ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 61 เสนอสินค้าตัวใหม่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 61 เสนอสินค้าตัวใหม่
บทที่ 61 เสนอสินค้าตัวใหม่
เมื่ออันจิ่วเม่ยเดินเข้าไปในโกดังก็ต้องตะลึงงัน โกดังเก่าที่ดูจะพังได้ทุกเมื่อนี้ กลับซ่อนสมบัติล้ำค่าไว้ภายใน!
เฟอร์นิเจอร์ไม้เนื้อดีที่เคยเป็นของเหล่าขุนนางหรือเศรษฐีชั้นสูงเมื่อหลายสิบปีก่อน ยังคงสภาพงดงามไร้ที่ติ ขัดเงาจนแวววาวราวกับเพิ่งออกจากโรงงานเมื่อวาน
หีบไม้สักสีเข้ม โต๊ะอาหารแกะสลักอย่างประณีต ทุกชิ้นมีรายละเอียดที่ประหนึ่งเป็นงานศิลปะ
แต่ทว่าอันจิ่วเม่ยกลับไม่สนใจของหรูหราพวกนี้เลยสักนิด ดวงตาของเธอกลับกวาดมองไปยังมุมอื่น ราวกับกำลังมองหาอะไรที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
อันจิ่วเม่ยเดินช้า ๆ สำรวจทุกซอกทุกมุมเหมือนกำลังเล่นเกมหาสมบัติ แต่สิ่งที่เธอสนใจนั้นกลับเป็นเพียงของธรรมดา ๆ ที่คนทั่วไปใช้ในชีวิตประจำวัน
หลังจากสำรวจจนทั่ว อันจิ่วเม่ยก็ได้ขุมทรัพย์ที่ต้องการ เตียงไม้ที่ดูเหมือนจะพังได้ทุกเมื่อ โต๊ะขาเป๋ที่วางแล้วโยกเยก เก้าอี้ผุพังสองสามตัว และตู้เก่าคร่ำครึที่อาจมีผีสิงก็ได้
เมื่ออันจิ่วเม่ยได้สิ่งที่ต้องการก็เดินตรงไปหาชายชราทันที “คุณปู่ค่ะ หนูจะเอาแค่นี้ ช่วยคิดเงินให้หนูหน่อยนะคะ?” เธอร้องขออย่างร่าเริง
กุ้ยฉางเหลือบมองเฟอร์นิเจอร์ที่เธอเลือกด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความฉงน คิดในใจว่า ‘เด็กสมัยนี้ช่างแปลกประหลาด ของดี ๆ ไม่เอา กลับชอบของพัง ๆ เนี่ยนะ’ แต่ก็ไม่กล้าถามอะไร ได้แต่ส่ายหัวอย่างอ่อนใจ
ถ้าจำไม่ผิด เด็กสาวคนนี้ขี่จักรยานป้ายแดงมาอย่างสง่าผ่าเผย ดูท่าทางไม่ใช่คนขัดสนเงินทองเลยสักนิด แล้วทำไมถึงมาเลือกซื้อของเก่า ๆ พวกนี้กันนะ?
ลู่เหอมองดูของที่เธอหยิบจับด้วยความสงสัย จึงอดถามไม่ได้ “สหายอัน ทำไมคุณถึงเลือกของที่ดูเหมือนผ่านสงครามโลกมาแล้วล่ะ? ในโกดังยังมีของดี ๆ อีกตั้งเยอะ ลองเดินดูอีกรอบไหม?”
อันจิวเม่ยยิ้มน้อย ๆ ขอบคุณความหวังดีของเขา “ใช้แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ สามีของฉันไม่ค่อยอยู่บ้าน ถ้าใช้ของหรูหราเกินไปอาจจะทำให้คนอื่นเพ่งเล็งได้ ฉันไม่อยากให้ใครมานินทาลับหลัง”
กุ้ยฉางถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะถามด้วยความตกใจ “หา? ยัยหนู เธอแต่งงานแล้วเหรอ?”
