ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 40 น้ำตาจอมปลอมของซื่อหง
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 40 น้ำตาจอมปลอมของซื่อหง
บทที่ 40 น้ำตาจอมปลอมของซื่อหง
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ซื่อหงเรียกย่าอันว่า ‘แม่’ แต่กลับฟังดูจอมปลอมและเสแสร้งอย่างเห็นได้ชัด
ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังใช้เรื่องคนสืบสกุลมาขู่ หวังจะให้ย่าอันตกใจกลัวจนยอมช่วยเหลือ
ย่าอันถามด้วยความตื่นตระหนก “เกิดอะไรขึ้น? หลานฉันโดนอะไร?”
ซื่อหงไม่รอช้า เริ่มแต่งเรื่องโกหกขึ้นมาทันที
“ตงหยางถูกรังแกในเมือง เลยมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่น ตอนนี้บาดเจ็บสาหัส ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลก้อนโต ฉันไม่มีเงินแล้ว มีแต่แม่เท่านั้นที่จะช่วยหลานชายได้!”
ซื่อหงร้องไห้น้ำตาเป็นสาย พลางดึงมือเหี่ยว ๆ ของย่าอันมากุมไว้แน่น
ย่าอันที่ตอนแรกตกใจแทบสิ้นสติ แต่พอรู้ว่าซื่อหงมาขอเงิน ก็กลับสงบลงอย่างน่าประหลาด ราวกับพายุที่สงบลงในชั่วพริบตา
“ฉันไม่มีเงินหรอก เธอไปขอยืมคนอื่นเถอะ” ย่าอันตอบกลับเสียงเรียบ ในใจนึกถึงแต่หลานสาวอันจิ่วเม่ย เธอรู้ดีว่าซื่อหงกำลังหมายตาเงินที่อันจิ่วเม่ยได้มาจากการแต่งงาน
แต่คราวนี้เธอจะไม่ยอมให้ใครมาแตะต้องเงินของหลานสาวอีกแล้ว เพราะนั่นคือสมบัติของอันจิ่วเม่ยโดยแท้จริง
ย่าอันปฏิเสธอย่างหนักแน่น พร้อมกับให้เหตุผลว่าอันจิ่วเม่ยเพิ่งแต่งงาน จะเอาเงินไปช่วยน้องชายได้อย่างไร อีกทั้งยังต้องรักษาหน้าตาไว้ต่อหน้าสามีด้วย
คุณย่าอันพยายามอธิบายอย่างมีเหตุผล เธอบอกว่าอันตงหยางเป็นหลานชายก็จริง แต่อันจิ่วเม่ยก็เป็นหลานสาวที่ดีกับเธอมาตลอด เธอไม่อาจทำให้หลานสาวเสียน้ำใจได้
ทันใดนั้น สีหน้าของซื่อหงก็เปลี่ยนเป็นเย็นชา เธอตวาดด้วยความโกรธ
“ยายแก่บ้า! แกไม่มีหัวใจบ้างหรือไง! อันตงหยางเป็นหลานชายแท้ ๆ ของแก แกจะปล่อยให้เขาตายโดยไม่เหลียวแลหรือไง! หลานสาวแกมันเงินตั้งเยอะแยะนิ”
ซื่อหงตวาดเสียงดัง น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชัง
“เงินนั่นเป็นของจิ่วเม่ยกับสามี มันไม่เกี่ยวกับตงหยาง เจ้าไปหาวิธีอื่นเถอะ” ย่าอันตอบกลับอย่างเด็ดขาด ไม่หวั่นไหวต่อคำพูดร้ายกาจของซื่อหง
ซื่อหงหัวเราะเยาะอย่างเหยียดหยัน “คนในบ้านยังไม่ช่วย แล้วใครที่ไหนจะให้ยืม! แกสมควรเป็นย่าของตงหยางหรือยังไงกัน! ยายแก่ไร้ประโยชน์! ตายไปซะยังจะดีกว่า!”
ด้วยความแค้นใจ ซื่อหงจึงหมุนตัวออกจากห้อง มุ่งหน้าไปยังห้องของอันจิ่วเม่ยทันที ตั้งใจจะขโมยเงินทองไปช่วยลูกชาย ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม!
