ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 77 โจรขึ้นบ้าน
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 77 โจรขึ้นบ้าน
บทที่ 77 โจรขึ้นบ้าน
ระหว่างทางหลี่เจียเฟิ่งก็แวะซื้อเนื้อหมูจากเฟยหมิงติดไม้ติดมือกลับบ้านด้วย จะได้ไม่ต้องเข้าเมืองไปซื้ออีกรอบในอีกสองวัน
ตอนนี้อันจิ่วเม่ยทำได้แค่เตรียมพื้นที่ กำจัดพวกวัชพืชและเศษหญ้าออกเท่านั้น เธอตั้งใจจะไปอ่านคู่มือเพาะปลูกที่เธอเจอในมิติ
ในคู่มือนั้นสอนทุกอย่าง ในยุคนี้เธอยังหาหนังสืออ่านไม่ได้จึงต้องไปพึ่งหนังสือโกดังลับในมิติก่อน พอถึงบ้านหลี่เจียเฟิ่งเห็นอันจิ่วเม่ยกำลังพรวนดินอยู่ในสวน
หลี่เจียเฟิ่งรีบเข็นจักรยานไปเก็บแล้วเข้าไปช่วยอันจิ่วเม่ย หญิงสาวบอกว่าดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์เธอจะหาวิธีปรับสภาพดินก่อนตอนนี้ทำได้แค่จัดการพื้นที่ไปก่อนสองคนช่วยกันงานก็เสร็จเร็วขึ้น
พอตกเย็น ลานหน้าบ้านก็คึกคักด้วยกิจกรรมของทุกคน หลี่เจียเฟิ่งกับอันจิ่วเม่ยช่วยกันขนเฟอร์นิเจอร์ไม้เก่าออกมาทาน้ำมันรักษาเนื้อไม้ ตั้งใจว่าจะตากไว้คืนนี้เพื่อให้พร้อมใช้งานในวันพรุ่งนี้ คุณย่านั่งอยู่บนม้านั่งไม้ มือไม่ว่างจากการสานตะกร้าไม้ไผ่
ท่ามกลางบรรยากาศยามเย็นที่อบอวลไปด้วยกลิ่นน้ำมันรักษาเนื้อไม้ ยวี่เฟยก็เดินเข้ามาในลานบ้าน
“สวัสดีค่ะคุณย่า สหายหลี่ อันจิ่วเม่ย” เสียงทักทายแจ่มใสของยวี่เฟยทำให้ทุกคนหันไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม เธอเดินตรงไปหาอันจิ่วเม่ยที่กำลังก้มหน้าก้มตาทาน้ำมันให้เก้าอี้ไม้ตัวเก่า
“น้องจิ่วเม่ย มีข่าวดีมาบอก!” ยวี่เฟยพูดอย่างตื่นเต้น “ทั้งพ่อและแม่ฉันเห็นด้วยแล้วนะ บอกว่าเธอจะมาเอาเมื่อไหร่ก็ได้ แค่ลูกหมูยังเล็กอยู่ ต้องรออีกสักพัก”
“ขอบคุณมากนะพี่ยวี่เฟย นั่งก่อนเถอะค่ะ ” อันจิ่วเม่ยรีบลุกไปเชิญให้ยวี่เฟยนั่งที่ม้านั่งอีกตัว ก่อนจะวิ่งเข้าครัวไปชงน้ำหวานมาให้ดื่ม แล้วกลับมาทำงานต่อ
ยวี่เฟยประคองแก้วน้ำหวานด้วยสองมือ จิบอย่างช้าๆ ด้วยความเอร็ดอร่อย “อ้อ แล้วก็มีอีกเรื่อง” เธอเอ่ยขึ้น “ฉันเผลอเล่าให้แม่ฟังว่าเธอจะปลูกผัก แม่บอกว่าบ้านเรามีเมล็ดพันธุ์เหลือเยอะ เธอจะมาเอาตอนไหนก็ได้”
ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกายวาววับ นี่เป็นโชคดีที่ไม่คาดฝัน เธอกำลังกังวลว่าจะหาเมล็ดพันธุ์จากที่ไหนดี เธอไม่อยากจะใช้ของในมิติเพราะกลัวจะอธิบายที่มาไม่ได้ แต่ยวี่เฟยกลับช่วยแก้ปัญหานี้ให้โดยไม่รู้ตัว
“พี่ยวี่เฟย พี่น่ารักที่สุดเลย รักพี่จัง!” อันจิ่วเม่ยทำมือเป็นรูปหัวใจ พร้อมกับส่งจุ๊บในอากาศให้เพื่อนสาว แม้เธอจะไม่เข้าใจท่าทางประหลาดนั้น ทแต่มันก็น่ารักจนยวี่เฟยถึงกับหน้าแดงก่ำด้วยความเขินอายเล็กน้อย
“ฮิ ๆ ไม่เป็นไรหรอก เมล็ดพันธุ์ผักทุกบ้านก็มีกันทั้งนั้นแหละ ถ้าบ้านฉันมีไม่พอ ก็ไปขอซื้อจาก เหม่ยลี่กับผิงผิงได้อีก”
หลี่เจียเฟิ่งที่นั่งทาสีน้ำมันอยู่ข้าง ๆ เห็นท่าทางแปลก ๆ ของเธอ ถึงกับตะลึงไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเธอจะน่ารักขนาดนี้เวลาอยู่กับเพื่อนสนิท
พอรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไรอยู่ หลี่เจียเฟิ่งก็รีบเบือนสายตาไปทางอื่นทันที ใบหูแดงระเรื่อเป็นครั้งแรกในชีวิต
ยามค่ำคืนเริ่มย่างกรายเข้ามา แสงไฟสลัวทำให้ย่าอันต้องหยุดสานตะกร้า แต่เธอก็ยังนั่งรับลมเย็นสบายในลานบ้าน มองดูเด็ก ๆ อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข รู้สึกอิ่มเอมใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ก่อนหน้านี้เธอโง่เขลาถูกคนหลอก ต่อไปเธอต้องตั้งสติให้ดี ไม่เป็นคนหัวอ่อนที่จะให้ใครมาจูงจมูกง่าย ๆ อีกแล้วยิ่งคิดเธอก็ยิ่งเสียดายเงินที่เธอได้จากขายหน่อไม้ดอง เงินที่เธอหามาก็ให้ซื่อหงไปหมด นึกถึงตอนนี้ก็เสียดายจนอยากจะไปแย่งเงินคืนมา
แม้อันตงหยางจะเป็นหลานชายคนเดียว แต่เด็กคนนั้นถูกซื่อหงเลี้ยงจนเสียนิสัย ไม่เคยสนใจย่าเลยสักครั้ง หลานแบบนี้ไม่มีก็ไม่เป็นไร
ส่วนอันจิ่วเม่ยแม้ไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ของตระกูลนางเอก แต่เธอเลี้ยงดูมากับมือ ตอนนี้ไม่สำคัญแล้วว่าจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขหรือไม่
ย่าอันมองภาพความสนิทสนมของเด็กๆ ด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ยวี่เฟย ย่ากำลังสานตะกร้าอยู่หลายใบ เสร็จแล้วเอาไปใช้สักสองใบนะลูก”
“โถ… ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณย่า” ยวี่เฟยรีบปฏิเสธอย่างนอบน้อม
“ที่บ้านหนูมีพร้อมแล้ว แต่บ้านคุณย่าเพิ่งย้ายมาใหม่ ยังต้องใช้อีกเยอะ เก็บไว้ใช้เองก่อนเถอะค่ะ”
“ไม่เป็นไรหรอก ย่าจักสานเพิ่มอีกหลายอันได้ พอใช้แน่นอน” ย่าอันตอบกลับด้วยรอยยิ้ม
“งั้นก็ขอบคุณคุณย่ามากนะคะ” ยวี่เฟยจึงรับน้ำใจด้วยความขอบคุณ เธอรู้ดีว่าบางครั้งการปฏิเสธน้ำใจของผู้ใหญ่มากเกินไปก็ไม่เหมาะสม
เมื่อฟ้าเริ่มมืด ยวี่เฟยก็ลากลับ แต่ก่อนจะไปยังสัญญากับอันจิ่วเม่ยว่าจะพาเหม่ยลี่กับผิงผิงมาช่วยงานมะรืนนี้ อันจิ่วเม่ยนึกถึงสองสาวแล้วอดขำไม่ได้ เหม่ยลี่กับผิงผิงสนิทกันราวกับพี่น้องแท้ ๆ ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด ครอบครัวก็ไปมาหาสู่กันจนสนิทกันราวญาติ
ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างเงียบสงบ หลังจากจัดการเฟอร์นิเจอร์เรียบร้อย ทุกคนก็แยกย้ายเข้านอน อันจิ่วเม่ยคิดว่าการย้ายมาอยู่ที่นี่จะทำให้ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขเสียที
แต่ใครจะรู้… ในยามดึกสงัด เสียงโครมครามดังขึ้นจากลานบ้าน ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด เป็นคนร้ายที่ปีนกำแพงเข้ามาขโมยของ พลาดท่าตกลงมาจนขาหัก แทนที่จะหนีไปเงียบ ๆ กลับโวยวายลั่นบ้าน จนปลุกอันจิ่วเม่ยที่หลับสนิทให้ตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ
หลี่เจียเฟิ่งตื่นขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหว แต่พอเห็นว่าคนที่ปีนเข้ามาเป็นใครก็ไม่รู้จะจัดการยังไงดี เลยต้องรอให้อันจิ่วเม่ยตื่นก่อนค่อยว่ากัน
“ใคร มาร้องห่มร้องไห้ดึกดื่นแบบนี้!” อันจิ่วเม่ยเดินมาห้องมากจากห้องด้วยอาการหงุดหงิดที่เธอถูกปลุกกลางดึก ยิ่งวันนี้เธอเหนื่อยจากการทำอะไรหลายอย่าง อารมณ์เสียยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
ทันใดนั้น เสียงของหลี่เจียเฟิ่งก็ดังมาจากนอกบ้าน พูดด้วยเสียงเรียบ ๆ ว่า “ซื่อหง”
อันจิ่วเม่ยรู้ว่าเป็นใคร ก็ยิ่งโมโหหนักกว่าเดิม “ทำไมต้องเป็นซื่อหงอีกแล้ว ไม่รู้จบสิ้นจริง ๆ สักที”
อันจิ่วเม่ยวิ่งพรวดออกไปข้างนอก พอออกประตูก็เห็นซื่อหงนั่งกอดขาร้องโวยวายอยู่ที่มุมกำแพง
“ดึกดื่นป่านนี้คุณมาทำอะไรที่บ้านฉัน? ฉันย้ายออกไปแล้วยังตามมาอีก คุณนี่มันเหมือนกับกาวไม่มีผิด!”
อันจิ่วเม่ยออกมาด่าทันที บริเวณนี้ค่อนข้างโล่ง ไม่ค่อยมีบ้านคนอยู่ นี่ก็เป็นเหตุผลที่ซื่อหงแอบมาขโมยของดึก ๆ
“ขาฉันหักแล้ว! พาฉันไปโรงพยาบาลเร็ว! ไม่งั้นฉันจะฟ้องว่าเธอทารุณแม่เลี้ยงนะ!”
พอได้ยินแบบนี้ อันจิ่วเมย่ถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห ขโมยบุกเข้าบ้านแล้วตกลงมาขาหักยังจะให้พาไปหาหมออีก เธอดูเหมือนคนโง่ขนาดนั้นเลยเหรอ?
“จะฟ้องก็ไปฟ้องสิ จะฟ้องใครก็ตามใจ ขาคุณบาดเจ็บแบบนี้ จะให้ฉันไปตามผู้นำหมู่บ้านมาไหมล่ะ? อยากรู้จริง ๆ ว่าใครจะยอมรับพฤติกรรมโจรอย่างคุณได้” อันจิ่วเม่ยพูดอย่างไม่เกรงกลัว
แต่เดิมทีพวกเขาย้ายออกมาแล้ว ต่างคนต่างอยู่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน นั่นคือจุดจบที่ดีที่สุด แต่ซื่อหงกลับไม่รู้จักพอ พวกเขาเพิ่งย้ายมาได้แค่วันเดียว ก็มาก่อเรื่องแล้ว ถ้าไม่สั่งสอนให้หลาบจำเสียหน่อย คงไม่ได้แล้ว
“อย่า ๆ ๆ ฉันล้อเล่นน่ะ ตอนนี้ฉันปวดมากเลย เห็นแก่ที่ฉันเลี้ยงดูเธอมา ช่วยพาฉันไปหาหมอหน่อยเถอะนะ” ซื่อหงปวดจนตัวสั่น แต่ในใจด่าคู่สามีภรรยานี้นับร้อยครั้ง ไม่รู้จะสร้างกำแพงสูงขนาดนี้ทำไม
แน่นอนว่าการพาซื่อหงไปโรงพยาบาลย่อมเป็นไปไม่ได้ ทำกับย่าและเธอไว้แสบขนาดนี้ ถ้าเธอช่วยก็จะโง่เกินไปแล้ว อันจิ่วเม่ยบอกให้หลี่เจียเฟิ่งเฝ้าซื่อหงไว้ก่อน จากนั้นเธอก็เข้าไปในบ้านเพื่อหาผ้ามาอุดปาก ไม่ให้ส่งเสียงรบกวนชาวบ้าน แล้วเอาเชือกมามัดมือทั้งสองข้าง ก่อนจะวางไว้ที่มุมกำแพง
“ไปกันเถอะ กลับไปนอน พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน”