ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 70 แขกไม่ได้รับเชิญ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 70 แขกไม่ได้รับเชิญ
บทที่ 70 แขกไม่ได้รับเชิญ
ย่าอันเริ่มเล่าถึงช่วงเวลาอันเลวร้าย เมื่อแม่ของอันจิ่วเม่ยร่างเดิม แม่ของเธอล้มป่วยหนัก ฝั่งทางตายายก็พยายามจะช่วยชีวิตแม่เธอไว้ พวกเขาถึงขั้นลักลอบออกเดินทางเพื่อไปหายาที่ดีสุดมารักษา
น้ำเสียงของย่าอันเบาลงเป็นเพียงเสียงกระซิบ “แต่ทว่า… พวกเขากลับหายตัวไป ไม่นานหลานย่าก็เสียชีวิต และทิ้งหลานไว้กับย่าและพ่อของหลาน”
สายลมพัดผ่าน ใบไม้แห้งปลิวว่อน ราวกับจะพาความ
“มีคนบอกว่า…” ย่าอันพูดต่อ “ตายายของหลานถูกส่งไปทุ่งในชนบท ส่วนลุงของหลานหายตัวไปในฐานะเยาวชนผู้มีการศึกษา ไม่มีใครรู้ชะตากรรมของพวกเขา”
ย่าอันถอนหายใจอย่างหนักอกหนักใจ “น่าเสียดายจริง ๆ สำหรับครอบครัวนั้น ช่างเป็นโชคชะตาที่โหดร้าย”
อันจิ่วเม่ยฟังทุกคำพูดอย่างตั้งใจ จดจำทุกรายละเอียดไว้ในใจ ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“เข้าใจแล้วค่ะ หนูจะสืบเรื่องพวกเขาเอง คุณย่าไม่ต้องกังวลนะคะ หนูจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยแน่นอน”
อันจิ่วเม่ยแบกหญิงชราขึ้นหลัง ค่อย ๆ เดินเข้าทางเดินหลักของภูเขา ทันใดนั้น เธอก็เห็นหลี่เจียเฟิ่งยืนรออยู่ข้างทาง มือถือไก่ป่าที่ล่ามาได้
“หลี่เจียเฟิ่ง!” อันจิ่วเม่ยร้องเรียกด้วยความดีใจ มือข้างหนึ่งโบกทักทายอย่างกระตือรือร้น
หลี่เจียเฟิ่งหันมาตามเสียงเรียก สายตาของเขาจับจ้องไปที่ภาพตรงหน้า
อันจิ่วเม่ยบแบกคุณย่าบนหลัง ใบหน้าของทั้งคู่เปื้อนยิ้มด้วยความสุข แสงอาทิตย์ยามเย็นทอประกายอบอุ่นบนใบหน้าของพวกเขา
ริมฝีปากของหลี่เจียเฟิ่งยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง ๆ ‘คงจะคืนดีกันแล้วสินะ’ เขาคิดในใจ ความโล่งอกแผ่ซ่านในอก
ชายหนุ่มก้าวเข้าไปหาอันจิ่วเม่ยและย่าอัน เขาวางไก่ป่าลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง ก่อนจะยื่นมือไปรับย่าอันจากหลังของอันจิ่วเม่ย
“ขอบคุณนะ” อันจิ่วเม่ยกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน เธอยืดตัวตรง ผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่เกร็งจากการแบกย่า
หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปทางย่าอัน “คุณย่าครับ ผมจะแบกคุณย่าเองนะครับ” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ย่าอันยิ้มกว้าง ตาเป็นประกายด้วยความซาบซึ้ง“ขอบใจมากนะ เจียเฟิ่ง เป็นเด็กดีจริง ๆ ”
หลี่เจียเฟิ่งค่อย ๆ แบกย่าอันขึ้นหลัง มือข้างหนึ่งถือไก่ป่าไว้อย่างมั่นคง อันจิ่วเม่ยเดินเคียงข้างพวกเขา สายตาของเธอมองไปที่หลี่เจียเฟิ่งด้วยความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจ
ทั้งสามค่อย ๆ เดินลัดเลาะตามเส้นทางในภูเขา เสียงหัวเราะและพูดคุยของพวกเขาแว่วไปตามสายลม ผสานกับเสียงนกร้องและใบไม้ไหว เป็นภาพที่แสนอบอุ่นและมีความสุข
เมื่อกลับมาถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน ก็พบกับคุณลุงเหวินยืนกอดอกรออยู่ พอเห็นเสื้อผ้าของย่าอันเปื้อนดินโคลนเละเทะ จึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะร่วน
“โอ้โห! คุณย่าก็ทำให้พวกเด็กๆ ลำบากเหมือนกันนะ อายุปูนนี้แล้วก็ยังไม่รู้จักประมาณตัว ยังจะไปหาผักป่าอีก ทั้งคู่วิ่งหาย่าจ้าละหวั่นเลย นึกว่าแกโดนหมีกินไปแล้ว!”
ย่าอันรู้สึกเขินอายจนหน้าแดงก่ำ จึงพูดเสียงอ่อย
“เหวินซู อย่าล้อฉันเลย ฉันก็แค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระให้พวกเด็กๆ บ้าง ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้ คนแก่แล้วก็ไม่ต่างอะไรกับไม้เท้าหักจริง ๆ ”
ลุงเหวินยิ้มกว้างจนตาหยี แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อยแกมขำ “นั่นสิแก่แล้วแก่เลย… แต่ฉันยังหล่อเหมือนเดิมนะ ฮ่า ๆ ”
อันจิ่วเม่ยหัวเราะคิกคักกับมุกตลกของคุณลุง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มสดใส
“ต้องขอบคุณลุงเหวิน ที่บอกทางด้วยนะคะ ไม่งั้นหนูก็ไม่รู้จะไปตามหาคุณย่าที่ไหน ได้เจอคุณลุงที่หล่อและใจดีแบบนี้ หนูโชคดีจังเลย”
“โธ่ แค่นี้เอง!” อีกฝ่ายโบกมือไปมาอย่างถ่อมตัว แก้มแดงระเรื่อเล็กน้อย
อันจิ่วเม่ยคุยกับลุงเหวินอย่างสนุกสนานอีกสองสามประโยค แล้วชวนท่านมาเยี่ยมที่บ้านใหม่
“มาทานขนมฝีมือหนูนะคะ รับรองอร่อยจนต้องขอเพิ่มแน่นอน!”
หลังจากพูดคุยกันอีกสองสามประโยค ทั้งสามก็เอ่ยลาลุงเหวินเมื่อเดินห่างออกมา หลี่เจียเฟิ่งหันมาพูดกับอันจิ่วเม่ยและย่าอัน
“ผมอยากจะแวะไปบ้านลุงมู่หน่อยนะ จะไปเอาของไปฝากแก แล้วสั่งอิฐดินเหนียวเพิ่ม”
อันจิ่วเม่ยพยักหน้าเข้าใจ เธอมองดูย่าอันที่ดูเหนื่อยล้าจากการเดินทาง
“ไปเถอะค่ะ ฉันจะพาคุณย่าไปพักผ่อนที่บ้านก่อน คุณไปคนเดียวก็ได้นะคะ”
หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้าเบา ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ย่อตัวลง ให้อันจิ่วเม่ยช่วยประคองย่าอันลงจากหลังของเขา
อันจิ่วเม่ยให้ย่าอันขึ้นหลังของเธอต่อ หลี่เจียเฟิ่งก็พูดขึ้น “ฉันจะรีบไปแล้วรีบกลับ”
อันจิ่วเม่ยยิ้มและพยักหน้ารับรู้ ก่อนที่ทั้งสองจะแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง
เมื่อมาถึงหน้าบ้าน อันจิ่วเม่ยก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากด้านใน เธอค่อย ๆ นั่งลงให้คุณย่าลงจากหลัง ก่อนจะมองเข้าไปในบ้านด้วยความตกใจ
อันจิ่วเม่ยเบิกตากว้าง ภาพตรงหน้าของเธอคือคนตระกูลหลี่กำลังโต้เถียงกันเสียงดังอื้ออึง ในบ้านของเธอ!
นี่มันเรื่องอะไรกัน? ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัวทันที เธอรีบร้อนออกไปตามหาย่าจนลืมล็อกประตูบ้าน!
