ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 74 ไปบ้านตระกูลหลี่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 74 ไปบ้านตระกูลหลี่
บทที่ 74 ไปบ้านตระกูลหลี่
อันจิ่วเม่ยได้ไก่ป่าที่สามีถอนขนเรียบร้อยมาเตรียมทำอาหาร เธอหมักไก่ตัวหนึ่งด้วยเกลืออย่างพิถีพิถัน ตั้งใจจะทอดกินทีละนิดเหมือนกับแกล้มเหล้า ทำให้อาหารนั้นเข้มข้นและอร่อยลงตัว
ส่วนอีกตัวเธอนำมาตุ๋นอย่างบรรจง ตุ๋นจนเนื้อเปื่อยนุ่ม ละลายในปาก กลิ่นหอมของซุปไก่ตุ๋นลอยไปทั่วบ้าน เธอตั้งใจทำหม้อนี้เพื่อบำรุงร่างกายให้คุณย่าที่บาดเจ็บและต้องการอาหารบำรุงเป็นพิเศษ
บนโต๊ะอาหาร อันจิ่วเม่ยหันไปพูดกับย่าอันด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ “คุณย่าคะ ตอนนี้หนูรู้ความจริงหมดแล้ว ย่าไม่ต้องกลัวซื่อหงอีกต่อไปแล้วค่ะ หล่อนจะเอาเรื่องนั้นมาขู่เราไม่ได้อีก ถึงจะพูดออกมาหนูก็ไม่กลัวหรอกค่ะ ตอนนี้การที่เราได้อยู่พร้อมหน้ากันสามคน นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับหนูแล้ว”
หลังพูดจบ อันจิ่วเม่ยก็ตักน้ำซุปไก่หอมกรุ่นส่งให้คุณย่า ราวกับเป็นของขวัญล้ำค่าจากใจ
ย่าอันน้ำตาคลอเบ้า หัวใจที่เคยหนักอึ้งเพราะความกังวลเริ่มเบาบางลง เธอไม่เคยคิดมาก่อนว่าในช่วงบั้นปลายชีวิต จะได้สัมผัสกับความสุขเช่นนี้ เธอพยักหน้ารับหลายครั้ง พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด
“ถ้าย่าเล่าความจริงให้หลานฟังตั้งแต่แรก ป่านนี้พวกเราคงได้มีชีวิตที่สุขสบายแบบนี้นานแล้ว”
อันจิ่วเม่ยอดไม่ได้ที่จะยิ้มมุมปากเล็กน้อยในใจ ก็ใช่ไงคะคุณย่า! แต่จะว่าไปก็ไม่สามารถโทษย่าได้ทั้งหมด
เรื่องนี้นักเขียนก็ไม่ได้เฉลยอะไรชัดเจนเลยตั้งแต่ต้น! เฮ้อ…ช่างเถอะ ตอนนี้เธอก็รู้ความจริงทุกอย่างแล้ว ไม่มีประโยชน์ที่จะย้อนกลับไปโทษใคร
อันจิ่วเม่ยหันไปยิ้มให้หญิงชรา รอยยิ้มของเธออ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยความจริงจังและหนักแน่น “ย่าคะ ต่อไปถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ย่าห้ามปิดบังหนูอีกแล้วนะคะ เข้าใจไหม?”
น้ำเสียงที่อบอุ่นแต่มั่นคงของอันจิ่วเม่ยสะท้อนความตั้งใจของเธอ หญิงชรามองดูเธอด้วยแววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย แม้จะรู้ว่าที่ผ่านมาเธอปิดบังความจริงด้วยความหวังดี แต่ตอนนี้เธอเองก็รู้สึกว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปิดอีกแล้ว
ย่าอันพยักหน้ารัว ๆ ราวกับลูกเป็ดน้อย “เข้าใจจ้ะ หลานรัก ย่าจะไม่ปิดบังอีกแล้ว”
หลี่เจียเฟิ่งที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ฟังบทสนทนาระหว่างสองย่าหลานแล้วรู้สึกอิ่มเอมใจ เขาจึงพูดขึ้นมาอย่างอ่อนโยน “เดี๋ยวฉันจะไปบ้านหลังเดิม เธอไม่ต้องห่วง ต่อไปนี้จะไม่มีใครมารบกวนเธอกับย่าอีกแล้ว”
“ให้ฉันไปด้วยนะ ถ้ามีอะไรจะได้ช่วยกัน” อันจิ่วเม่ยกล่าวอย่างมั่นใจ
ตั้งแต่ที่เพ่ยอิงพาเด็ก ๆ มาบุกถึงบ้าน อันจิ่วเม่ยก็รู้ทันทีว่าหลี่เจียเฟิ่งจะต้องลงมือจัดการอะไรบางอย่างอย่างแน่นอน และท่าทางของเขาก็บ่งบอกชัดว่าไม่ยอมให้ใครมายุ่งกับพวกเธออีกตามที่พูดไว้
แต่เธอจะปล่อยให้หลี่เจียเฟิ่งรับมือคนเดียวได้ยังไง ในเมื่อเขาจะปกป้องเธอ เธอก็จะปกป้องเขาเช่นกัน!