แต่ย่าอันไม่ได้โง่ สายตาเฉียบคมของเธอจับจ้องมองเงาร่างของซื่อหงที่เคลื่อนไหว เธอรู้ทันแผนการอันชั่วร้ายของลูกสะใภ้ จึงคว้าไม้เท้าคู่ใจ เดินตามออกไปเพื่อขัดขวาง
ขณะเดียวกัน อันจิ่วเม่ยและหลี่เจียเฟิ่งก็เพิ่งกลับมาถึงบ้าน สายตาของเธอสะดุดเข้ากับนายตำรวจสองนายที่ยืนอยู่หน้าประตู
อันจิ่วเม่ยกำลังจะเอ่ยทักทาย แต่แล้วก็ต้องชะงัก เมื่อเห็นซื่อหงวิ่งออกมาจากห้องย่าอันด้วยท่าทางลุกลี้ลุกลน มุ่งตรงไปยังห้องของเธอ ด้วยท่าทีที่ไม่น่าไว้วางใจ
ความโกรธพลันปะทุขึ้นในอกของอันจิ่วเม่ย ราวกับภูเขาไฟที่รอการระเบิด มือของเธอกำแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ร่างกายขับเคลื่อนด้วยพลังแห่งความเดือดดาล
หญิงสาวพุ่งทะยานเข้าไปในบ้านด้วยความเร็วปานสายฟ้าฟาด พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้น
นายตำรวจทั้งสองเห็นท่าไม่ดี จึงรีบวิ่งตามเข้าไปในบ้านทันที พวกเขามาที่นี่เพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เพื่อสร้างปัญหาเพิ่ม!
ซื่อหงตกใจสุดขีดเมื่อเห็นอันจิ่วเม่ยกลับมาเร็วกว่าที่คิด แถมยังมีตำรวจตามมาด้วย เธอรีบชักมือออกจากลูกบิดประตู ราวกับถูกไฟลวก แล้วฝืนยิ้มแหย ๆ ให้อันจิ่วเม่ย
“เอ่อ…จิ่วเม่ย กลับมาแล้วเหรอจ๊ะ?” ซื่อหงพยายามแก้ตัว
“น้องชายเธอมีเรื่องนิดหน่อย แล้วเธอไม่อยู่บ้าน ฉันก็เลยคิดว่า…”
อันจิ่วเม่ยตัดบทเสียงเย็น “แล้วยังไง? ฉันไม่อยู่บ้าน แล้วคุณก็มีสิทธิ์มาขโมยเงินของฉันงั้นเหรอ?”
ซื่อหงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน ต่อหน้านายตำรวจทั้งสอง “ไม่ ๆ ฉันจะไปขโมยเงินเธอได้ยังไง! ฉันแค่จะขอยืมนิดหน่อย พอช่วยน้องชายเธอเสร็จ ฉันจะคืนให้แน่นอน!”
“ยังไงตอนนี้เธอก็กลับมาแล้ว” ซื่อหงพยายามกู้สถานการณ์ “เธอให้ฉันยืมเงินหน่อยสิ แล้วขอยืมจักรยานด้วย ฉันจะไปรับน้องชายเธอกลับมาจากในเมือง”
ซื่อหงคิดว่าแผนการของเธอแนบเนียน ต่อหน้านายตำรวจ อันจิ่วเม่ยคงไม่กล้าปฏิเสธ พอได้เงินไปจัดการเรื่องของอันตงหยาง ตำรวจก็คงไม่มายุ่งวุ่นวายอีก ส่วนเรื่องที่จะคืนเงินหรือไม่ ก็ไม่มีใครรู้ เรื่องใหญ่จะกลายเป็นเรื่องเล็ก แล้วค่อย ๆ เลือนหายไปเอง
อันจิ่วเม่ยไม่ได้หลงกลแม้แต่น้อย เธอแค่นเสียงเย็นชา แล้วหันไปถามนายตำรวจ
“คุณตำรวจคะ อันตงหยางก่อเรื่องอะไรไว้ในเมืองเหรอคะ?”
