าไม่ยอมก็ไปคุยกันที่สถานีตำรวจดีกว่า ผมสามารถติดต่อผู้บังคับบัญชาได้ทันที พวกคนผิดสัญญาแบบนี้สมควรติดคุกสักสามวัน ห้าวันเป็นอย่างน้อย!”
คำพูดของต้าหวังทำเอาชาวบ้านสะดุ้งโหยง พวกเขากลัวการเกี่ยวข้องกับตำรวจยิ่งกว่าอะไรเพราะรู้สึกว่าจะเป็นมลทินติดตัวไปชั่วชีวิต
ทุกคนต่างคิดว่าเรื่องอัปยศในครอบครัวไม่ควรเปิดเผย หากเรื่องนี้ไปถึงสถานีตำรวจ พวกเขาจะเชิดหน้าชูตาอยู่ในหมู่บ้านได้อย่างไร?
หลี่เฉินฟู่เห็นท่าทีแน่วแน่ของหลี่เจียเฟิ่ง ในที่สุดก็ยอมแพ้ “ได้ในเมื่อแกอยากแยกครอบครัวนัก ก็แยกไปเถอะ!”