“ตกลง” หลี่เจียเฟิ่งตอบรับ รอยยิ้มบาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก
แม้จะแต่งงานกันด้วยไม่ได้เริ่มจากความรัก แต่ทั้งคู่กลับเข้าขากันได้อย่างน่าทึ่ง ราวกับมีสายสัมพันธ์ลึกลับเชื่อมโยงกัน
ตอนนี้หลี่เจียเฟิ่งเริ่มชินกับการมีอันจิ่วเม่ยอยู่เคียงข้างในทุกภารกิจ ช่างเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นและปลอดภัยเหลือเกิน
นึกถึงตอนที่เธอปกป้องเขาในงานแต่งงาน ใจก็พองโตด้วยความดีใจ การกลับไปเผชิญหน้าคนที่บ้านเก่าไม่น่ากลัวอีกต่อไป
ย่าอันมองดูคู่รักหนุ่มสาวด้วยรอยยิ้มกว้าง หัวใจของเธอพองโตด้วยความสุขและความหวังใหม่ เธอตั้งปณิธานในใจว่าจะดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อวันหนึ่งจะได้เห็นเหลนตัวน้อยและช่วยหลานสาวเลี้ยงลูกด้วยมือของเธอเอง
หลังมื้ออาหารอันแสนอบอุ่นผ่านไป อันจิ่วเม่ยและหลี่เจียเฟิ่งก็พร้อมออกเดินทางไปยังบ้านตระกูลหลี่ บ้านที่เขาเคยเติบโตขึ้นมา ทั้งคู่ต่างมุ่งมั่นที่จะเผชิญกับทุกปัญหาด้วยกัน
เมื่อถึงหน้าประตูใหญ่ของบ้านตระกูลหลี่ หลี่เจียเฟิ่งก้าวเข้าไปเป็นคนแรก เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูใหญ่เข้ามาในบ้าน บรรยากาศภายในก็ดูอึดอัดกว่าที่คาดไว้
ทันใดนั้น เสียงหัวเราะดังขึ้นจากห้องโถงใหญ่ เมื่อบิดาของหลี่เจียเฟิ่งออกมาต้อนรับ
“อ้าว เจียเฟิ่ง! กลับมาเยี่ยมบ้านแล้วหรอ เข้ามาสิ ๆ” ลี่เฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมรอยยิ้มกว้างเสแสร้งบนใบหน้า
ในห้องโถงใหญ่ ทุกคนในบ้านตระกูลหลี่ต่างนั่งอยู่พร้อมหน้าพร้อมตา บรรยากาศดูเหมือนจะอบอุ่น แต่หลี่เจียเฟิ่งรู้ดีว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตาที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปกปิดความจริง
ทันทีที่นั่งลง หลี่เจียเฟิ่งก็ไม่รอช้า เปิดประเด็นอย่างตรงไปตรงมา “ผมได้ยินมาว่าพ่อกับแม่ส่งหลาน ๆ ไปที่บ้านของผม แล้วบอกให้พวกเขาอยู่ที่นั่น เรื่องนี้จริงไหมครับ?”
น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่แฝงความหนักแน่น ดวงตาคมกริบจ้องมองตรงไปยังลี่เฟย เหมือนจะหาคำตอบที่ชัดเจน
บรรยากาศในห้องพลันเงียบลงทันที สีหน้าของลี่เฟยเริ่มฝืดเล็กน้อย ทันใดนั้น ชิวหรงก็พูดขึ้นมาทันที “ฉันก็แค่ให้เด็ก ๆ ไปแสดงความยินดีกับพวกเธอเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรหรอก”
อันจิ่วเม่ยแอบขำในใจ ไม่คิดเลยว่าคุณแม่สามีคนนี้จะรู้จักแสดงความยินดีกับคนอื่นเป็นด้วยงั้นเหรอ? อันจิ่วเม่ยเห็นหลี่เจียเฟิ่งนิ่งเงียบ เธอจึงเป็นฝ่ายเปิดปากแทน
“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง เจียลี่บอกว่าพ่อแม่ให้พวกเขามาอยู่บ้านเรา แล้วบอกว่าให้เราสองคนเลี้ยงดูพวกเขาด้วย”
อันจิ่วเม่ยพูดด้วยรอยยิ้มหวานเย็น ก่อนจะเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงเฉียบคม “แต่ทำไมถึงต้องให้หลี่ถังกับเพ่ยอิงมาด้วยล่ะ? พ่อแม่ของเขาก็ยังอยู่ ทำไมต้องให้เราดูแลพวกเขาด้วยล่ะคะ?”
เธอหยุดเล็กน้อยเพื่อดูปฏิกิริยาของทุกคนในห้อง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่ทำให้บรรยากาศดูหนาวเหน็บขึ้นไปอีก
“แต่เรื่องโง่ ๆ แบบนี้พ่อแม่คงไม่ได้คิดเองหรอกใช่ไหมคะ? แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงหนูก็คงเอาหลานไปอยู่ที่บ้านไม่ได้หรอกนะคะ เพราะพวกเรายังต้องมีลูกของตัวเองในอนาคต ถ้าเอาเด็กมาอยู่เต็มบ้าน หนูกลัวว่าลูกของเราจะตกใจ ไม่กล้ามาเกิดเสียก่อนนะคะ”
คำพูดของอันจิ่วเม่ยทำเอาทุกคนในห้องโถงเงียบกริบ บรรยากาศเหมือนถูกสาดด้วยน้ำแข็ง
ลี่เฟยลุกพรวดขึ้น ใบหน้าแดงก่ำด้วยความโกรธ เธอชี้หน้าพร้อมตะคอกใส่อันจิ่วเม่ย “ใครอนุญาตให้แกพูดในบ้านหลังนี้ฮะ!?”
อันจิ่วเม่ยกระพริบตาปริบ ๆ ใบหน้าดูใสซื่อเหมือนไม่รู้เรื่อง ก่อนจะเอ่ยเสียงหวาน ๆ
“โอ๊ะ! พี่สะใภ้ขา~ คุณลืมไปหรือเปล่าคะว่าตอนนี้หนูเป็นสะใภ้สามแล้ว ทำไมคุณพูดได้ แต่หนูพูดไม่ได้ล่ะคะ? หรือแค่แก่กว่าหนูนิดหน่อย คุณจะรังแกหนูแบบนี้เลยเหรอคะ?”
“แก!” ลี่เฟยโกรธจนหน้าแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน อยากจะกระโจนเข้าไปฉีกปากยัยตัวดีให้ยับเยินเสียจริง ๆ
แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไร เสียงของหลี่เฉินฟู่ พ่อของหลี่เจียเฟิ่ง ก็สวนขึ้นมาอย่างดุดัน
“พอได้แล้วลี่เฟย! ทำไมทุกครั้งถึงได้ทำตัวเหมือนคนไม่มีพ่อแม่สั่งสอน?” หลี่เฉินฟู่พูดอย่างไม่พอใจ พลางจ้องตาเขม็งใส่เธออย่างดุดัน
คำพูดของหลี่เฉินฟู่ดังก้องในห้องโถง ทำเอาทุกคนชะงัก โดยเฉพาะลี่เฟยที่สะดุ้งเฮือกไปทั้งตัว คำพูดนี้เหมือนด่าตรง ๆ ไม่ใช่แค่เธอคนเดียว แต่ยังพาดพิงถึงครอบครัวเดิมของเธออีกด้วย ทำให้เธอรู้สึกเจ็บลึกจนหน้าเสีย
นี่เป็นครั้งแรกที่พ่อสามีด่าเธอรุนแรงขนาดนี้ นับตั้งแต่แต่งเข้ามาในตระกูลหลี่.
และทั้งหมดนี้ก็เพื่อนังอันจิ่วเม่ย!
ความโกรธแทบจะระเบิดออกมา แต่ต่อหน้าทุกคนในครอบครัว เธอก็ไม่กล้าทำอะไรมากไปกว่านี้ ได้แต่กัดฟันอดทนเอาไว้
อันจิ่วเม่ยพูดทั้งดีทั้งร้ายไปหมดแล้ว หลี่เฉินฟู่และชิวหรงก็ไม่กล้าพูดอะไรรุนแรงอีก สุดท้ายหลี่เฉินฟู่ได้แต่มองหน้าอันจิ่วเม่ยอย่างไม่พอใจแล้วพูดว่า
“พวกเราก็ไม่ได้มีเจตนาอะไรทั้งนั้นแหละ แค่อยากให้เด็กๆ ไปสนิทสนมกับพวกเธอ ตั้งแต่แต่งงานมาพวกเจ้าก็ยังไม่เคยกลับมาบ้านเลย ถึงแม้จะแยกครอบครัวแล้ว แต่ก็ยังเป็นครอบครัวเดียวกัน ควรจะไปมาหาสู่กันบ้าง”
“พ่อพูดถูกแล้วครับ/ค่ะ” หลี่เจียเฟิ่งและอันจิ่วเม่ยพยักหน้ารับอย่างว่าง่ายจนหน้าประหลาดใจ หลี่เฉินฟู่เห็นแบบนั้นก็รู้สึกพอใจมาก
เขากำลังจะบอกให้พวกเขาพาเด็ก ๆ ไปพักด้วยสักสองสามวัน แต่ก็ได้ยินอันจิ่วเม่ยพูดขึ้นมาก่อนว่า
“ตอนนี้บ้านยังรกระเกะระกะอยู่เลยค่ะ ยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย คงให้พ่อแม่กับพี่ชายพี่สะใภ้ไปเยี่ยมไม่ได้นะคะ ส่วนหลาน ๆ จะไปก็เลื่อนออกไปก่อนล่ะกันค่ะ”
อันจิ่วเม่ยยิ้มกว้างแล้วพูดต่อ “ถ้าพวกเราจัดบ้านเสร็จ เดี๋ยวจะมาเชิญพ่อกับแม่นะคะ”
หลี่เฉินฟู่ “…”
นี่เป็นการปฏิเสธโดยตรงก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยปากเสียอีก…