ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 67 คนหาย!
บทที่ 67 คนหาย!
อันจิ่วเม่ยรู้สึกผิดหวังจนรู้สึกเจ็บปวด แต่ด้วยความที่เคยเจอเรื่องราวทำนองนี้มานับครั้งไม่ถ้วน เธอจึงไม่รู้สึกอะไรมากนัก
เธอเพียงแค่จ้องมองย่าอันด้วยสายตาเย็นชา แล้วพูดออกมาอย่างเสียดสี “แต่ถ้าเมื่อกี้พวกเรามาไม่ทัน ซื่อหงก็คงจะบีบคอย่าตายคามือแล้ว”
ย่าอันรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าด้วยคำพูดนั้น เธอไม่กล้าแม้แต่จะสบตากับ หลานสาว ได้แต่พูดเสียงอ่อน “ไม่หรอก…เธอไม่มีทางทำแบบนั้นหรอก…”
“ก็ได้” อันจิ่วเม่ยตอบกลับอย่างเย็นชา “หนูไม่ขอยุ่งกับเรื่องนี้อีกแล้ว” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไปทิ้งให้ย่าอันยืนงงงันอยู่คนเดียว
พูดจบ เธอก็ตะโกนเรียกหลี่เจียเฟิ่งด้วยเสียงแหลมราวกับนกแก้วโมโห แล้วเดินออกไปก่อน
หลี่เจียเฟิ่งเองก็ไม่อยากยุ่งมาก จึงปล่อยซื่อหงแล้วเดินตามอันจิ่วเม่ยออกไปอย่างเนือย ๆ
ในห้องเหลือแค่ย่าอันกับซื่อหง เธอสูดหายใจลึก ๆ แล้วพูดกับซื่อหงว่า “ออกไปซะ! ถ้ากล้ามาอีก ฉันจะหักมือเธอทิ้ง”
ซื่อหงกระตุกยิ้มเยาะ น้ำลายปนเลือดไหลออกจากมุมปาก
“ถุ้ย! ทำได้ก็ลองดู!” เธอพ่นคำพูดออกมาอย่างดูแคลน ก่อนจะเดินออกไปอย่างโอหัง แต่เพียงไม่กี่ก้าวความเจ็บปวดก็แล่นปราดไปทั่วร่าง บีบให้เธอต้องเดินกลับห้องตัวเองอย่างทุลักทุเล
เมื่อแน่ใจว่าซื่อหงจากไปแล้ว ย่าอันรีบสาวเท้าไปล็อคประตูด้วยมือที่สั่นเทา จากนั้นก็รีบรุดเข้าหาเตียง หญิงชราค่อยๆ เปิดแผ่นไม้ลับบนเตียงออกอย่างระมัดระวัง
มือเหี่ยวย่นสั่นระริกขณะหยิบปิ่นหยกล้ำค่าที่ซ่อนไว้มานานปีออกมา นิ้วมือลูบไล้วัตถุล้ำค่าอย่างทะนุถนอมราวกับแม่โอบกอดลูกน้อย
ดวงตาคู่เก่าคร่ำฉายแววโกรธแค้นขณะนึกถึงลูกชายโง่เขลาของตน ที่เอาความลับสำคัญไปเล่าให้ซื่อหงฟังจนหมดเปลือก
แม้แต่เรื่องปิ่นหยกชิ้นนี้ก็ยังบอกไป! ช่างไม่รู้เลยว่ากำลังผลักอันจิ่วเม่ยเข้าสู่หายนะ
ตอนนี้ซื่อหงคงกำลังวางแผนชั่วร้ายอยู่แน่ ๆ ถ้าปล่อยไว้คงไม่จบแค่นี้แน่ เธอจะต้องหยุดแผนชั่ว ๆ ของซื่อหงให้ได้
ย่าอันนั่งครุ่นคิดบนเตียงทั้งคืน สมองหมุนติ้วราวกับลูกข่างที่ไม่มีวันหยุด เงาของหญิงชราทอดยาวบนผนังตามแสงจันทร์ที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่าน
จนกระทั่งแสงอรุณสาดส่องผ่านหน้าต่าง ทาบทาลงบนร่างของหญิงชราที่นั่งมองปิ่นหยกในมือ ดวงตาที่เคยอ่อนล้าเปลี่ยนเป็นประกายแน่วแน่ ราวกับว่าความคิดที่วนเวียนมาทั้งคืนได้ตกผลึกเป็นแผนการที่แน่ชัด
รุ่งเช้าวันใหม่ ซื่อหงลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นปราดไปทั่วใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากที่บวมช้ำ
