ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 73 ครอบครัวลูกชายคนรองตระกูลหลี่
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 73 ครอบครัวลูกชายคนรองตระกูลหลี่
บทที่ 73 ครอบครัวลูกชายคนรองตระกูลหลี่
“ขอโทษครับพ่อ ผมจะสั่งสอนเธอให้ดีกว่านี้”
หลี่ต้าหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกดดัน ปกติเป็นคนไม่ค่อยพูดอะไรนัก เขามักจะปล่อยให้ภรรยาของตัวเองไปก่อเรื่องตามใจชอบ ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี เขาก็พลอยได้รับประโยชน์ไปด้วย
แต่หากเกิดปัญหาขึ้น เขาก็โยนความรับผิดชอบทั้งหมดให้ภรรยาเผชิญเอง
ลี่เฟยที่ถูกสามีลงมือตีก็ไม่กล้าแม้แต่จะโวยวาย พวกเขาเป็นสามีภรรยากันมากว่ายี่สิบปีแล้ว เธอรู้จักนิสัยของสามีตัวเองเป็นอย่างดี ทั้งหน้าไหว้หลังหลอก และเปลี่ยนใจรวดเร็วยิ่งกว่าเปลี่ยนเสื้อผ้า หากตอนนี้เธอกล้าตอบโต้ คงได้ถูกซ้อมอย่างหนักแน่
เมื่อเห็นลูกชายลงมือทำโทษภรรยาแล้ว หลี่เฉินฟู่ พ่อของเขา ก็ไม่ได้กล่าวอะไรกับลี่เฟยอีก เพียงแค่หันไปพูดกับคนอื่นในบ้านด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นว่า
“พอเจ้าสามมาแล้ว ให้คุยกันดี ๆ อย่าทำอะไรให้เจ้าสามต้องโมโหอีก”
พูดเสร็จเขาก็หมุนตัวเดินออกไป หลี่เฉินฟู่เป็นคนที่รักหน้าตาของตัวเองยิ่งกว่าอะไรทั้งสิ้น ในใจนั้นแท้จริงไม่ต่างจากลูกชาย เขาก็หน้าไหว้หลังหลอกไม่แพ้กัน
เพราะลึก ๆ แล้วหลี่เฉินฟู่หวังอยู่เงียบ ๆ ว่าหลี่เจียเฟิ่งจะยอมรับเด็ก ๆ ในบ้านไปเลี้ยงดูทั้งหมดแทนเขา ลดภาระและความยุ่งยากให้เขาเอง
แต่หลี่เฉินฟู่ไม่กล้าพูดตรง ๆ ปล่อยให้พวกผู้หญิงในบ้านแสดงพฤติกรรมตามใจชอบไปเรื่อย ๆ รอจนกระทั่งหลี่เจียเฟิ่งโกรธขึ้นมาจริง ๆ เขาถึงจะยอมออกมาปรากฏตัวและแสดงท่าทีเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างขอไปที
แท้จริงแล้ว หลี่เฉินฟู่และลูกชายคนโตนั้นเหมือนกันราวกับแกะ ไม่ต่างกันเลยสักนิด ทั้งคู่ต่างมีนิสัยหน้าไหว้หลังหลอก พูดจากลับกลอก สร้างภาพต่อหน้าผู้อื่น ช่างสมเป็นพ่อลูกกันเสียจริง
ทุกคนในบ้านนี้อยู่ร่วมกันมาหลายปี รู้จักนิสัยกันดีเหมือนหลังมือกับหน้ามือ เมื่อได้ยินคำพูดของหลี่เฉินฟู่ก็ไม่มีใครเอ่ยอะไร ต่างคนต่างพยักหน้ารับคำแล้วแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเงียบเชียบ
หลี่ฉีหมิ่นเรียกลูกสาวของเขาเข้ามากำชับด้วยน้ำเสียงเข้ม
“ลูกอย่าไปฟังป้าสะใภ้ใหญ่มากเกินไปนะ ต่อจากนี้ไม่ต้องไปกวนอาสามที่บ้านอีก เข้าใจไหม?” เขาพูดพร้อมกับทำหน้าดุใส่ลูกสาว
หลี่ฉีหมิ่นรู้ดีว่าพ่อแม่และพี่ชายพี่สะใภ้กำลังคิดอะไร แต่เขาไม่อยากทำตามแผนนั้น น้องสามดูแลครอบครัวมานานขนาดนี้ ตอนนี้ก็แต่งงานออกไปมีครอบครัวของตัวเองแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องมาช่วยเลี้ยงลูกให้คนอื่นอีก
“แต่แม่เป็นคนบอกให้หนูไปกับพี่ชาย…” เจียลี่ตอบเสียงเบา ขณะที่หลี่ฉีหมิ่นถึงกับกุมขมับด้วยความปวดหัว