มือเรียวของเธอค่อย ๆ ประคองร่างที่อ่อนแรงของคุณย่าเข้ามาในบ้านอย่างช้า ๆ ยิ่งเข้ามาใกล้ เสียงทะเลาะเบาะแว้งก็ยิ่งดังชัดเจนขึ้น
ในบ้านเป็นกลุ่มคนที่ยืนอยู่มีหลี่ถังที่กำลังยืนเผชิญหน้ากับซู่เม่ย ลูกสะใภ้รองของตระกูลหลี่ เสียงของทั้งคู่ดังโต้กลับกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใคร
เสวี่ยเหยาและซานซาน น้องสาวของหลี่ถังก็ยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่าง ๆ ด้วยสีหน้าอึดอัด ส่วนข้างกายหลี่ถังนั้น เพ่ยอิงยืนกระซิบกระซาบยุแหย่ราวกับเติมเชื้อไฟให้กับกองเพลิงที่กำลังลุกลาม
“ฉันไม่สนใจ! ห้องนี้ต้องเป็นของฉัน!”หลี่ถังตะโกนพลางเอามือเท้าสะเอว จ้องซู่เม่ยตาเขียวปั้ด “ฉันเป็นพี่ชายคนโตนะ เธอต้องฟังฉัน!”
เพ่ยอิงยืนข้าง ๆ ยิ้มกริ่มพลางพูดแทรกขึ้นมาอย่างมีเลศนัย “ใช่แล้ว เจียลี่ เธอต้องเกรงใจพี่ชายหน่อยนะ ไม่งั้นจะโดนดุเอานะ”
เจียลี่ที่ถูกแม่เลี้ยงตามใจจนเคยตัว ไม่เหมือนลูกสาวสองคนบ้านใหญ่ตระกูลหลี่ที่เงียบ ๆ เธอกลับตอกกลับอย่างไม่ยั้ง
“แกนี่มันปากเสีย! อย่าคิดนะว่าฉันไม่รู้ทันความคิดสกปรกของแก คิดว่าพี่ชายคนโตฉันปกป้องแกแล้วจะยิ่งใหญ่งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!”
คำด่าแบบนี้ป้าใหญ่เคยสอนเธอไว้ เจียลี่จึงฉวยโอกาสนำมาใช้ทันที ด่าเพ่ยอิงต่อหน้าคนอื่นอย่างสาสมใจ
เรื่องนี้เป็นปมในใจของเพ่ยอิงยู่แล้ว ตอนนี้ยังถูกลุกพี่ลูกน้องสามีดูถูกต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ เธอทนไม่ไหวอีกต่อไป ไม่ทันได้สั่งให้หลี่ถังลงมือ ตัวเองก็พุ่งเข้าใส่อย่างคลุ้มคลั่งราวกับเสือร้ายที่ถูกรุมล้อม
“พวกเธอกำลังทำอะไรกันอยู่?” เสียงดุๆ ดังขึ้น
อันจิ่วเม่ยพยุงย่าที่ดูเหมือนจะเหนื่อยอ่อนให้นั่งลงพักผ่อน ก่อนจะหันมามองกลุ่มคนตรงหน้าด้วยสายตาดุดันราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
เสวี่ยเหยาและซานซาน ยืนนิ่งเหมือนรูปปั้น ใบหน้าซีดเผือดบ่งบอกว่าถูกลากมาแบบไม่เต็มใจ แต่หลี่ถังกลับดูสบายอกสบายใจ ไม่แคร์สายตาใครเลยสักนิด
หือ? ครั้งก่อนหลี่ถังยังทักทายเธอย่างเป็นมิตรอยู่เลย ทำไมวันนี้ถึงดูเกลียดเธอนักล่ะ
ขณะเดียวกันเพ่ยอิงกำลังไล่ตามเจียลี่ด้วยท่าทางกระหายเลือด ราวกับเสือไล่ล่าเหยื่อ
“อาสะใภ้สามช่วยด้วย!” เจียลี่ร้องลั่นพร้อมกระโดดเข้าไปซ่อนหลังอันจิ่วเม่ยราวกับลูกเจี๊ยบหลบภัย
อันจิ่วเม่ย “…”
เฮ้อ…นี่มันบ้านหรือสวนสัตว์กันแน่?
สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดขึ้นทุกขณะ อันจิ่วเม่ยพยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับเพ่ยอิง แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมหยุดง่าย ๆ ซ้ำยังคิดจะฉวยโอกาสนี้เล่นงานเจียลี่ เพื่อหาทางโจมตีเธออีกด้วย
อันจิ่วเม่ยไม่ใช่เด็กไร้เดียงสาที่จะปล่อยให้เพ่ยอิงเล่นงานได้ง่าย ๆ เธอยกเท้าขึ้น เตรียมพร้อมราวกับนักมวยที่พร้อมจะเตะคู่ต่อสู้ทันทีที่อีกฝ่ายเข้ามาในระยะ