ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 57 ฉันอยากหางานทำ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 57 ฉันอยากหางานทำ
บทที่ 57 ฉันอยากหางานทำ
หลี่เจียเฟิ่งมองภรรยาด้วยรอยยิ้ม อดรู้สึกภูมิใจในตัวเธอไม่ได้ ความมุ่งมั่นและความชาญฉลาดของอันจิ่วเม่ยคือพลังที่ขับเคลื่อนชีวิตใหม่ของพวกเขา
บ้านหลังนี้ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่เป็นจุดเริ่มต้นของความมั่นคงและความสุขในอนาคต
หลี่เจียเฟิ่ง ส่ายหน้า “ไม่เอา กำแพงดินปลอดภัยกว่า เดี๋ยวฉันไปหาดินเหนียวมา สามวันก็น่าจะเสร็จ”
เขากังวลว่าถ้าไม่อยู่บ้านรั้วไม้ไผ่ก็ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะคนบ้า ๆ อย่างเพ่ยอิงมาเข้ามาป่วนอีก
“ได้ ฉันจะทำตามที่คุณบอก” อันจิ่วเม่ย ตอบรับอย่างว่าง่าย แต่ในใจกลับคิดต่าง
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่ารั้วไม้ไผ่นั้นบางเบาราวกับใบไม้แห้ง แต่ก็กลัวว่าถ้าสร้างกำแพงหนาเตอะจะทำให้ชาวบ้านอิจฉาจนควันออกหู
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่ารั้วไม้ไผ่ที่มีอยู่นั้นบางเบาและเปราะบางไม่ต่างจากใบไม้แห้ง หากเกิดลมแรงขึ้นมาเมื่อไหร่ก็คงพังได้ในพริบตา
แต่ในใจก็ยังมีความกังวลลึก ๆ ถ้าหากสร้างกำแพงที่ดูแข็งแรงและโดดเด่นจนเกินไป คนในหมู่บ้านอาจพากันอิจฉาจนแทบจะควันออกหูกันไปหมด
และเธอเองก็ไม่อยากอาศัยอยู่ท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยาของผู้คนในละแวกนี้
ในขณะที่เธอกำลังครุ่นคิด หาทางออกอย่างระมัดระวัง สุดท้ายเธอก็นึกได้ว่าปัจจุบันผู้คนในหมู่บ้านหันมาใช้อิฐดินเหนียวราคาถูกที่มีความแข็งแรง แต่ยังคงดูเรียบง่าย ไม่โดดเด่นจนเกินไป มันเป็นทางเลือกที่ดูธรรมดา ไม่ดึงดูดสายตาผู้ใดให้มาสอดส่อง
ตกเย็น ทั้งอันจิ่วเม่ยและหลี่เจียเฟิ่งทำความสะอาดบ้านหลังใหม่เสร็จ ทั้งคู่ก็เดินกลับไปบ้านเพื่อเตรียมตัวมื้อเย็น หลังจากกินข้าวเสร็จ หลี่เจียเฟิ่งก็เอื้อมมือคว้าขนมหวาน ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ฉันจะไปหาลุงมู่เฉิน”
“ได้” อันจิ่วเม่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
ณ บ้านตระกูลมู่
แม้จะเพิ่งจ่ายค่าแรงไปหมาด ๆ แต่เมื่อหลี่เจียเฟิ่งปรากฏตัวที่หน้าบ้าน มู่เฉินก็ตกใจจนใจหายใจคว่ำ ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวคือบ้านที่สร้างเสร็จไปแล้วต้องมีปัญหาแน่ ๆ
ดวงตาเขาเบิกกว้างและหัวใจเต้นรัว ร่างกายแข็งเกร็งเตรียมรับฟังข่าวร้าย แต่พอได้ยินว่าหลี่เจียเฟิ่งมาเพียงเพื่อขอซื้ออิฐดินเหนียวเท่านั้น เขาถึงกับถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ โล่งอกอย่างเห็นได้ชัด
“เฮ้อ…นึกว่าเรื่องใหญ่อะไร ที่แท้ก็แค่มาซื้ออิฐดินเหนียวสินะ” มู่เฉินหัวเราะเบา ๆ อย่างผ่อนคลาย รอยยิ้มที่เคยหายไปกลับมาแต้มบนใบหน้าอีกครั้ง
