ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 39 ลูกชายฉันเป็นคนดี
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 39 ลูกชายฉันเป็นคนดี
บทที่ 39 ลูกชายฉันเป็นคนดี
ขณะที่อันจิ่วเม่ยกำลังจินตนาการถึงชีวิตสุดแสนสบายในบ้านใหม่ โลกที่เธอเป็นเจ้าของที่ดินผืนงาม ปลูกพืชพันธุ์แปลก ๆ ใส่ชุดสวย ๆ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข
“ฮิฮิ…” เสียงหัวเราะเบา ๆ หลุดลอดออกมาจากริมฝีปากสีชมพูระเรื่อ
หลี่เจียเฟิ่งที่นอนอยู่บนพื้นข้าง ๆ ลืมตาขึ้นมองหญิงสาวที่นอนหลับอยู่บนเตียง เขาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเช่นกัน ความอบอุ่นแล่นผ่านเข้ามาในหัวใจ
เขาไม่รู้ว่าเธอกำลังฝันถึงอะไร แต่ สิ่งที่ทำให้เธอยิ้มได้ขนาดนี้ มันคงจะเป็นเรื่องที่ดีมากแน่ ๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น เสียงค้อนกระทบอิฐดังสนั่นไปทั่วหมู่บ้าน กลุ่มคนต่างบขยันทำงาน สร้างบ้านใหม่ตามแบบแปลนบ้านที่อันจิ่วเม่ยวาดไว้อย่างประณีต เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังเจื้อยแจ้วสร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและคึกคัก
แม้ร่างกายจะบอบบางเกินกว่าจะช่วยงานหนัก อันจิ่วเม่ยก็หาได้อยู่เฉย เธอคอยดูแลคนงานอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ยกน้ำหวานเย็นฉ่ำมาบริการให้พวกเขาได้คลายร้อน พร้อมกับรอยยิ้มหวานและคำพูดหยอกล้อที่ทำให้ทุกคนอารมณ์ดี
“อ่า… น้ำหวานของจิ่วเม่ย ชื่นใจจริง ๆ ” เสียงชมดังแซดซ้อง ทำเอาอันจิ่วเม่ยอมยิ้มแก้มปริ ความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือ แม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้หัวใจเธอพองโต
ขณะเดียวกัน ที่บ้านตระกูลอัน ซื่อหงที่กำลังวุ่นอยู่กับการเตรียมอาหารเช้า ท่ามกลางควันไฟและกลิ่นหอมฉุยพลันมีเสียงตะโกนแหบพร่าดังมาแต่ไกล ทำลายความสงบในยามเช้า
“ซื่อหง! ซื่อหง! ไปบ้านผู้นำหมู่บ้านเร็วเข้า! ลูกชายเธอสร้างเรื่องแล้ว!”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความร้อนรนและตื่นตระหนก ซื่อหงทิ้งตะหลิวในมือ วิ่งหน้าตั้งออกไปด้วยหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะ เธอวิ่งสุดชีวิตไปที่บ้านผู้นำหมู่บ้าน
เมื่อไปถึง เธอก็พบว่ามีตำรวจสองนายยืนรออยู่หน้าบ้านผู้นำหมู่บ้าน
“สหายใช่แม่ของอันตงหยางหรือเปล่าครับ?” เสียงทุ้มของตำรวจนายหนึ่งดังขึ้น ทำเอาซื่อหงตัวแข็งทื่อภาพเหตุการณ์เก่า ๆ ที่ลูกชายก่อเรื่องไว้ วิ่งวนอยู่ในหัว ความหวาดกลัวแล่นปราดไปทั่วร่าง
ซื่อหงพยักหน้าอย่างเชื่องช้า ริมฝีปากสั่นระริก แม้แต่จะสบตากับนายตำรวจเธอก็ยังไม่กล้า
“คุณตำรวจคะ ลูกชายฉัน…เขาเป็นอะไรหรือคะ? บะ…บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เสียงของเธอแผ่วเบาและสั่นเครือ เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
นายตำรวจทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง แววตานั้นเย็นชาและไร้ความรู้สึก ราวกับก้อนน้ำแข็ง ก่อนที่นายตำรวจนายหนึ่งจะเอ่ยถ้อยคำที่ทำให้หัวใจของซื่อหงแทบหยุดเต้น
“อันตงหยาง ลูกชายของคุณถูกจับในข้อหาบุกรุกและลักทรัพย์ เชิญสหายไปกับเราเดี๋ยวนี้ครับ”
คำพูดนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจ ซื่อหงรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง ขาสั่นเทาจนแทบทรุดลงไปกองกับพื้น
“ไม่จริง! ต้องเป็นการเข้าใจผิดแน่ๆ !” ซื่อหงโพล่งขึ้นเสียงดัง พลางคว้าแขนนายตำรวจไว้แน่นด้วยความสิ้นหวัง “ลูกชายฉันเป็นเด็กดี เขาไม่มีทางทำเรื่องแบบนั้นได้หรอก!”
