ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 64 บอกให้เกลียดก็ต้องเกลียด!
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 64 บอกให้เกลียดก็ต้องเกลียด!
บทที่ 64 บอกให้เกลียดก็ต้องเกลียด!
ในขณะเดียวกัน เพ่ยอิงนั่งอยู่ในห้องมองหลี่ถังด้วยสายตาเจ้าเล่ห์ ก่อนจะกระซิบกระซาบระบายความในใจเกี่ยวกับเรื่องของอันจิ่วเม่ยและหลี่เจียเฟิ่ง
เธอเล่ารายละเอียดอย่างละเอียดยิบทุกเรื่อง หวังให้หลี่ถังเกลียดและมองทั้งสองคนเป็นศัตรู
หลี่ถังฟังอย่างตั้งใจ แต่ขมวดคิ้วแน่นจนเป็นปมทำหน้างงราวกับไก่ตาแตก
“พวกเขาเป็นอาสามกับอาสะใภ้ของผมเองนะ จะให้เกลียดได้ยังไง? พวกเขาก็ใจดีจะตาย ทุกครั้งที่มาเยี่ยมยังเอาขนมอร่อย ๆ มาให้ผมเลย”
สมองของหลี่ถังเริ่มปั่นป่วน อาสามของเขา แม้จะทำหน้าดุแต่ก็เคยมีท่าทีใจดีกับเขาอยู่บ่อยครั้ง ทำไมภรรยาของเขาถึงเกลียดอาสามนักล่ะ?
เพ่ยอิงเห็นท่าทีลังเลก็โมโหทันที ตวาดเสียงดังลั่น “ฉันบอกให้เกลียดก็ต้องเกลียดสิ! คราวหน้าเจอหน้า ให้ถ่มน้ำลายรดหัวพวกเขาซะ เข้าใจไหม!?”
หลี่ถังอ้าปากค้าง ตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร นิ่งเงียบไปนานราวกับรูปปั้น
เพ่ยอิงไม่หยุดแค่นั้น เธอขู่อีกรอบด้วยน้ำเสียงดุดัน “ถ้านายไม่ทำตามที่ฉันบอก ฉันจะทิ้งนายไปแต่งงานกับคนอื่นซะ!”
คำขู่ของเพ่ยอิงทำให้หลี่ถังถึงกับหน้าซีด รีบพยักหน้าอย่างรวดเร็วเหมือนลูกหมาที่แสดงความจงรักภักดี “ภรรยาจ๋า! ผมจะเชื่อฟังคำสั่งของภรรยาทุกอย่างเลยครับ อย่าโกรธผมนะ!”
เพ่ยอิงมองหลี่ถังที่ตัวสั่นด้วยความกลัว เธออดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปาก รู้สึกสบายใจขึ้น เมื่อเห็นว่าสามารถควบคุมเขาได้
หากเธอทำให้หลี่ถังเชื่อฟังตนเอง ชีวิตในตระกูลหลี่ก็คงไม่ยากลำบากนัก ที่สำคัญ เธออาจใช้เขาเป็นหุ่นเชิดแก้แค้นอันจิ่วเม่ยและหลี่เจียเฟิ่งได้อีกด้วย
แต่ถึงอย่างไร หลังเหตุการณ์ในวันนี้ เพ่ยอิงก็ได้บทเรียนสำคัญ เธอเริ่มตระหนักว่า การจะเข้าไปทำร้ายอันจิ่วเม่ยซึ่งหน้า ๆ เหมือนวันนี้อาจไม่ใช่หนทางที่ดีที่สุด
เธอต้องวางแผนอย่างรอบคอบและที่สำคัญที่สุด คือทำให้อันจิ่วเม่ยต้องทุกข์ทรมานโดยไม่ให้มีร่องรอยมาถึงตัวเธอเลยแม้แต่น้อย
ทางด้านอันจิ่วเม่ย ผู้ที่ไม่ล่วงรู้เลยว่าเพ่ยอิงกำลังวางแผนร้ายต่อเธอ หญิงสาวกลับกำลังมีความสุขอย่างมาก เพราะเธอกำลังพาลู่เหอไปดูบ้านหลังใหม่ของเธอเอง
ในขณะเดียวกัน หลี่เจียเฟิ่งก็กำลังนั่งก่ออิฐดินเหนียวอยู่ไม่ไกล เขาไม่ได้แปลกใจเลยที่เห็นเธอให้คนขนเฟอร์นิเจอร์กลับมา เพราะเขารู้ดีว่าเธอเป็นคนที่มุ่งมั่นและมีความสามารถมากกว่าที่ใครหลายคนคิดไว้
แต่เมื่อเขามองเห็นเฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ สภาพโทรมที่ถูกขนมาบนรถเข็นชัดเจน มุมปากของหลี่เจียเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะกระตุกเล็กน้อย ทำไมเธอถึงประหยัดได้ถึงขนาดนี้?