ขณะนั้นอวี้หลันที่เพิ่งจะก้าวออกจากห้องมา เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของสามีก็สะดุ้งเฮือก ราวกับว่าเขาถูกผึ้งต่อย
“อวี้หลัน เธอให้เจียลี่ไปบ้านเจ้าสามทำไม?” เขาถามอย่างไม่พอใจ
ได้ยินดังนั้น อวี้หลันโกรธจัดจนแทบจะมีควันออกจากหู
“นั่นเป็นความต้องการของพ่อแม่คุณเองนะ! แล้วนี่มันก็ดีต่อครอบครัวเราด้วย ตั้งแต่เจ้าสามไปครอบครัวเราก็ลำบากขึ้นไปอีก ฉันทำเพื่อครอบครัวเราทั้งนั้น…” เธอตอบด้วยความไม่พอใจ
หลี่ฉีหมิ่นตัดบทอย่างห้วน ๆ “เธอก็รู้ดีว่าสถานการณ์ของเจ้าสามเป็นยังไง เขามีครอบครัวของเขาแล้ว จะไปพึ่งเขาอีกทำไม เอาเวลาไปตั้งใจทำงาน เก็บคะแนน จะดีกว่าไหม?”
คำพูดเหล่านั้นทำให้อวี้หลันเสียใจจนน้ำตาคลอ เธอไม่รู้ว่าตัวเองเสียดายกี่ร้อยกี่พันครั้งแล้วที่ตัดสินใจแต่งงานกับผู้ชายหัวดื้อคนนี้ อยู่ในครอบครัวเดียวกันแท้ ๆ แต่กลับไม่ยอมแย่งชิงผลประโยชน์อะไรเลย
แม้ผลประโยชน์ดี ๆ จะผ่านเข้ามาบ้าง แต่ไม่เคยมาถึงครอบครัวของพวกเขาสักครั้ง ชีวิตของพวกเขาแร้นแค้นยิ่งกว่าขอทาน แต่สามีก็ไม่ยอมประจบประแจงพ่อแม่
ไม่ยอมแม้แต่จะเอ่ยปากขอแบ่งผลประโยชน์อะไรจากพวกท่านเลย ทำให้เธอต้องพลอยลำบากไปด้วย ราวกับต้องคลานไปบนกองถ่านร้อน ๆ ทุกวัน
ความลำบากนี้ทำให้อวี้หลันคิดว่าชีวิตที่ต้องอยู่กับหลี่ฉีหมิ่น ผู้ไม่ทะเยอทะยานและหัวแข็งเช่นนี้ เป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของเธอไม่แข็งแรง เปรียบเสมือนต้นไม้ที่ขาดน้ำจนไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ ชีวิตของเธอช่างน่าอนาถและสิ้นหวังเหลือเกิน
หลี่ฉีหมิ่นส่ายหัวอย่างระอา เมื่อเห็นว่าภรรยาของเขาไปเรียนรู้ ‘การจิกกัด’ จากพี่สะใภ้อีกแล้ว
เขาพยายามเตือนจนปากเปียกปากแฉะว่าอย่าไปยุ่งกับเรื่องพวกนั้น แต่ดูเหมือนอวี้หลันจะไม่ฟัง เธอยังยืนกรานว่า บ้านพี่ชายคนโตได้เปรียบเพราะทำตัวเป็นพวกกัดไม่ปล่อย เธอจึงตั้งใจจะเรียนรู้จากพวกเขา และไปร่วมก่อเรื่องกับครอบครัวหลี่เจียเฟิ่ง
หลี่ฉีหมิ่นนึกถึงวันวานที่เขาและน้องสามเคยเล่นขี่ม้าส่งเมฆด้วยกัน ความทรงจำเหล่านั้นยังชัดเจน
เขารู้ดีว่าน้องสามต้องลำบากแค่ไหน ตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาได้เปรียบมาหลายปีแล้ว เขาไม่อยากเพิ่มความปวดหัวให้น้องชายอีก ทั้งที่ต่างคนต่างแยกครอบครัวกันแล้ว
“ถึงฉันจะไม่ใช่คนเก่ง แต่ก็รู้จักแยกแยะอะไรควรไม่ควร ลูกของฉัน ฉันเลี้ยงเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้ใครมาช่วย” หลี่ฉีหมิ่นพูดด้วยน้ำเสียงสงบ แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจ
คำพูดนั้นเหมือนตบหน้าอวี้หลันฉาดใหญ่ เธอจ้องสามีด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา แล้วถามอย่างสะอื้น “เป็นเพราะฉันไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายได้ใช่ไหม? คุณถึงไม่อยากทำเรื่องพวกนี้ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่ายังไงก็ไม่มีทางสู้ครอบครัวพี่ใหญ่ได้!”
สีหน้าของหลี่ฉีหมิ่นแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาในทันที เขาไม่เคยสนใจเรื่องการมีลูกชายหรือลูกสาว ลูกของเขาก็คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเหมือนกัน ไม่ว่าชายหรือหญิง
แต่ภรรยาของเขาไม่คิดเช่นนั้น หลายปีมานี้อวี้หลันหมกมุ่นอยู่กับการมีลูกชายราวกับเป็นความคิดฝังหัว เธอพยายามยุยงให้เจียลี่ลูกสาวของพวกเขา ไปสนิทกับพี่สะใภ้ใหญ่จนซึมซับนิสัยแย่ ๆ มาด้วย
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับลูกชายหรือลูกสาวเลย เธอพูดอย่างมีเหตุผลหน่อยได้ไหม?”
หลี่ฉีหมิ่นพยายามอธิบายอย่างอดทน แต่การไม่มีลูกชายกลายเป็นความหมกมุ่นที่อวี้หลันไม่อาจปล่อยวาง ยิ่งได้ยินคำพูดของสามี เธอก็ยิ่งเสียใจ
อวี้หลันเอามือปิดปากแล้ววิ่งเข้าไปในห้อง ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเธอกำลังร้องไห้จ้าละหวั่นอีกแล้ว
เจียลี่มองพ่อของเธอด้วยสายตาหวาดกลัว กลัวว่าพ่อจะเป็นเหมือนแม่ที่จะระบายอารมณ์ใส่เธอ แต่หลี่ฉีหมิ่นยังคงนิ่งเงียบ
แม้เจียลี่จะเป็นเด็กแสบยามอยู่ข้างนอก แต่เมื่ออยู่ในบ้าน เธอไม่ต่างอะไรกับเสวี่ยเหยาและซานซานที่มักถูกพี่สะใภ้ใหญ่ใช้งาน
อวี้หลันตามใจทุกอย่างก็จริง แต่ก็มักจะบังคับให้เธอไปเอาใจป้าสะใภ้ หากเธอดื้อดึงไม่ทำตาม ก็จะถูกแม่ทำโทษทุกครั้ง
แต่หลี่ฉีหมิ่นไม่ใช่คนที่จะระบายอารมณ์กับลูก เขาโบกมือแล้วพูดเสียงเรียบว่า “ไปช่วยทำอาหารกันเถอะ สิ่งที่แม่ของลูกพูด อย่าไปใส่ใจมากนัก”
เจียลี่พยักหน้าทันที ก่อนจะวิ่งเข้าไปในครัวเพื่อช่วยคนอื่น ๆ ทำกับข้าว
บรรยากาศในบ้านตระกูลหลี่ตอนนี้ช่างอึมครึมราวกับมีเมฆดำปกคลุม เสียงสาปแช่งจากมุมหนึ่งดังแว่วมาเป็นระยะ ๆ แต่กลับไม่มีใครใส่ใจ เพราะนี่เป็นเรื่องปกติ นับตั้งแต่ที่หลี่เจียเฟิ่งแยกครอบครัวออกไป
…
ที่บ้านใหม่ของหลี่เจียเฟิ่ง ในที่สุดพวกเขาก็มีบ้านเป็นของตัวเองสักที วันนี้ถือเป็นวันพิเศษเพราะเป็นการใช้ครัวในบ้านหลังใหม่ครั้งแรก
อันจิ่วเม่ยจึงตื่นเต้นและกระตือรือร้นราวกับแม่ไก่ที่เพิ่งออกไข่ใบแรก เธอหมุนตัวไปมาในครัว เตรียมวัตถุดิบด้วยความคล่องแคล่วอย่างมีความสุข
หลี่เจียเฟิ่งได้ไก่ป่าสามตัว ตัวหนึ่งเขาเอาไปฝากลุงมู่เฉินที่อยู่บ้านใกล้ ๆ เป็นการแสดงน้ำใจ ส่วนอีกสองตัวก็ให้ภรรยาจัดการต่อ