แต่แววตาของนายตำรวจทั้งสองกลับไร้ซึ่งความลังเล บ่งบอกว่าพวกเขาไม่ได้พูดเล่น พวกเขาดูจะเบื่อหน่ายกับท่าทีปฏิเสธของซื่อหง จึงตัดสินใจเปิดเผยความจริงทั้งหมด
“นอกจากจะลักทรัพย์แล้ว อันตงหยางยังทำร้ายร่างกายเจ้าทุกข์จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้นอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล คุณต้องรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดด้วย”
คำพูดนั้นเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่ทำให้โลกของซื่อหงแตกสลาย เธอรู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความสิ้นหวัง
“ฉัน…ฉันจะไปหาเงินมาจากที่ไหน?” ซื่อหงพึมพำเสียงแผ่ว น้ำตาไหลรินอาบแก้ม ความสิ้นหวังกัดกินหัวใจของเธอจนแทบขาดรอน
ทันใดนั้น ร่างของซื่อหงก็ทรุดฮวบลงกับพื้น ดวงตาเบิกโพลง แต่กลับไม่มีเสียงร้องใด ๆ เล็ดลอดออกมา มีเพียงเสียงครางแผ่วเบา
“โอ๊ย…ฉันจะเป็นลม…ใครจะใช้หนี้ก็ตามใจ แต่ฉันไม่มีปัญญาจ่ายหรอกนะ…”
เธอพูดออกมาอย่างอ่อนแรง แต่กลับระมัดระวังไม่ให้ร่างกายกระแทกพื้นอย่างน่าสงสัย มือของเธอยังคงคลำพื้นอย่างแผ่วเบา ก่อนจะค่อย ๆ ทิ้งตัวลงนอนอย่างนุ่มนวล
ตำรวจสองนายและ ผู้นำหมู่บ้าน ยืนมองด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย พวกเขาไม่ใช่ว่าไม่มีความเห็นอกเห็นใจ แต่การแสดงของซื่อหงนั้นช่างโจ่งแจ้งเสียจนน่าขัน ตอนล้มยังระวังไม่ให้ตัวเองเจ็บ ใช้มือคลำพื้นก่อนถึงค่อย ๆ ทิ้งตัวลง
“คิดว่าพวกเราโง่หรือไง ซื่อหง! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” เหวินฟู่ตวาดเสียงดัง พลางกลอกตาอย่างเอือมระอา
“ลูกชายเธอไปก่อเรื่องไว้ในเมือง เธอเป็นแม่ก็ต้องรีบไปจัดการ! อย่ามาทำเป็นล้มพับอยู่ตรงนี้!” เหวินฟู่ตะโกนเสียงดังด้วยความโมโห รู้สึกอับอายขายหน้าต่อหน้านายตำรวจทั้งสอง
ในใจของเหวินฟู่กำลังครุ่นคิดถึงการแข่งขันหมู่บ้านดีเด่นที่กำลังจะมาถึง เขาภาคภูมิใจในผลงานการพัฒนาหมู่บ้านของตนเองอย่างมาก
แต่เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นจากสองแม่ลูกนี้ กลับมาสร้างความปั่นป่วนในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ทำให้เขาหัวเสียอย่างมาก
“ทำไมพี่น้องแท้ ๆ ถึงได้ต่างกันราวฟ้ากับดิน อันจิ่วเม่ยช่างเป็นเด็กดี ส่วนอันตงหยางกลับสร้างแต่เรื่องน่าอาย…” เหวินฟู่พึมพำกับตัวเอง พลางส่ายหน้าอย่างระอาใจกับการแสดงละครน้ำเน่าของซื่อหง
“ฮึ่ม! นิสัยแบบนี้คงได้มาจากแม่ไม่มีผิด ซื่อหง! ฉันบอกให้ลุกขึ้นได้แล้ว!”
