ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 76 ไหว้วาน
บทที่ 76 ไหว้วาน
หลี่เจียเฟิ่งหยักหน้าให้เล็กน้อย “พรุ่งนี้ฉันจะเข้าเมืองไปสืบเรื่องครอบครัวของเธอ”
“จริงเหรอคะ?” ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกายขึ้นมาทันที “ถ้าอย่างนั้น ช่วยแวะไปเชิญลู่เหอกับเพื่อน ๆ ของคุณมาร่วมงานขึ้นบ้านใหม่ด้วยนะ”
“ได้” หลี่เจียเฟิ่งพยักหน้าช้า ๆ รับคำด้วยท่าทีสงบนิ่ง
“งั้นคืนนี้เรานอนกันแต่หัวค่ำนะคะ พรุ่งนี้คุณจะต้องเข้าเมือง ส่วนฉันจะไปเตรียมเล้าไก่กับเล้าเป็ดที่ข้างบ้าน และคงต้องเตรียมดินปลูกผักด้วย” เธอพูดพลางยิ้มหวาน ดวงตาส่องประกายด้วยความกระตือรือร้น
หลี่เจียเฟิ่งมองภรรยาสาวด้วยความเอ็นดู เธอดูมีชีวิตชีวาขึ้นมากเมื่อได้มีบ้านเป็นของตัวเอง
หลี่เจียเฟิ่งเผลอยิ้มมุมปากอย่างอ่อนโยน โดยไม่รู้ตัว
อันจิ่วเม่ยที่กำลังมองเขาอยู่ถึงกับชะงักไป เธอสังเกตว่าช่วงนี้หลี่เจียเฟิ่งยิ้มบ่อยขึ้น แต่รอยยิ้มครั้งนี้มันดู…แปลกออกไป อ่อนโยน…อบอุ่น…?
“อะไรเหรอ?” หลี่เจียเฟิ่งถามเมื่อเห็นภรรยานิ่งเงียบ จ้องเขานิ่ง ๆ ทำให้เขาคิดว่าตัวเองเผลอทำอะไรผิดไป
“คุณยิ้มแบบนี้แล้วดูดีมาก ๆ เลยนะ” อันจิ่วเม่ยชมเขาอย่างตรงไปตรงมา พลางฉีกยิ้มกว้างด้วยความจริงใจ
“…ไปนอนกันเถอะ” หลี่เจียเฟิ่งลุกพรวดเดินตรงไปที่ห้องพร้อมกับใบหูที่แดงระเรื่อ
น่ารักเกินไปแล้ว! หัวใจอันจิ่วเม่ยเต้นระรัว ปกติหลี่เจียเฟิ่งจะสุภาพกับเธอเสมอ เป็นสุภาพบุรุษเสมอต้น เสมอปลาย แต่มีไม่บ่อยนักที่เธอจะเห็นคนสุขุมอย่างเขามีท่าทางแบบนี้
อันจิ่วเม่ยหัวเราะเบา ๆ อย่างขบขัน ก่อนจะลุกตามเขาไปทันที
เมื่อเข้ามาถึงห้องนอน อันจิ่วเม่ยก็เริ่มจัดที่นอนเพื่อเตรียมตัวพักผ่อน เตียงที่ใช้ยังเป็นเตียงเก่าที่ขนย้ายมาจากบ้านเดิม ขนาดเล็กจนแทบจะนอนเบียดกันได้แบบอึดอัด แต่หลี่เจียเฟิ่งไม่เคยปริปากบ่นแม้สักคำ เขายังคงนอนบนพื้นอย่างเรียบง่ายทุกคืน เช่นเดียวกับคืนนี้
อันจิ่วเม่ยลอบมองสามีที่นอนพื้นอย่างเงียบ ๆ แล้วอดรู้สึกผิดไม่ได้ ความคิดที่ว่าจะปล่อยให้เขาต้องนอนแบบนี้ทุกคืนไม่ใช่เรื่องที่ดีเลย
สักวันเธอต้องหาเตียงที่ใหญ่กว่านี้มาให้ได้ เพื่อให้ทั้งคู่ได้นอนอย่างสบาย แต่ตอนนี้เธอคงต้องรอให้ผ่านช่วงยุ่ง ๆ ไปก่อน
เธอถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะล้มตัวลงนอน แม้จะรู้สึกไม่สบายใจกับเตียงที่เล็กเกินไป แต่กลับมีความอบอุ่นแผ่ซ่านในใจทุกครั้งที่ได้อยู่ใกล้หลี่เจียเฟิ่ง
หญิงสาวหลับตาลงพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ บนใบหน้า เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ทั้งอบอุ่นและอ่อนหวาน
รุ่งเช้าตรู่ หลี่เจียเฟิ่งออกไปตัดไม้ไผ่สดๆ สามลำจากป่าริมหมู่บ้าน น้ำค้างยามเช้ายังเกาะพราวอยู่บนใบไผ่เขียวขจี
เขารู้ว่าย่าอันชอบทำงานฝีมือยามว่าง การสานตะกร้าและเข่งไม้ไผ่จะช่วยให้ท่านคลายความคิดถึงบ้านเก่าได้บ้าง
เมื่อจัดการตัดไม้ไผ่เรียบร้อย หลี่เจียเฟิ่งขี่จักรยานสีชมพูที่เขาซื้อให้อันจิ่วเม่ยตอนแต่งงาน เข้าไปในเมือง ภารกิจสำคัญวันนี้ไม่ใช่แค่เชิญลู่เหอกับคนอื่น ๆ มากินข้าวในวันมะรืนเท่านั้น
แต่ยังต้องให้คนช่วยสืบเรื่องครอบครัวตายายของอันจิ่วเม่ย แม้ว่าหลายปีจะผ่านไป บางคนอาจไม่อยู่แล้ว แต่เขารู้ดีว่าการสืบหาข้อมูลยังคงดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างเงียบหายไปโดยไม่ทำอะไรเลย
ในขณะเดียวกัน อันจิ่วเม่ยก็เริ่มต้นวันด้วยการทำความสะอาดลานบ้าน เก็บกวาดขยะและสิ่งของที่ไม่ใช้ทิ้งไป เธอจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ก่อนจะตัดสินใจไปเยี่ยมบ้านของยวี่เฟย
เมื่อไปถึงบ้านของยวี่เฟย เธอก็พบว่าเพื่อนสาวอยู่บ้านพอดี ปกติแล้วยวี่เฟยไม่ค่อยได้ออกไปทำงานในทุ่งนา
เนื่องจากแม่ของเธอหวั่นเกรงว่าถ้าลูกสาวต้องออกไปตากแดดในทุ่ง จะทำให้ผิวดำคล้ำและหาคู่ครองดี ๆ ไม่ได้ แม่ของยวี่เฟยจึงให้เธออยู่บ้านทำงานบ้านแทน ซักผ้า ทำอาหาร เลี้ยงไก่เลี้ยงเป็ด ทำงานเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่หลีกเลี่ยงงานกลางแจ้ง
“น้องจิ่วเม่ย!” ยวี่เฟยร้องทักด้วยความดีใจ รีบเดินเข้ามาคล้องแขนพาเข้าบ้าน “ทำไมวันนี้มีเวลามาล่ะ บ้านใหม่จัดการเสร็จแล้วเหรอ?”
“ก็ใกล้เสร็จแล้วล่ะค่ะ” อันจิ่วเม่ยยิ้มตอบ
“มะรืนพี่มากินข้าวที่บ้านฉันนะ แล้วก็…” เธอชะงักเล็กน้อย “ฉันมีเรื่องจะขอความช่วยเหลือพี่หน่อย”
เสียงเห่าเบา ๆ ดังมาจากหลังบ้าน ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกายขึ้นมาทันที “จะว่าเหมือนได้ยินว่าแม่หมาที่บ้านพี่ออกลูกใหม่เหรอคะ?”
ยวี่เฟยพยักหน้ายิ้ม ๆ พาเพื่อนไปดูลูกสุนัขที่เพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน ตายังไม่ลืม แม่สุนัขสีน้ำตาลนอนให้นมลูกน้อยทั้งหกตัวอย่างทะนุถนอม บ้างสีดำ บ้างสีน้ำตาลเหมือนพ่อแม่
แม่สุนัขจ้องมองอันจิ่วเม่ยด้วยแววตาอ่อนโยน ราวกับรู้ว่าหญิงสาวจะเป็นแม่คนใหม่ของลูกๆ
“จริงสิ บ้านพี่พอจะมีลูกไก่ ลูกเป็ดที่เพิ่งฟักใหม่ๆ บ้างไหมคะ?” อันจิ่วเม่ยถามพลางอุ้มลูกสุนัขตัวหนึ่งขึ้นมากอด
“ฉันอยากซื้อไปเลี้ยงที่บ้าน แล้วก็….” เธอกอดลูกสุนัขแน่นขึ้นอีกนิด “อยากขอซื้อลูกหมาสักสามตัวด้วย ไว้เฝ้าบ้านค่ะ”
ยวี่เฟยหัวเราะเบาๆ “บ้านฉันมีทุกอย่างที่เธอต้องการเลย แต่ฉันตัดสินใจเองไม่ได้” เธอลูบหัวลูกสุนัขในอ้อมแขนเพื่อน