ปกติแล้ว ในหมู่บ้านทุกคนสามารถทำอิฐดินเหนียวใช้เองได้ การทำอิฐไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแต่ต้องใช้เวลานานหลายวันกว่าจะรอให้อิฐแห้งสนิท
ชาวบ้านส่วนใหญ่จึงเลือกทำอิฐดินเหนียวเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น เพราะเก็บไว้ก็ไม่ได้ประโยชน์
แต่มู่เฉินนั้นต่างออกไป ในฐานะช่างรับเหมาสร้างบ้าน เขาเข้าใจดีว่าการมีอิฐดินเหนียวพร้อมใช้อยู่เสมอสำคัญขนาดไหน
ดังนั้นในลานบ้านของมู่เฉินจึงมีอิฐดินเหนียววางเรียงรายเป็นกองสูงอยู่เสมอ ไม่มีขาด ไม่ว่าจะงานเล็กงานใหญ่ เขาก็พร้อมเสมอ
หลี่เจียเฟิ่งยื่นขนมหวานที่นำมาฝากมู่เฉินรับไว้ด้วยรอยยิ้มกว้าง “ขอบใจมากนะ ไม่เห็นต้องลำบากเลย”
“ไม่เป็นไรครับ แล้วอิฐดินเหนียวที่คุยกันไว้…” หลี่เจียเฟิ่งเอ่ยขึ้น
มู่เฉินพยักหน้าเข้าใจทันที “อ๋อ! ไปเอาได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ คนกันเองทั้งนั้น” เขาว่าพลางยิ้ม “ฉันลดให้เหลือก้อนละแปดหยวน ถ้าฉันมีเวลาว่าง เดี๋ยวฉันไปช่วยหลังเลิกงานด้วย”
ความซาบซึ้งปรากฏในแววตาของหลี่เจียเฟิ่ง เขาโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “ขอบคุณมากครับลุงมู่ รบกวนแล้ว”
หลังจากจ่ายเงินเรียบร้อย หลี่เจียเฟิ่งก็เดินไปยืมรถเข็นจากบ้านของผู้นำหมู่บ้าน เพื่อขนอิฐดินเหนียวกลับไปบ้านตนเอง
เมื่อชาวบ้านเห็นหลี่เจียเฟิ่งกำลังขนอิฐดินเหนียวไปสร้างกำแพงบ้าน ต่างพากันอิจฉาอันจิ่วเม่ย เพราะชีวิตของเธอที่เคยลำบากมาตลอด ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วหลังจากแต่งงานกับหลี่เจียเฟิ่ง
หลายคนพากันบ่นอย่างไม่ปิดบังว่า “ทำไมบ้านฉัน ไม่มีโชคดีแบบนี้บ้าง? ลูกสาวฉันเมื่อไหร่จะมีคนดี ๆ มาขอแต่งบ้างนะ” เสียงกระซิบกระซาบปะปนไปทั่วทั้งหมู่บ้าน
แต่หลี่เจียเฟิ่งไม่สนใจเสียงนินทา เขามุ่งมั่นที่จะใช้เวลาที่มีจัดการบ้านให้ออกมาดีที่สุด เพื่อให้อันจิ่วเม่ยได้อยู่อย่างสบายที่สุด
เมื่อแต่งงานแล้ว หลี่เจียเฟิ่งก็ต้องทำหน้าที่ของสามีให้สมบูรณ์
หลังจากหลี่เจียเฟิ่งขนอิฐเสร็จสิ้นก็เป็นเวลาเกือบสามทุ่มแล้ว หมู่บ้านเงียบสงัด ทุกบ้านต่างปิดไฟและหลับใหลกันหมด มีเพียงห้องของอันจิ่วเม่ยเท่านั้นที่ยังเปิดไฟสว่างอยู่ รอคอยการกลับมาของเขา
ระหว่างขนอิฐ หลี่เจียเฟิ่งพลาดท่าถูมือกับอิฐจนเกิดแผลถลอกขนาดใหญ่ที่มือ เลือดซึมออกมาเล็กน้อย แต่สำหรับเขาแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แค่แผลเล็ก ๆ แค่นี้เขาไม่คิดจะสนใจด้วยซ้ำ
ทว่าเมื่ออันจิ่วเม่ยเห็นแผลนั้น เธอกลับยืนกรานว่าจะต้องทำแผลให้เขาให้ได้ ราวกับเป็นหมอฉุกเฉิน เธอรีบนำมือเขาไปล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างระมัดระวัง แล้วจึงหยิบขวดไอโอดีนขึ้นมาเช็ดซ้ำอย่างพิถีพิถัน
“ยาขวดนี้ดีมาก แผลภายนอกไม่ว่าอะไรก็ช่วยได้ ข้าซื้อมาโดยเฉพาะเลยนะ” เธอพูดอย่างมั่นใจ ขณะหยดน้ำยาสีเหลืองลงบนสำลีแล้วเช็ดแผลเขาอย่างเบามือ
ความตั้งใจและห่วงใยในน้ำเสียงทำให้หลี่เจียเฟิ่งไม่อาจพูดแย้งได้
