ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 47 สมาคมแม่บ้าน ริมฝั่งแม่น้ำ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 47 สมาคมแม่บ้าน ริมฝั่งแม่น้ำ
บทที่ 47 สมาคมแม่บ้าน ริมฝั่งแม่น้ำ
ลี่เฟยปรายตามองซื่อหงด้วยความไม่พอใจ หากไม่ร้อนใจเรื่องลูกชาย เธอคงไม่เสียเวลาเดินทางมาหาซื่อหงถึงที่นี้หรอก ลี่เฟยสะบัดแขนออกจากการเกาะกุมของซื่อหงอย่างแรง
“ฉันไม่ขอเข้าไป แค่จะมาถามว่าเมื่อไหร่จะทำตามสัญญา หาเมียให้ลูกชายฉันสักที?!” ลี่เฟยถามเสียงเข้ม ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความไม่สบอารมณ์
ซื่อหงหน้าซีดเผือด เหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากเธอจะยิ้มแห้ง ๆ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“สหาย…สหายลี่เฟยใจเย็นๆ ก่อนสิ ฉันกำลังวางแผนอยู่นะ ตอนนี้ฉันต้องสร้างความสนิทสนมกับเพ่ยอิงก่อน”
“แหม! ช้าจังเลยนะ ระวังเป็ดจะบินหนีไปซะก่อนล่ะ!” ลี่เฟยแขวะกลับ เสียงเจือแววหงุดหงิด ทำให้ซื่อหงหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม
ขณะนั้น อันจิ่วเม่ยกำลังจะไปตามหลี่เจียเฟิ่งมากินข้าวที่บ้านหลังใหม่ แต่พอได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากข้างกำแพง ก็อดไม่ได้ที่จะแอบฟังด้วยความอยากรู้อยากเห็น ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น
“เอาน่า ใจเย็น ๆ พวกเรารู้จักกันมานาน ไม่เชื่อใจฉันอีกเหรอ?” ซื่อหงพยายามปลอบ แต่ลี่เฟยกลับกลอกตาอย่างเหนื่อยหน่าย
“หึ! จะให้เชื่อได้ยังไง ดูอย่างคราวที่แล้วสิก็ล้มเหลวไม่ใช่หรือไง?” ลี่เฟยย้อนถามด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
ซื่อหงหน้าเสียเหมือนถูกตบ รีบแก้ตัวพัลวัน “โธ่! สหายลี่เฟย อย่าพูดอย่างนั้นสิ คืนนั้นถ้าเธอถือชามให้แน่น ๆ ยายนั่นก็แย่งไปไม่ได้หรอก จะมาโทษฉันฝ่ายเดียวได้ยังไง”
เรื่องนี้ยังคงเป็นปมในใจของลี่เฟย แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการได้เพ่ยอิงมาเป็นสะใภ้! ถ้ายังชักอยู่เพ่ยอิงอาจถูกคนอื่นคาบเอาไปก่อน
คิดได้แบบนั้นลี่เฟยก็เร่งเร้าซื่อหงอีกครั้ง “เธอก็รีบๆ จัดการสิ!”
ซื่อหงถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย “ฉันก็อยากให้มันเร็วเหมือนกัน เพ่ยอิงมันไม่ใช่เด็กสาวที่ไร้เดียงสาเหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ”
ซื่อหงทำหน้าละห้อย เสริมด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “ฉันก็ไม่มีเงินติดกระเป๋า จะไปเสนอผลประโยชน์อะไรให้เธอได้ล่ะ เลยทำให้เธอยังระแวงฉันอยู่ ไม่งั้นสหายลี่เฟยคงไม่ต้องรอนานขนาดนี้หรอก”
ลี่เฟยจ้องตาซื่อหงเขม็ง น้ำเสียงเริ่มแข็งกร้าว
“นี่! ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วเหรอ ว่าเธอจะจัดการเรื่องนี้ให้ฉัน? อย่าบอกนะว่าจะมาพลิกลิ้น?”
“โอ๊ย! อย่าเข้าใจฉันผิดสิ” ซื่อหงรีบแก้ตัว
“ฉันแค่บอกว่า ที่เรื่องมันล่าช้าเพราะไม่มีเงิน ถ้าสหายลี่เฟย
อยากให้ทุกอย่างเร็วขึ้น ก็ต้องควักกระเป๋าบ้าง เอาเงินไปซื้อใจยายนั่นสิ รับรองว่าหลี่ถัง ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของสหาย ได้แต่งงานสมใจแน่ ๆ”
ลี่เฟยที่ตั้งใจจะปฏิเสธ แต่ด้วยความร้อนใจที่สะสมมานาน ทำให้ต้องชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามซื่อหงด้วยความระแวง
“เธอพูดจริงเหรอ?”
“แน่นอนสิ! ฉันจะกล้าโกหกสหายลี่เฟยได้ยังไงกัน?” ซื่อหงตอบอย่างออดอ้อน แถมยิ้มหวานอย่างประจบประแจง
ลี่เฟยครุ่นคิดอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะกัดฟันควักเงินจำนวนหนึ่งจากกระเป๋ายื่นให้ซื่อหง ใบหน้ายังคงตึงเครียดไม่คลาย
“รีบจัดการให้เสร็จ อย่าทำให้ฉันต้องรอนาน!” ลี่เฟยพูดเสียงเข้ม สั่งเสร็จแล้วก็หมุนตัวเดินออกไปทันที
อันจิ่วเม่ยที่แอบฟังอยู่เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดชัดเจนแล้ว เธอรีบพุ่งออกไปตามหาหลี่เจียเฟิ่ง ก่อนที่ซื่อหงจะเข้ามาเจอ
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าพวกนั้นวางแผนเล่นงานเพ่ยอิง แต่เรื่องราวคงไม่ง่ายอย่างที่คิดแน่ ๆ ซื่อหงต้องไม่พลาดโอกาสทองในการกำจัดเธอ ซึ่งนั่นหมายความว่า เธอต้องระวังตัวให้มากที่สุด
ค่ำคืนนั้นช่างอบอ้าว อันจิ่วเม่ยนอนพลิกตัวไปมาบนเตียงด้วยความกระวนกระวายใจ สมองคิดวนเวียนถึงแผนร้ายที่ซื่อหงอาจจะกำลังวางไว้ ความหวาดระแวงทำให้หัวใจเธอไม่สงบเลยแม้แต่น้อย
ซื่อหงเป็นคนที่อันตรายอย่างแท้จริง ความบ้าคลั่งของเธอทำให้อันจิ่วเม่ยขนลุกทุกครั้งที่คิดถึง หากเธอไม่ระวังตัวให้ดี แผนร้ายของซื่อหงอาจเล่นงานเธอได้ทุกเมื่อ!
หลี่เจียเฟิ่งที่นอนอยู่บนพื้นก็ไม่อาจข่มตาหลับได้เช่นกัน เมื่อได้ยินเสียงเคลื่อนไหวจากเตียงของอันจิ่วเม่ย เขาจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“เป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกร้อนนิดหน่อย” อันจิ่วเม่ยรีบหาข้ออ้างมาตอบ น้ำเสียงพยายามกลบเกลื่อนความกังวล
ในใจเธอไม่ต้องการให้หลี่เจียเฟิ่งรู้เรื่องที่เธอแอบได้ยินมา กลัวว่าเขาจะเกิดอาการ ‘ยุติธรรมมากเกินไป’ แล้วเข้าไปขัดขวางแผนการของลี่เฟยและซื่อหง ที่กำลังจะเล่นงานเพ่ยอิงจนเสียหมด
ไม่ได้! เธอคิดในใจ เพ่ยอิงกับหลี่ถังจะต้องคู่กัน ตามเรื่องราวในนิยายที่เธอรู้ดี การทำให้พวกเขาคบหากันอย่างถูกต้องย่อมดีกว่าที่จะปล่อยให้ความสัมพันธ์เกิดขึ้นในแบบที่ไม่ควร
ขณะเดียวกัน หลี่เจียเฟิ่งก็รู้สึกร้อนเช่นกัน เขานึกถึงพัดลมที่เคยเห็นขายในเมืองใหญ่ แต่ไม่แน่ใจว่าที่นี่จะมีหรือเปล่า
อย่างไรก็ตาม เมื่อสร้างบ้านใหม่ เขาตั้งใจว่าจะต้องซื้อทุกอย่างที่จำเป็น เพื่อให้ชีวิตของอันจิ่วเม่ยสะดวกสบายมากที่สุด แม้ว่าเขาจะไม่กล้าพูดออกมาตอนนี้ เพราะกลัวว่าหากพูดแล้วทำไม่ได้ เธออาจจะผิดหวัง
“นอนเถอะ พรุ่งนี้ยังมีงานต้องทำอีกเยอะ” หลี่เจียเฟิ่งพูดอย่างอ่อนโยน พยายามกล่อมให้เธอพักผ่อน
ทั้งคู่จึงค่อย ๆ หลับตาลงและปล่อยให้ความเหนื่อยล้าเข้ามาครอบงำจนหลับไปในที่สุด…เพียงแต่คืนนั้นอันจิ่วเม่ยกลับนอนตาตื่น!