“ใช่ค่ะ!” อันจิ่วเม่ยพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ “เพิ่งจะแต่งกันเมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ”
รอยยิ้มกว้างของชายชรา หดหายไปเหลือแค่ครึ่งเดียวในพริบตา ราวกับโดนมือที่มองไม่เห็นมาฉกชิงความสุขไปครึ่งหนึ่ง
ตัวเลือกหลานสะใภ้สาวสวยที่เขาเพิ่งจะเล็งตาเขม็งไว้ก็บินหวือออกไปเสียแล้ว
ในขณะที่กุ้ยฉางกำลังเสียดายว่าที่หลานสะใภ้ ลู่เหอกลับนิ่งเฉย เขาเพิ่งเจออันจิ่วเม่ยแค่สองครั้งเอง จะให้ปลื้มปริ่มเหมือนเจอคนรักที่พลัดพรากมานานก็คงไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในหัวของลู่เหอตอนนี้มีแต่ภาพธนบัตรและเหรียญเต็มไปหมด ราวกับเป็นธนาคารเคลื่อนที่ได้ เรื่องความรักชายหญิงอะไรนั่นคงต้องรอไปก่อน
ลู่เหอพยักหน้าเห็นด้วยกับการกระทำของอันจิ่วเม่ยด้วยสีหน้าเหมือนผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัด เขาพูดอย่างมีปรัชญาว่า
“จริงๆ แล้วของพวกนี้ก็ไม่ได้เก่าขนาดนั้น ซ่อมแซมนิดหน่อยแล้วทาน้ำมันทังก็ดูไม่ต่างจากของใหม่เท่าไหร่หรอก ประหยัดได้ตั้งเยอะ”
“ฮิ ๆ ฉันก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน!” หัวเราะคิกคัก ดวงตาเป็นประกายวิบวับ
อันจิ่วเม่ยยิ้มกว้างพลางพูดต่อว่า “แต่ว่าวันนี้ฉันเลือกหนักมือไปหน่อย ได้ของมาเยอะเลย ฉันคนเดียวคงจะแบกกลับไปไม่ไหวแน่ ๆ ”
เธอทำท่าครุ่นคิดแล้วตาเป็นประกาย “งั้นแบบนี้แล้วกัน คุณปู่ค่ะ หนูจ่ายเงินก่อน แล้วพรุ่งนี้ฉันจะลากสามีมาช่วยขนของ เอ้ย! พาสามีมาช่วยขนของไป ได้ไหมคะ?”
พูดจบ อันจิ่วเม่ยเงยหน้ามองคุณปู่ด้วยสายตาออดอ้อน “คุณปู่ค่ะ ท่านคิดว่าของทั้งหมดนี้ควรคิดราคาเท่าไหร่ดีคะ? อย่าแพงนะคะ หนูจะเป็นลูกค้าประจำเลยนะ”
ชายชรานั่งพินิจพิเคราะห์ของเก่า ๆ ที่หญิงสาวเลือกมาวางตรงหน้า ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย แฝงไว้ด้วยความหนักใจอย่างเห็นได้ชัด
‘โอ๊ย… ถ้าเธอเลือกของที่มีค่ากว่านี้สักหน่อย ฉันก็คงตั้งราคาได้ง่ายกว่านี้ แต่ดูสิ… ของพวกนี้มันเก่าเสียจนแทบไม่มีราคาเลย’ เขาคิดในใจ ขณะที่มองกองของตรงหน้าอย่างสับสน
ลู่เหออยากจะบอกว่าให้เธอฟรี ๆ ไปเลย แต่นึกถึงคำพูดที่เธอเพิ่งพูดไป จึงได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ ไม่กล้าเอ่ยปากอะไร ได้แต่รอให้คุณปู่ตั้งราคาด้วยความใจเต้นตึกตัก
เวลาผ่านไปไม่กี่อึดใจ ชายชราก็เงยหน้าขึ้นมองเธอ ก่อนจะยิ้มบาง ๆ ที่มุมปาก สายตาอ่อนโยนผิดคาด
“เอาล่ะ… เอาเป็นว่าห้าหยวนก็พอ” เขาเอ่ยเสียงนุ่ม “แถมหลังจากนี้ ถ้าเธอต้องการอะไรเพิ่ม ก็แวะมาหาฉันได้เลย ฉันจะไม่คิดเงินเธอเพิ่มอีกแล้ว”
อันจิ่วเม่ยรู้สึกดีใจจนแทบกระโดดตัวลอย เธอรีบล้วงเงินออกมาจ่ายให้ชายชราทันทีราวกับกลัวว่าเขาจะเปลี่ยนใจ พลางกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า
“ขอบคุณคุณปู่มาก ๆ เลยค่ะ! สัญญาเลยว่าคราวหน้ามาจะเอาของอร่อย ๆ มาฝากนะคะ”
ของมากมายขนาดนี้ แต่ชายชรากลับเรียกเงินแค่ห้าหยวนเท่านั้น แถมยังรับปากว่า ครั้งต่อไปถ้าเธอเห็นอะไรที่อยากได้ ก็จะไม่คิดเงินอีก อันจิ่วเม่ยรู้สึกเหมือนตัวเองเพิ่งถูกรางวัลใหญ่ มันช่างเกินคาดไปหมด
ที่ยิ่งไปกว่านั้น กุ้ยฉางยังเป็นคุณปู่ของลู่เหอด้วย ดังนั้นอันจิ่วเม่ยจึงคิดว่า ต่อไปคงต้องเจอกันอีกบ่อย ๆ เธอจึงไม่ได้รู้สึกเกรงใจมากนัก