“แต่เห็นท่าทางเธอแล้ว พ่อฉันต้องยอมแน่ ๆ” ยวี่เฟยยิ้ม “ช่วงนี้พ่อกำลังกังวลว่าจะจัดการลูกสุนัขยังไงดี ให้คนอื่นไปก็กลัวเขาไม่ดูแล กลัวเอาไปเลี้ยงทิ้งขว้าง พอโตก็อาจจะเอามากิน แต่ถ้าไม่ให้ใคร บ้านเราก็เลี้ยงไม่ไหว”
“เดี๋ยวรอตอนเย็นพ่อแม่กลับมา ฉันจะช่วยถามให้นะ”
บ้านยวี่เฟยเลี้ยงหมามาตลอด พ่อของเธอชอบหมามาก ที่บ้านเลี้ยงหมาไว้ตั้งสามตัว เลี้ยงดูอย่างดีด้วย
ในยุคสมัยที่คนส่วนใหญ่ยังกินไม่อิ่มท้อง ครอบครัวชาวนาที่สามารถเลี้ยงหมาได้ตั้งหลายตัวแบบนี้ นอกจากจะเป็นคนรวยมาก ๆ แล้ว ก็ต้องเป็นเพราะรักหมาจริง ๆ แน่นอน
“ฉันสัญญาว่าจะเลี้ยงเหมือนเป็นครอบครัวตัวเอง”อันจิ่วเม่ยพูดอย่างจริงจัง เธออยากเลี้ยงสุนัขพื้นเมืองแท้ ๆ แต่อยู่ในเมืองเลี้ยงไม่ได้ จึงต้องเลี้ยงแมวแทน คราวนี้เธอจะไม่พลาดโอกาสแน่นอน
ยวี่เฟยหัวเราะ “เธอเหมือนพ่อฉันเลย พ่อบอกว่าหมาที่บ้านมีศักดิ์ศรีเท่าฉันกับพี่ชาย เป็นลูกของเขาเหมือนกัน”
“ก็จริงนี่คะ” อันจิ่วเม่ยตอบอย่างไม่อาย “เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กจนโต จะต่างอะไรกับลูกแท้ๆ ล่ะ?
หากไม่ใช่เพราะลูกสุนัขยังเล็กเกินไป ดวงตายังไม่ลืม และยังไม่ได้ขอความเห็นจากพ่อของยวี่เฟย อันจิ่วเม่ยก็อยากจะอุ้มกลับบ้านมาเลี้ยงเดี๋ยวนี้เลย มันน่ารักจนแทบทนไม่ไหว!
หลังจากเล่นที่บ้านของยวี่เฟย สักพักอันจิ่วเม่ยก็กลับบ้าน เธอต้องไปจัดการแปลงผักในสวนหลังบ้าน รีบปลูกต้นกล้าเพื่อจะได้กินผักที่ปลูกเองเร็ว ๆ นี้
ขณะเดียวกัน ที่ในเมือง หลี่เจียเฟิ่งนั่งอยู่ในร้านน้ำชากับต้าหวัง เพื่อนสนิท
“ทำไมอยู่ๆ ถึงอยากรู้เรื่องครอบครัวนี้ล่ะ?” ต้าหวังถามพลางจิบชา “มีอะไรเกี่ยวข้องกับนายเหรอ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่อยากรู้” หลี่เจียเฟิ่งตอบเรียบๆ ยังไม่พร้อมเปิดเผยความจริงทั้งหมด
ต้าหวังพยักหน้า รู้ดีว่าเพื่อนคงมีเหตุผลของตัวเอง “เก่งนี่หว่า แค่ไม่กี่วันก็สร้างบ้านใหม่เสร็จแล้ว”
ต้าหวังพูดพลางตบไหล่เขา ท่าทางชื่นชมมาก “ก่อนหน้านี้ฉันยังกังวลว่าแกคงต้องเป็นโสดไปทั้งชีวิต ไม่นึกเลยว่าในเวลาสั้นๆ แกจะมีทั้งเมียทั้งบ้านใหม่ เยี่ยมมาก!”
“ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะเร็วขนาดนี้” หลี่เจียเฟิ่ง ยิ้มตอบ ในใจรู้สึกพอใจกับชีวิตในตอนนี้มาก
เขาออกจากร้านน้ำชาไปหาเพื่อนคนอื่น ๆ รวมทั้งครอบครัวของลู่เหอ เพื่อเชิญมางานขึ้นบ้านใหม่ พระอาทิตย์ค่อย ๆ คล้อยต่ำลงทางทิศตะวันตก สาดแสงสีส้มอ่อนไปทั่วท้องฟ้า
หลังจากที่เขาเชิญแขกทุกคนที่อยู่ในเมืองครบแล้ว เขาก็ปั่นจักรยานกลับบ้านด้วยความรู้สึกโล่งอก