เธอลุกขึ้นนั่งบนเตียง มือลูบใบหน้าอย่างระมัดระวัง ก่อนจะส่งเสียงครางเบาๆ ด้วยความเจ็บปวด
“โอ๊ย… ยายแก่บ้า!” ซื่อหงสบถเบา ๆ ขณะที่พยายามคิดหาวิธีปกปิดร่องรอยบนใบหน้า
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นผ้าโพกศีรษะผืนเก่าที่แขวนอยู่มุมห้อง ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เธอคว้าผ้าผืนนั้นมาพันรอบศีรษะและใบหน้าอย่างมิดชิด จนดูคล้ายมัมมี่ในภาพยนตร์ตลก
“ดีแล้ว… อย่างน้อยก็ไม่มีใครเห็นหน้าฉันในสภาพนี้” ซื่อหงพึมพำกับตัวเอง พลางส่องกระจกดูความเรียบร้อย
เธอก้าวออกจากบ้านด้วยท่าทางมั่นใจ แต่ความมั่นใจนั้นก็สลายไปในทันทีที่สัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากเพื่อนบ้าน บางคนมองด้วยความสงสัย
บางคนอมยิ้มด้วยความขบขัน และบางคนก็ส่ายหน้าด้วยความรำคาญ
“ซื่อหง! นี่เธอเป็นอะไรไป?” เสียงของเพื่อนบ้านเอ่ยถามทันที “ทำไมถึงได้แต่งตัวแปลก ๆ แบบนี้?”
ซื่อหงชะงักเท้า หันไปมองคนที่ถามเธอด้วยสายตาเย็นชา
“เกี่ยวอะไรเธอ” เธอตอบกลับด้วยน้ำเสียงห้วน ๆ
อีกฝ่ายทำหน้าเหวอ ก่อนจะหันไปกระซิบกับสามีตนเองที่ยืนอยู่ข้าง ๆ “ฉันว่าเธอคงเสียสติไปแล้วแน่ ๆ ”
ซื่อหงได้ยินเสียงกระซิบนินทา แต่เธอไม่สนใจ เธอเดินต่อไปด้วยท่าทางแข็งทื่อ พยายามเชิดหน้าให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ว่าความร้อนใต้ผ้าพันหน้าจะทำให้เธอรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก
ซื่อหงเดินเร็วขึ้น พยายามหลบสายตาและเสียงนินทาของคนรอบข้าง
ซื่อหงบ่นพึมพำ “ฉันจะต้องหาทางเอาคืนย่าอันให้ได้ แล้วก็ต้องเจอปิ่นหยกนั่นให้ได้ด้วย!”
ในขณะเดียวกันอันจิ่วเม่ยกับหลี่เจียเฟิ่งเริ่มขนของเข้าบ้านใหม่ด้วยความตื่นเต้น ข้าวของไม่มาก เพียงไม่นานก็ขนเสร็จ จากนั้นก็เริ่มจัดบ้านใหม่อย่างสนุกสนาน
อันจิ่วเม่ยล้างเฟอร์นิเจอร์เก่าที่ซื้อมาจนขึ้นเงาวับ รอไปซื้อน้ำมันทาไม้จากในเมืองมาทาสักหน่อย บ้านใหม่ก็จะสวยเหมือนในนิตยสารตกแต่งบ้านเลยทีเดียว
สองหนุ่มสาวขนของเสร็จแล้ว กำลังจะไปช่วยย่าอันย้ายข้าวของ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป ภาพที่เห็นทำให้ทั้งคู่ต้องอ้าปากค้าง ห้องว่างเปล่า ไร้เงาคนแก่!
“คุณย่าไปไหน?” อันจิ่วเม่ยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เสียงของเธอสั่นเครือด้วยความวิตก
ภายในห้องเหลือแต่ข้าวของกระจัดกระจายเกลื่อนพื้นที่เป็นฝีมือของซื่อหงที่บ้าคลั่งเมื่อคืน
หลี่เจียเฟิ่งขมวดคิ้วจนเป็นปม ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “คุณย่าจะไปหาหน่อไม้รึเปล่า?”
อันจิ่วเม่ยส่ายหน้าอย่างแรง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่น่าใช่นะ ขาคุณย่าไม่ค่อยดี ปกติแทบไม่ออกจากบ้าน นี่ก็เพิ่งทำหน่อไม้ดองเสร็จไป ถึงจะไปหาที่ปากทางหมู่บ้านบ้าง แต่ก็ไม่น่าจะหายไปนานขนาดนี้”
“อืม…จริงด้วย” หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วย สายตากวาดมองไปรอบ ๆ ห้อง
“ตะกร้ากับมีดของคุณย่าก็ยังอยู่ที่บ้าน… ย่าอาจไม่ได้ไปจริง ๆ ”
ทั้งสองหันมามองหน้ากัน สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล “แล้ว…คุณย่าหายไปไหน?”
อันจิ่วเม่ยรู้สึกอึดอัดในอกจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับมีลางสังหรณ์ร้าย ๆ แล่นผ่านหัวใจ เธอรู้สึกเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นมาบีบหัวใจของเธอ
“ฉันเป็นห่วงว่าย่าจะเป็นอะไรไป พวกเราแยกกันหาดีกว่า” อันจิ่วเม่ยพูดอย่างร้อนรน พลางวิ่งออกจากบ้านไปอย่างรวดเร็ว
เธอวิ่งไปตามถนนหมู่บ้านด้วยความตื่นตระหนก เสียงหอบหายใจของเธอดังก้องในอากาศยามเช้า
“สหายเห็นคุณย่าของฉันไหม?”
หญิงสาวถามทุกคนที่พบเจอด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวลและความหวาดกลัว
แม้ช่วงนี้อันจิ่วเม่ยจะรู้สึกผิดหวังกับคุณย่าอยู่บ้าง เพราะคุณย่าเข้าข้างซื่อหงฝ่ายเดียว ราวกับลืมไปเสียสนิทว่าเมื่อก่อนซื่อหงเคยทำร้ายย่าหลานทั้งสองคนไว้อย่างไรบ้าง แต่ตอนนี้เมื่อคุณย่าหายไป ความรู้สึกทั้งหมดนั้นกลับกลายเป็นความวิตกกังวลอย่างหนัก
อันจิ่วเม่ยวิ่งฝ่าแสงแดดยามสายที่แผดเผาไปยังทุ่งนาที่ชาวบ้านกำลังทำงานกัน เสียงหอบหายใจของเธอผสมปนเปไปกับเสียงจอกแจกจอแจของชาวนา
“คุณป้า! เห็นย่าของฉันไหมคะ?” อันจิ่วเม่ย ตะโกนถามอย่างร้อนรน
“คุณตาซ่ง! เห็นย่าไหม?” อันจิ่วเม่ยวิ่งวุ่นไปทั่วทุ่ง เอ่ยถามชาวบ้านที่ทำงานอยู่ ก็ไม่มีใครเห็นย่าเธอสักคน
สุดท้ายอันจิ่วเม่ยก็มาหยุดที่ชายวันกลางคนที่นั่งหลบแดดอยู่ใต้ต้นไม้เธอเดินเข้าไปหาทันที
“สวัสดีค่ะ คุณลุงเหวิน… ลุงเห็นย่าหนูไหมคะ?” เธอถามด้วยเสียงแผ่วเบา แทบจะหมดแรง
คุณลุงเหวินขมวดคิ้ว ก่อนจะชี้นิ้วไปทางภูเขาลูกใหญ่ “ย่าของเธอน่ะเหรอ? ขึ้นไปตั้งแต่เช้าแล้วล่ะ คงอยากไปหาผักป่ามาให้พวกเธอมั้ง”
อันจิ่วเม่ยใจหายวาบ ความกลัวเกาะกุมหัวใจ ย่าของเธอขาไม่ดี จะปีนเขาได้ยังไง?! ต้องมีอะไรผิดปกติแน่ ๆ
“ขอบคุณมากค่ะคุณลุง!” เธอตะโกนทิ้งท้าย ก่อนจะไปทางภูเขาอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก หลี่เจียเฟิ่งก็ตามมาติด ๆ คุณลุงก็ชี้ทางให้อีกรอบ
ชายกลางคนเห็นหลี่เจียเฟิ่งปีนเขาไปด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง ถึงกับส่ายหัวอย่างทึ่ง ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยรอยยิ้มชื่นชม
“โอ้โห! สองสามีภรรยาคู่นี้ช่างรักกันจริง ๆ แค่ออกไปแป๊บเดียวก็ต้องวิ่งตามกันแล้ว เฮ้อ… ความรักหนุม่สาวรุ่นนี้มันช่างหวานซึ้งจริง ๆ ”