นายตำรวจทั้งสองเดาว่าเธอคงเป็นพี่สาวของอันตงหยาง จึงเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังอย่างละเอียด พวกเขาคิดว่าเด็กสาวตรงหน้าคงอยากจะช่วยเหลือน้องชายตัวเอง
“ฮึ! บุกรุกบ้าน ลักทรัพย์ แถมยังทำร้ายร่างกายคนอื่นจนต้องเข้าโรงพยาบาล” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน พลางเหลือบมองนายตำรวจทั้งสองด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา
“คุณตำรวจคงคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ดีสินะคะ?”
ตำรวจทั้งคู่สบตากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของหญิงสาว
อันจิ่วเม่ยชี้นิ้วไปที่ซื่อหงแล้วเอ่ยต่อ “ก่อนฉันมา เธอก็พยายามงัดห้องฉันเพื่อขโมยเงินไม่ใช่หรอคะ? แม่ลูกคู่นี้ทำแบบนี้บ่อย ๆ นะ คืนก่อนฉันแต่งงาน อันตงหยางกับแม่ของเขาก็บุกเข้าห้องฉัน กวาดของไปจนเกลี้ยง ฉันต้องบังคับขู่เข็ญสารพัดกว่าจะได้ของคืน!”
อันจิ่วเม่ยหันกลับมามองตำรวจอีกครั้ง ใบหน้าเรียบเฉย ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด
“อันตงหยางทำผิด ก็ต้องได้รับโทษ ถ้าเป็นไปได้ ฉันอยากให้เขาติดคุกสักสองสามปี จะได้สำนึกผิดกับสิ่งที่ทำลงไป! ฉันไม่มีวันช่วยเขาเด็ดขาด”
ทันทีที่ซื่อหงได้ยินดังนั้น ความโกรธก็ปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟระเบิด เธอพุ่งเข้าใส่อันจิ่วเม่ยด้วยความแค้น แต่ตำรวจทั้งสองนายก็ไวกว่า เข้าสกัดและจับตัวเธอไว้ได้ทันเวลา ก่อนที่เธอจะมีโอกาสทำร้ายอันจิ่วเม่ย
“นังเด็กหน้าด้านไร้ยางอาย! ฉันจะสู้กับแกให้ตายไปข้าง!” คำพูดหยาบคายพรั่งพรูออกจากปากซื่อหง
“นั่นมันน้องชายแท้ ๆ ของแก แกพูดแบบนี้ได้ยังไง! แกทำร้ายเขาแล้วได้อะไรขึ้นมา?” ซื่อหงยังคงตะโกนลั่น
“สหายซื่อหง ถ้าคงยังไม่ใจเย็น เราจะพาคุณไปสถานีตำรวจให้ใจเย็นลงหน่อย!” ตำรวจคนหนึ่งตวาดเสียงดัง
ตอนนี้พวกเขาเข้าใจความหมายของ อันจิ่วเม่ยแล้ว จึงไม่อยากยืดเยื้อต่อไป
หลังจากทำให้ซื่อหงสงบลง อีกคนก็พูดว่า “ถ้าสหายไม่ไปเมืองกับเราเพื่อแก้ปัญหา เราก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย การกระทำของ อันตงหยาง อย่างน้อยก็ติดคุก 5 ปีขึ้นไปแน่”
ซื่อหงรู้แล้วสถานการณ์เริ่มเข้าขั้นวิกฤต เธอต้องรีบหาทางออก เธอจ้องตาขวางใส่ อันจิ่วเม่ยราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ ก่อนจะหันไปอ้อนวอนตำรวจขอเวลาเพิ่มอีกนิด
ตำรวจทำหน้าบึ้งตึง แต่ก็ยอมให้เวลาเพิ่มอีกแค่ครึ่งชั่วโมง ซึ่งไม่พอให้ซื่อหงกลับบ้านเกิดแน่ ๆ เธอจึงต้องวิ่งวุ่นไปทั่วหมู่บ้านเพื่อยืมเงิน แต่คนส่วนใหญ่กำลังทำงานในทุ่งนา
ท่ามกลางทุ่งนา ซื่อหงต้องวิ่งวุ่นตามหาผู้คนทีละคน หวังยืมเงินในยามยาก แต่ยุคนี้ ใครเล่าจะให้ยืมง่ายๆ แต่ละหยวนที่ได้มา ซื่อหงต้องแลกมาด้วยน้ำตาและคำอ้อนวอน สุดท้ายเธอก็รวบรวมเงินได้เพียง 20 หยวนเท่านั้น