เขารู้มาก่อนว่าเธอตั้งใจจะซื้อเฟอร์นิเจอร์มือสอง แต่สภาพที่เขาเห็นตรงหน้ามันเกินกว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก ดูเหมือนของเหล่านี้จะถูกขุดมาจากซากปรักหักพังจากสนามรบเสียมากกว่า!
“หลี่เจียเฟิ่ง! ดูสิ ฉันซื้อมาตั้งเยอะเลย!” อันจิ่วเม่ยร้องบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความดีใจ
“นี่พี่ชายคนนี้แซ่ลู่ ถ้าไม่ได้เขาช่วย ฉันคงไม่มีทางซื้อมันมาได้” เธอแนะนำชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้าง ๆ อย่างภูมิใจ
“สวัสดีครับสหายลู่ ผมหลี่เจียเฟิ่ง ขอบคุณที่ช่วยเหลือภรรยาผมนะครับ” หลี่เจียเฟิ่งกล่าวทักทายสุภาพ พร้อมพยักหน้าขอบคุณ
“ยินดีที่รู้จักครับสหายลี่ ผมลู่เหอครับ ไม่ต้องเกรงใจหรอกครับ” ลู่เหอตอบรับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทั้งคู่มองตากันด้วยความเข้าใจ
เมื่อเห็นว่าทั้งสองรู้จักกันแล้ว อันจิ่วเม่ยก็พูดต่อทันที “เอาล่ะ คุณช่วยพี่ลู่ขนเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้านก่อนนะ ฉันจะไปทำอาหารไว้ให้ เดี๋ยวเชิญพี่ลู่ทานข้าวกับเราด้วย!”
น้ำเสียงของเธอเปี่ยมไปด้วยความสุข ราวกับเพิ่งถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ ความรู้สึกสะใจที่ได้สั่งสอนเพ่ยอิงผสมผสานกับความยินดีที่ได้เฟอร์นิเจอร์กลับมา ทำให้หัวใจของเธอพองโตด้วยความสุข
หลี่เจียเฟิ่งมองหญิงสาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกเอ็นดู เขาไม่รู้เรื่องของเพ่ยอิง จึงเข้าใจว่าเธอแค่ดีใจเรื่องเฟอร์นิเจอร์เท่านั้น ชายหนุ่มอดคิดไม่ได้ว่าเธอคงผ่านชีวิตที่ยากลำบากมามากแค่ไหน ถึงได้พอใจกับเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้
“อืม ไปเถอะ” เขาพูดเสียงนุ่มนวล พลางคิดในใจว่าหญิงสาวตรงหน้าสมควรได้รับการดูแลเอาใจใส่มากกว่านี้ เหมือนไข่มุกล้ำค่าที่ต้องทะนุถนอม
อันจิ่วเม่ยพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะหันไปทางลู่เหอด้วยรอยยิ้มกว้าง
“พี่ลู่ ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเหลือ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “เดี๋ยววันนี้ฉันจะทำอาหารที่อร่อยที่สุดให้ทาน เป็นการตอบแทนนะคะ”
ลู่เหอตั้งตัวไม่ทันกับคำเรียกที่แสดงถึงความสนิทสนมของอันจิ่วเม่ย เขารีบโบกมือปฏิเสธอย่างสุภาพ “ไม่เป็นไรจริง ๆ ครับ ขอบคุณสหายทั้งสองมาก”
เขาพูดพลางหัวเราะเบา ๆ “สหายอันก็เคยช่วยผมมาก่อน นี่แค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเองครับ แถมคุณปู่ของผมกำลังรอให้ผมกลับไปทำอาหารอยู่ด้วย ถ้าช้าคงโดนดุแน่ๆ ผมคงอยู่นานไม่ได้แล้วล่ะครับ”
ขณะที่พูด ลู่เหอก็ไม่ได้อยู่เฉย เขายกของลงอย่างคล่องแคล่ว หลี่เจียเฟิ่งมองตามด้วยความสงสัยพร้อมกับครุ่นคิดว่าพวกเขาสองคนรู้จักกันได้อย่างไร แต่เพียงไม่นานเขาเลิกคิด เพราะเดิมทีอันจิ่วเม่ยก็มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
อันจิ่วเม่ยเห็นว่าลู่เหอไม่สะดวกที่จะอยู่ต่อก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมาก เธอเพียงแค่ยิ้มอ่อนโยนและพยักหน้ารับ “ถ้าพี่ลู่ไม่สะดวกวันนี้ก็ไม่เป็นไรค่ะ ไว้โอกาสหน้านะคะ”
จากนั้นหญิงสาวก็เอ่ยลาก่อนจะเดินกลับบ้าน ทิ้งให้ชายหนุ่มทั้งสองช่วยกันจัดการเฟอร์นิเจอร์ต่อไป
หลังจากที่อันจิ่วเม่ยเดินออกไปแล้ว ชายหนุ่มทั้งสองก็เริ่มช่วยกันยกเฟอร์นิเจอร์เข้าไปในบ้าน
ลู่เหอเมื่อได้ก้าวเข้ามาภายในบ้านก็แอบรู้สึกทึ่ง บ้านที่ด้านนอกดูธรรมดาเรียบง่าย แต่ภายในกลับสะอาดสะอ้านและน่าอยู่มากกว่าที่เขาคิดไว้
ไม่กี่อึดใจ ทั้งสองก็จัดการขนเฟอร์นิเจอร์เสร็จเรียบร้อย ขณะที่ลู่เหอกำลังจะเอ่ยลาลา หลี่เจียเฟิ่งก็ยื่นซองบุหรี่ให้เขาแบบกะทันหัน มันเป็นซองบุหรี่ที่เขาพกติดตัวไว้เพื่อมอบให้ลุงมู่เฉินผู้มักจะแวะมาก่อกำแพงบ้านช่วยเขาเสมอ
ลู่เหอที่ไม่ทันตั้งตัวจึงไม่กล้าปฏิเสธ ได้แต่รับซองบุหรี่นั้นไปด้วยความงงงวย แต่ในใจกลับคิดว่า สามีภรรยาคู่นี้น่าจะเป็นคนที่รู้จักวางตัวได้อย่างชาญฉลาด การได้ติดต่อกับพวกเขาไว้มากขึ้น บางทีอาจเป็นโอกาสสำคัญที่จะพลิกชีวิตตัวเองก็เป็นได้
หลังจากลู่เหอกลับไป หลี่เจียเฟิ่งก็เริ่มจัดการเก็บข้าวของทุกอย่างให้เรียบร้อย เขาล็อกประตูบ้านเสร็จแล้วก็เดินตรงกลับไปที่บ้านของอันจิ่วเม่ยทันที
เมื่อมาถึงบ้าน เขาเห็นอันจิ่วเม่ยกำลังวุ่นวายอยู่ในครัว หญิงสาวที่กำลังขะมักเขม้นกับการทำอาหาร เมื่อหันมาเห็นเขาเดินเข้ามาก็ยิ้มอย่างสดใส
“ฉันช่วย” หลี่เจียเฟิ่งพูดขึ้นพร้อมกับเดินตรงไปหาเธอ
“ไม่เป็นไร ๆ คุณไปล้างเนื้อล้างตัวก่อนเถอะ ตรงนี้ฉันจัดการเอง” อันจิ่วเม่ยกล่าวปฏิเสธด้วยน้ำเสียงหวาน รอยยิ้มที่ประดับบนใบหน้าเต็มไปด้วยความสุข
หลี่เจียเฟิ่งไม่ได้เถียงอะไร เขาเพียงแค่พยักหน้าแล้วเดินออกจากครัวไปอย่างเงียบ ๆ
ทันใดนั้นซื่อหงก็กลับมาถึงบ้านพร้อมรอยยิ้มกว้างจนแทบจะฉีกถึงใบหู ดูท่าทางแล้วคงมีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นแน่ ๆ
เธอพุ่งตัวเข้าครัวทันทีและเริ่มช่วย อันจิ่วเม่ยทำอาหารอย่างกระตือรือร้น ทำเอา อันจิ่วเม่ยถึงกับอึ้ง!
อันจิ่วเม่ยคิดในใจว่าอีกไม่นานก็จะย้ายออกไปแล้ว เลยขี้เกียจจะมีปากเสียงกับซื่อหงอีกอย่างมีคนมาช่วยงานฟรี ๆ ก็ดีออก เธอจึงปล่อยให้ซื่อหงทำตามใจ
แต่พฤติกรรมของซื่อหงกลับผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด เธอพยายามเข้าใกล้อันิจิ่วเม่ย ไม่หยุด ราวกับแม่เหล็กที่ถูกดึงดูด จนทำให้อันจิ่วเม่รู้สึกรำคาญขึ้นมา
สมกับคำพูดที่ว่า ‘ไม่มีผลประโยชน์ก็ไม่มีใครมาประจบ ถ้าไม่ใช่โจรก็ต้องเป็นหัวขโมยอย่างแน่นอน!’