แม้เหวินฟู่จะออกคำสั่งเสียงเข้ม แต่ซื่อหงก็ยังคงนอนนิ่งเฉย ราวกับไม่ได้ยิน ทำให้เหวินฟู่โกรธจัด ถึงกับใช้เท้าสะกิดเธอเบา ๆ เพื่อเรียกสติ แต่ก็ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ
ในที่สุด เหวินฟู่ก็หมดความอดทน หันไปพูดกับนายตำรวจทั้งสองว่า “สหายทั้งสอง ถ้าซื่อหงไม่สนใจชีวิตลูกชายตัวเอง ก็ปล่อยให้อันตงหยางนอนคิดถึงบาปกรรมในคุกไปเถอะครับ จะได้เลิกสร้างความเดือดร้อนให้สังคมเสียที!”
ทันใดนั้น ราวกับได้รับสัญญาณแห่งชีวิต ซื่อหงก็ดีดตัวลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
“ไม่ได้! พวกคุณอย่าจับลูกชายฉัน! อันตงหยางต้องถูกใส่ร้าย! เขาเป็นเด็กดี!”
ซื่อหงพร่ำเพร้อพลางพุ่งเข้าไปคว้าขากางเกงของนายตำรวจไว้แน่น ราวกับลิงเกาะต้นไม้ ไม่ยอมปล่อย
นายตำรวจทั้งสองที่ผ่านประสบการณ์มามากมาย ต่างก็รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของซื่อหง จึงขู่กลับไปว่า
“ปล่อยมือเดี๋ยวนี้! ถ้าไม่ปล่อย ผมจะจับสหายเข้าคุกไปอยู่เป็นเพื่อนลูกชายด้วย!”
ซื่อหงรีบปล่อยมือทันควัน แล้วรีบวิ่งกลับบ้านเพื่อไปหาเงิน
ซื่อหงที่วิ่งมาได้ครึ่งทางทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว ทำให้เธอชะงักฝีเท้า หาเงิน? จะไปหาเงินที่ไหนกัน?
เงินทั้งหมดก็ถูกอันจิ่วเม่ยเอาไปจนเกือบหมดแล้ว ส่วนที่เหลือก็ถูกอันตงหยางผลาญไปจนไม่เหลือแม้แต่เหมาเดียว ช่วงนี้เธอยังต้องคอยประจบอันจิ่วเม่ยเพื่อขอข้าวกินเลย แล้วจะเอาเงินที่ไหนไปช่วยลูกชายได้เล่า
เธอรอคอยวันที่อันตงหยางจะมาสั่งสอนอันจิ่วเม่ยแล้วเอาเงินมาให้ รอแล้วรอเล่า หวังแล้วหวังอีก แต่สุดท้ายสิ่งที่ได้รับกลับเป็นข่าวร้ายเช่นนี้ ถ้าอันตงหยางต้องติดคุกจริง ๆ ชีวิตของเธอคงจบสิ้น!
ซื่อหงเดินโซเซกลับบ้าน ราวกับคนเมา อันจิ่วเม่ยและหลี่เจียเฟิ่งออกไปดูแลการสร้างบ้าน ในบ้านจึงมีเพียงย่าอันที่อยู่เพียงลำพัง
ซื่อหงวิ่งพรวดพราดเข้าไปในห้องของย่าอัน ราวกับกำลังหนีไฟไหม้ ก่อนจะทิ้งตัวลงคุกเข่า น้ำตาไหลพรากอาบแก้ม พร้อมกับร้องตะโกนเสียงดัง
“แม่จ๋า! ช่วยอันตงหยางด้วย! หลานชายแม่กำลังจะตาย! ถ้าแม่ไม่ช่วย ตระกูลอันเราจะไม่มีคนสืบสกุลแล้วนะแม่!”
Pchaya
ปล่อยคนดีของแม่ติดคุกไปเถอะ ลูกฉันเป็นคนดี