ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 65 ปริศนาของปิ่นหยก
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 65 ปริศนาของปิ่นหยก
บทที่ 65 ปริศนาของปิ่นหยก
อันจิ่วเม่ยนิ่งเงียบ ไม่ตอบโต้อะไร แค่รอดูว่าอีกฝ่ายจะเล่นละครตอนไหนกันแน่
“ได้ข่าวว่าวันนี้ไปซื้อเฟอร์นิเจอร์มาใช่มั้ย? แถมยังเป็นของเก่าๆ พังๆ ทั้งนั้น ดูท่าพวกเธอคงจะจนแสนจนเลยสินะ ช่างน่าสงสารจริง ๆ ”
เสียงของซื่อหงฟังดูสะใจแต่สีหน้ากลับแสดงความเวทนาสงสารจนดูเหมือนกำลังเล่นละครน้ำเน่า ช่างน่าขยะแขยงเสียจริง!
อันจิ่วเม่ยยังคงนิ่งเฉยราวกับรูปปั้น เธอได้ยินอีกฝ่ายพูดต่อว่า “ถ้าเธอไม่มีเงิน ทำไมไม่ไปขอจากย่าล่ะ? ฮึ รักเธอจนหัวปักหัวปำขนาดนั้น ย่าเธอไม่เคยบอกเลยเหรอว่ามีปิ่นหยกเก่าที่สามารถแลกเป็นเงินได้ แถมยังไม่ใช่น้อย ๆ ด้วย”
อันจิ่วเม่ยขมวดคิ้วจนแทบจะผูกเป็นโบว์ได้ เธอไม่เคยได้ยินเรื่องปิ่นหยกนี่มาก่อนเลย แม้แต่ในนิยายต้นฉบับที่เธออ่านจนขึ้นใจก็ไม่เคยพูดถึง ถึงมันจะมีจริง ๆ ก็ไม่ควรนำไปขายช่วงที่ประเทศเป็นแบบนี้ นอกจากจะแลกเงินไม่ได้เท่าไหร่แล้ว ยังจะนำความวุ่นวายมาให้ตัวเองอีก
ซื่อหงไม่ใช่ว่าไม่รู้เรื่องนี้ แต่เธอก็ยังกล้ามาพูดต่อหน้า อันจิ่วเม่ย ราวกับไม่กลัวเกรงอะไรทั้งสิ้น นั่นแสดงว่าเธอไม่ได้ต้องการเงินหรอก แต่เป้าหมายที่แท้จริงคือปิ่นหยกปริศนานั่นต่างหาก
“ถ้าฉันขาดเงิน ฉันจะหาทางเอาชนะความยากจนเอง ไม่จำเป็นต้องให้คุณมายุแยงตะแคงรั่วที่นี่หรอก” อันจิ่วเม่ยพูดเสียงเย็นเยียบ
“ของของย่า ย่าอยากให้ใครก็ให้ไป แต่อย่าคิดอะไรชั่ว ๆ ล่ะ ไม่งั้นฉันจะทำให้คุณต้องเสียใจที่เกิดมาเจอฉัน”
อันจิ่วเม่ยจ้องมองซื่อหงด้วยสายตาเย็นชาราวกับน้ำแข็ง เต็มไปด้วยความหมายเชิงเตือนที่แฝงไปด้วยอันตราย
ซื่อหงเป็นคนมีนิสัยโลภมาก อยากได้ทุกอย่าง และสามารถทำได้ทุกอย่างเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการ ทำเอาอันจิ่วเม่ยเป็นกังวลว่าหล่อนจะเล็งเป้าไปที่คุณย่าของเธอแล้วจะก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีก
ตอนนี้คุณย่าอันก็แก่มากแล้ว แถมก่อนหน้านี้เธอกับย่ายังมีปากเสียงกัน เธอรู้สึกเหนื่อยกับความเห็นแก่ตัวของย่าที่จะเอาแต่ความคิดตัวเอง แต่ก็ยังหวังลึก ๆ ว่าท่านจะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข ถือเป็นการตอบแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูร่างเดิมมา
ซื่อหงไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ยิ้มเยาะแล้วพูดจาประชดประชันต่อไปอย่างไม่ยี่หระ “โอ้โห ฉันแค่หวังดีกับเธอเองนะยะ ทำไมถึงได้โมโหฟืดฟาดใส่ฉันขนาดนี้? เราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ ฉันจะทำร้ายเธอได้ยังไงกัน?”
อันจิ่วเม่ยตอกกลับทันควัน “ฮึ หวังดีงั้นเหรอ? ฉันไม่ได้โง่เหมือนอย่างที่เพ่ยอิงโดนคุณหลอกจนเสียคน? ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลกวนอยากระงับเรื่องอื้อฉาวนี้ ป่านนี้คุณจะมีชีวิตสุขสบายแบบนี้ได้ยังไง? คงถูกขังคุกไปพร้อมกับลูกชายคุณแล้วล่ะ”
อันจิ่วเม่ยจ้องมองซื่อหงด้วยสายตาเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง เธอรู้ดีว่าหญิงเจ้าเล่ห์คนนี้ทำเรื่องชั่วช้าอะไรไว้บ้าง
เดิมทีอันจิ่วเม่ยมีทางเลือกมากมายที่จัดการซื่อหง เธอสามารถวิ่งไปแจ้งความเอาผิดซื่อหงได้ทันที แต่เธอก็ไม่อยากให้เรื่องราวอื้อฉาวนี้ทำลายชื่อเสียงของหมู่บ้าน เธอรู้ดีว่าชาวบ้านลงทุนตั้งใจทำงานเก็บคะแนนกันมากขนาดไหน
อันจิ่วเม่ยจึงตัดสินใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับซื่อหงอีกต่อไป แค่ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ เธอก็ไม่ต้องเห็นหน้ายัยป้าบ้านี่อีกแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำให้เรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้
ซื่อหงไม่คาดคิดว่าอันจิ่วเม่ยจะกล้าพูดตรงๆ แบบนี้ จึงรู้สึกหวั่นใจขึ้นมา แต่ก็ยังแข็งข้อพูดว่า “มันเป็นความต่ำช้าของเพ่ยอิงเอง จะมาเกี่ยวอะไรกับฉัน? ฉันบอกเรื่องปิ่นหยกกับแกก็เพราะหวังดี แต่แกไม่รู้จักบุญคุณก็ช่างเถอะ! นังเด็กอกตัญญู!”
พูดจบซื่อหง ก็เดินไปหยิบชามมาตักข้าว แล้วถือชามข้าวออกไปกินข้างนอกอย่างหัวเสีย
อันจิ่วเม่ยแอบยิ้มมุมปาก พอใจที่ไม่ต้องเห็นหน้าอีกฝ่ายตอนกินข้าว พลางก่นด่าในใจ ‘ฮึ! คนชั่ว ๆ อย่างแกน่ะ ไปให้พ้นชีวิฉันเลยจะดีมาก ยัยป้ามหาปะลัย!’
หลังจากมื้ออาหารที่เงียบงันชวนอึดอัด ย่าอันพยายามจะเปิดประเด็นสนทนากับอันจิ่วเม่ยหลายครั้ง แต่หลานสาวกลับนิ่งเฉยราวกับไม่ได้ยิน
ทำเอาย่าอันใจฝ่อไปตาม ๆ กัน ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากถาม พอกินข้าวเสร็จ ย่าอันก็รีบลุกกลับห้องของตัวเองทันที ราวกับหนีอะไรบางอย่าง
บรรยากาศที่ตึงเครียดทำให้หลี่เจียเฟิ่งต้องยื่นมือเข้ามาช่วยคลี่คลาย “ดูเหมือนคุณย่าของเธอมีอะไรจะพูดกับเธอนะ ลองไปถามท่านดูสิ บางทีอาจจะได้ของขวัญชิ้นโตก็ได้”
เขาแหย่อย่างเป็นมิตร หวังให้อารมณ์ดีขึ้นบ้าง
อันจิ่วเม่ยส่ายหน้าดิก ตอบกลับอย่างไม่สนใจ “ถ้าท่านมีอะไรจะพูด ท่านก็คงพูดเองนั่นแหละ คุณไม่ต้องทำตัวเป็นนกพิราบส่งข่าวหรอกนะ”
“…” คำตอบนั้นทำให้หลี่เจียเฟิ่งเงียบไปทันที เขาก้มหน้ากินข้าวต่อโดยไม่พูดอะไรอีก
ในใจของอันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าตัวเองเป็นคนปากไว และไม่ตั้งใจจะพูดจาแขวะเขา แต่เธอเองก็เป็นคนที่โกรธง่ายและไม่ลืมง่าย การทะเลาะกับย่าอันผ่านมาหลายวันแล้ว แต่เธอก็ยังรู้สึกเหมือนมีก้างติดคอ ไม่อาจลืมได้เสียที
การทรยศเป็นสิ่งที่เธอรับไม่ได้เด็ดขาด ที่ตอนนี้เธอยังทำดีกับคุณย่าเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้ ก็นับว่าเธอใจดีเกินพอแล้ว
หลี่เจียเฟิ่งเข้าใจดีว่าความขัดแย้งระหว่างย่าหลานนี้ไม่ใช่เรื่องที่เขาควรไปยุ่ง เขาไม่ใช่คนที่จะให้อภัยแทนใครได้ ได้แต่หวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้จะดีขึ้นโดยเร็ว เพื่อให้บรรยากาศในบ้านกลับมาเป็นปกติ ไม่ตึงเครียดเหมือนอยู่ในสนามรบอีกต่อไป
เมื่อบรรยากาศที่โต๊ะอาหารดูเงียบจนอึดอัด หลี่เจียเฟิ่งจึงตัดสินใจพูดขึ้น “พรุ่งนี้เราจะเริ่มขนของกันแล้ว ถ้าขาดอะไรบอกฉันนะ ฉันจะพยายามหาให้”
น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ไม่เร่งเร้าอะไร แต่เป็นเสียงที่มาจากความตั้งใจจริง
หลี่เจียเฟิ่งเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในกองทัพมาตลอด เขาไม่ค่อยเข้าใจว่าการเตรียมของสำหรับการย้ายบ้าน โดยเฉพาะการย้ายไปอยู่กับภรรยาในอนาคตนั้น ต้องจัดการอย่างไร เขาไม่อยากเดาเอง แต่คิดว่าการถามเจ้าตัวคงจะดีที่สุด
“ไม่ต้อง ๆ” อันจิ่วเม่ยโบกมือปฏิเสธทันที “ของที่มีตอนนี้ก็พอแล้ว แถมยังมีเฟอร์นิเจอร์มือสองที่ฉันไปเลือกมาอีก ยังไงก็อยู่ได้แน่นอน คุณไม่ต้องควักเงินซื้ออะไรเพิ่มหรอก เก็บเงินกับคูปองไว้ใช้ในยามฉุกเฉินดีกว่า”
เธอแอบกลัวว่าหลี่เจียเฟิ่งจะซื้อของจนบ้านล้น แล้วเฟอร์นิเจอร์เก่าที่เธอตั้งใจคัดสรรมาก็จะกลายเป็นของเกะกะไปหมด
ในคลังสมบัติลับของเธอมีของใช้สารพัดชนิดอยู่แล้ว แอบหยิบมาใช้เองก็พอ ไม่จำเป็นต้องเสียเงินซื้ออีกสักหยวน
พูดจบ อันจิ่วเม่ยก็ยังกลัวว่าหลี่เจียเฟิงจะคิดว่าเธอกำลังประหยัดเงินให้เขา จึงยิ้มกรุ้มกริ่มพูดต่อว่า “แต่ถ้าคุณมีเงินกับคูปองเหลือเฟือจนกลัวว่าจะเก็บไม่อยู่ละก็ ให้ฉันเก็บรักษาไว้ก็ได้นะ รับรองว่าฉันมือแน่นยิ่งกว่าตู้นิรภัยเสียอีก!”
หลี่เจียเฟิ่งได้แต่อึ้งไปชั่วขณะ “…”
ก่อนจะส่ายหน้าอย่างอ่อนใจแล้วพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ฉันแค่อยากให้คุณกับคุณย่าได้ใช้ชีวิตสบาย ๆ ขึ้นเท่านั้น ไม่ต้องมาคอยกังวลเรื่องเงินทองอีก”
หลี่เจียเฟิ่งคิดในใจว่าถือโอกาสที่เขาอยู่บ้านตอนนี้ จะซื้อของที่จำเป็นและซื้อได้ให้หมดเลย เพื่อป้องกันไม่ให้อันจิ่วเม่ยต้องลำบากในภายหลังเพราะไม่มีช่องทางหาซื้อ
อันจิ่วเม่ยโบกมือปัดเบา ๆ พร้อมกับยิ้มกว้าง
“ไม่ต้องกังวลหรอกน่า! ตอนนี้ก็ดีมากแล้วล่ะ พรุ่งนี้เราจะเริ่มขนของกัน จากนั้นก็ซ่อมแซมเฟอร์นิเจอร์เก่า ๆ สักหน่อย ไม่นานก็ย้ายเข้าไปอยู่ได้แล้ว แค่คิดฉันก็ตื่นเต้นจนคิดว่าคืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ ๆ ” เธอพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น