ชายชรามองอันจิ่วเม่ยที่จ่ายเงินอย่างคล่องแคล่ว ดวงตาเป็นประกายด้วยความพึงพอใจ นอกจากจะเป็นคนมีมารยาทดีแล้ว เธอยังไม่ต่อรองให้วุ่นวายอีกด้วย เขายิ้มกว้างก่อนจะกล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ต้องเรียกสามีเธอมาหรอก รถเข็นของปู่ยังว่างอยู่พอดี ลู่เหอ! ไปช่วยสาวน้อยคนนี้ส่งของหน่อยสิ ไป ๆ รีบไปก่อนที่ปู่จะเปลี่ยนใจเรียกเก็บเงินเพิ่มนะ ฮ่า ๆ”
อันจิ่วเม่ยตอบรับทันที “ขอบคุณมากเลยค่ะ! สหายลู่ วันนี้ช่วยส่งของให้สักหน่อยคงไม่เป็นไรใช่ไหม?” เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
ลู่เหอหัวเราะเบา ๆ พยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น “แน่นอนครับ ผมยินดีช่วยอยู่แล้ว”
ทันทีที่พูดจบ เขาก็เดินออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อเอารถเข็นมา ในใจของเขารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสช่วยเหลืออันจิ่วเม่ยอีกครั้ง
เขามองว่าอันจิ่วเม่ยเป็นคนที่น่าคบหาและมีน้ำใจ แถมเธอยังเคยช่วยชีวิตเขาไว้ในอดีต ดังนั้นการช่วยขนของครั้งนี้จึงถือเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับเขา
อันจิ่วเม่ยหัวเราะคิกคักเบา ๆ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงขี้เล่น “ขอบคุณมาก ๆ นะคะ ที่บ้านมีจักรยานแค่คันเดียว ถึงสามีฉันจะมาก็คงไม่สะดวกขนย้าย”
ลู่เหอยิ้มพลางตอบกลับอย่างร่าเริง “ไม่ต้องเกรงใจเลยครับ เรื่องแค่นี้เทียบไม่ได้กับที่คุณช่วยผมไว้เลย”
เขามองเธอด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ “อีกอย่าง… หลังจากที่คุณแนะนำวิธีขายเมล็ดแตงโมให้ผมเมื่อคราวก่อน ตอนนี้ผมขายได้เยอะขึ้นมาก ผมก็ยังไม่ได้ขอบคุณคุณอย่างเป็นทางการเลยครับ”
ลู่เหอพูดพลางยกเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกไว้ขึ้นรถเข็น แล้วมัดด้วยเชือกให้แน่นหนาราวกับกำลังห่อของขวัญยักษ์ ท่าทางคล่องแคล่วเห็นได้ชัดว่าเขาคุ้นเคยกับงานแบบนี้
อันจิ่วเม่ยหรี่ตามองลู่เหออย่างตื่นเต้น เหมือนมีแผนการบางอย่างผุดขึ้นมาในหัว เธอก้มหน้าก้มตาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนเงยหน้าขึ้นพูดด้วยรอยยิ้มกว้าง “ลองทำ ‘โต้วถัง’ ขายดูสิ คนจะต้องชอบแน่ ๆ”
“ช่วงนี้อากาศร้อนมาก การกินเมล็ดแตงโมทำให้ร่างกายร้อนได้ง่าย สหายลู่อาจจะลองขายของที่เหมาะกับอากาศแบบนี้ด้วยก็ได้นะ… เอาไปขายหน้าโรงงาน รับรองว่าต้องขายดีแน่ ๆ”
ลู่เหอขมวดคิ้วเล็กน้อย “โต้วถัง? ผมเคยได้ยินแต่ไม่เคยกินนะ”
อันจิ่วเม่ยหัวเราะเบา ๆ “มันคือถั่วต้มน้ำตาล สหายลู่อาจลองทำหลาย ๆ แบบ เช่น ใช้ถั่วห้าสิหรือเพิ่มธัญพืชต่าง ๆ ลงไปด้วยก็ได้ แบบนี้ไม่ใช่แค่ของหวาน แต่ยังดีต่อสุขภาพด้วยนะ”
ลู่เหอฟังด้วยความสนใจ “แล้วมันเหมาะกับอากาศร้อนๆ แบบนี้ด้วยเหรอ?”
“แน่นอน!” อันจิ่วเม่ยตอบอย่างกระตือรือร้น “มันเหมาะมากเลยสำหรับดื่มอากาศร้อน ๆ แบบนี้ ช่วยดับกระหายและบรรเทาความร้อนได้ดีทีเดียว”
“ฟังดูดีมาก แต่ปัญหาคือ…ผมไม่รู้วิธีทำ” ลู่เหอเอ่ยขึ้นพร้อมขมวดคิ้ว
อันจิ่วเม่ยยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “สหายลู่ เรื่องนั้นไม่ต้องห่วง ฉันมีสูตรดี ๆ อยู่ในมืออยู่แล้ว เดี๋ยวฉันบอกให้นะ…”