เธอนอนไม่หลับ สมองยังครุ่นคิดวางแผนอะไรบางอย่างไม่หยุดหย่อน ผิดกับหลี่เจียเฟิ่งที่หลับสนิทไปแล้วอย่างไร้ความกังวล
เช้าวันรุ่งขึ้น อันจิ่วเม่ยก็ลุกขึ้นมาทำท่าอ่อนเพลีย แกล้งหาว ทำเป็นงัวเงีย เธอบอกกับหลี่เจียเฟิ่งว่านอนไม่พออยากพักอยู่บ้าน
หลี่เจียเฟิ่งรู้สึกเป็นห่วงทันที เขารีบตกลงให้อันจิ่วเม่ยอยู่พักผ่อน ไม่ทันรู้เลยว่าเขากำลังถูกหลอก…
เมื่อหลี่เจียเฟิ่งออกจากบ้านไป อันจิ่วเม่ยรีบลุกขึ้นจัดการงานบ้านอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความมุ่งมั่น ขณะที่มือเรียวควานหาผ้าเปื้อนสองสามผืนจากตะกร้า
“ย่าคะ หนูจะไปซักผ้าที่ริมแม่น้ำนะคะ” เสียงใสของอันจิ่วเม่ยดังขึ้น แม้เธอจะยังโกรธคุณย่าอยู่แต่ก็ต้องบอกให้รู้ ย่าจะได้สบายใจ
ในใจของอันจิ่วเม่ยตอนนี้เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย เธอต้องการหาเบาะแสเกี่ยวกับแผนการของซื่อหงให้ได้มากที่สุด และไม่มีที่ไหนจะเหมาะไปกว่า ‘สมาคมแม่บ้าน’ ริมฝั่งแม่น้ำอีกแล้ว
เสียงน้ำไหลและเสียงหัวเราะของหญิงสาวดังก้องไปทั่วบริเวณ อันจิ่วเม่ยสูดหายใจลึก รู้สึกถึงความตื่นเต้นที่แล่นปราดไปทั่วร่าง เมื่อเห็นกลุ่มเพื่อนเก่าและสาว ๆ คนอื่น ๆ กำลังซักผ้ากันอย่างขะมักเขม้น
รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าของเธอ นี่แหละ! โอกาสทองในการสืบข่าว
ขณะที่เดินเข้าไปใกล้ อันจิ่วเม่ยสังเกตเห็นกลุ่มหญิงสาวสามคนที่กำลังพูดคุยกันอย่างออกรส
อันจิ่วเม่ยชะงักเล็กน้อย ความทรงจำอันเจ็บปวดผุดขึ้นในใจ ภาพของยวี่เฟย เพื่อนรักที่ถูกสามีทำร้ายจนต้องจบชีวิตตัวเอง และเพื่อนอีกสองคนที่ชีวิตตกต่ำลงอย่างน่าเวทนา ความเศร้าและความโกรธเริ่มก่อตัวขึ้นในอก
ความมุ่งมั่นลุกโชนในดวงตาของอันจิ่วเม่ย เธอสูดลมหายใจลึก ปัดความทุกข์ทิ้งไป ก่อนจะยืดอกเชิดหน้าเดินตรงไปยังกลุ่มสาวๆ ด้วยท่าทางมั่นใจ
ในใจนั้นเต็มไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่ เธอจะต้องเปลี่ยนโชคชะตาของเพื่อน ๆ ให้ได้ แต่ก่อนอื่น เบาะแสเรื่องซื่อหงต้องมาก่อน
“พี่ยวี่เฟย พี่เหม่ยลี่ ผิงผิง!” เสียงใสของอันจิ่วเม่ยดังขึ้น พร้อมรอยยิ้มสดใสที่แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า
ความอบอุ่นเอ่อล้นในน้ำเสียง ราวกับเป็นน้องสาวแท้ ๆ ที่กลับมาพบพี่ ๆ หลังจากพลัดพรากไปนาน
ทันทีที่ได้ยินเสียงเรียก ทุกคนหันขวับมามองอันจิ่วเม่ยด้วยสีหน้าตื่นเต้น มือน้อย ๆ โบกไหวไปมาอย่างกระตือรือร้น เสมือนต้อนรับวีรสตรีที่กลับสู่บ้านเกิด
พวกเธอรีบขยับเบียดกันเปิดที่ว่างให้อันจิ่วเม่ยนั่งยอง ๆ ลง ราวกับเป็นพื้นที่พิเศษที่จัดเตรียมไว้สำหรับแขกผู้ทรงเกียรติ