ที่จริงแล้ว ยาไอโอดีนขวดนี้ไม่ได้ซื้อมาจากเมืองไหนทั้งนั้น อันจิ่วเม่ยหยิบมันออกมาจาก ‘มิติพิเศษ’ ของเธอเอง เธอไม่สามารถบอกหลี่เจียเฟิ่งได้ จึงต้องหาข้ออ้างมาอธิบายที่มาของยาอย่างแนบเนียนไม่ให้เขาจับพิรุธได้
หลี่เจียเฟิ่งเหลือบมองภรรยาสาวแวบหนึ่งด้วยสายตาคมกริบ แต่ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร
อันจิ่วเม่ยห็นว่าชายหนุ่มไม่ได้ตั้งข้อสงสัยอะไร จึงแอบถอนหายใจโล่งอกเฮือกใหญ่ในใจ
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ” เธอพูดเสียงหวานพร้อมส่งยิ้มน่ารัก
“ระวังตัวหน่อยนะ ตอนนอนอย่าให้ไปโดนแผลล่ะ”
อันจิ่วเม่ยเก็บไอโอดีนไปพลางปรึกษาสามีไปพลางด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“อีกสักพัก ฉันอยากออกไปหางานทำค่ะ ดีกว่าอยู่แต่ในหมู่บ้านเฉย ๆ ” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
หลี่เจียเฟิ่งเงยหน้ามองภรรยาสาวด้วยสายตาลึกล้ำ ดวงตาคมกริบของเขาฉายแววครุ่นคิด
เขาคิดในใจว่าเธอคงต้องการให้เขาช่วยหางานให้ ริมฝีปากของชายหนุ่มยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ด้วยความมั่นใจ เพราะสำหรับชายหนุ่มมากอิทธิพลอย่างเขาแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรเลย
หลี่เจียเฟิ่งจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยความห่วงใย
“เธออยากทำงานอะไรล่ะ? งานประจำอาจจะหายากหน่อย แต่ถ้างานชั่วคราว ฉันหาให้เธอได้ ไม่มีปัญหา”
เขาลูบคางเบา ๆ พลางนึกถึงเครือข่ายอันกว้างขวางของตน หลี่เจียเฟิ่งนั้นรู้จักผู้คนมากมายราวกับเป็นสมุดโทรศัพท์มีชีวิต จึงมีตัวเลือกงานให้เธอมากมายเหลือเกิน
แต่อันจิ่วเม่ยกลับส่ายหน้าเบา ๆ ริมฝีปากบางเฉียบยกขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ ก่อนจะตอบอย่างใจเย็น
“เอ่อ…ฉันยังไม่ได้คิดเลยค่ะ ฉันขอคิดดูก่อนแล้วค่อยว่ากันทีหลังนะ” ดวงตาของเธอเป็นประกายวิบวับอย่างมีเลศนัย
ความจริงแล้ว อันจิ่วเม่ยไม่ได้รังเกียจที่จะใช้เส้นสายของหลี่เจียเฟิ่ง แต่เธอมองว่าเส้นสายเหล่านี้เปรียบเสมือนอาวุธลับ เป็นกระสุนนัดพิเศษที่ใช้แล้วหมดไป จึงควรเก็บไว้ใช้ในยามคับขันจริง ๆ เท่านั้น
สำหรับเรื่องงานอันจิ่วเม่ยเชื่อมั่นในตัวเองอยู่แล้ว เธอจัดการได้สบาย ๆ ความท้าทายที่รออยู่ข้างหน้าไม่เคยทำให้เธอหวั่นไหว สายตาเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น
หลี่เจียเฟิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองเห็นท่าทีลังเลเล็กน้อยของอันจิ่วเม่ย เขาคิดว่าเธออาจกำลังมีความกังวลเกี่ยวกับอนาคตและเรื่องงานบ้าง จึงไม่ติดใจอะไร
เขายิ้มให้เธออย่างใจดี พยายามให้กำลังใจ
“ได้ ถ้าฉันไม่อยู่บ้าน เธอก็ไปหาพี่เฟยหมิง พวกนั้นจะช่วยจัดการทุกอย่างให้เอง ฉันจะบอกพวกเขาไว้ล่วงหน้า”
เสียงของหลี่เจียเฟิ่งอ่อนโยนและอบอุ่น ราวกับจะบอกว่าไม่ว่าเธอจะเลือกทางไหน เขาก็พร้อมสนับสนุนเธอเสมอ
Pchaya
ทำไมอิฐดินแพงจังก้อนละ 8 หยวนแต่ให้พ่อแม่เดือนละ 6 เดือนเอง