ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 78 เสาแห่งความอัปยศ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 78 เสาแห่งความอัปยศ
บทที่ 78 เสาแห่งความอัปยศ
ดึกดื่นป่านนี้ทุกบ้านต่างหลับใหลกันหมดแล้ว ถ้าจะไปตามผู้นำหมู่บ้านมาตอนนี้ คงทำให้ท่านไม่พอใจแน่ รอให้ถึงเช้าค่อยจัดการดีกว่า
“อื้อ ๆ ๆ…” ซื่อหงเบิกตาโพลง มองดูอันจิ่วเม่ยอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ไม่คิดเลยว่าเด็กอกตัญญูคนนี้จะไม่สนใจเธอจริง ๆ หรือว่าไม่กลัวเสียชื่อเสียงแล้ว?
ย่าอันยืนดูอยู่ที่ประตู ไม่พูดอะไรสักคำ มองดูหลานสาวและสามีของหลานมัดซื่อหงเสร็จแล้วก็กลับเข้าบ้านไปนอน ต่อไปนี้เธอจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของซื่อหงอีก คนแบบนี้ไม่คู่ควรกับความสงสารของเธอ
สามคนแยกย้ายกลับไปนอน ทิ้งให้ลานบ้านกลับคืนสู่ความเงียบสงบ เหลือเพียงซื่อหงที่นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ตรงมุมกำแพง
คืนฤดูร้อนไม่ได้หนาวเย็น แต่ยุงชุมมากคืนนั้นซื่อหงถูกยุงรุมกัดจนตัวเป็นจ้ำ ๆ ทรมานแสนสาหัส
รุ่งเช้าวันต่อมา หลี่เจียเฟิ่งรีบไปตามผู้ใหญ่บ้านมาที่บ้าน ระหว่างทางมีชาวบ้านเห็นเข้าก็พากันตามมาดูเรื่องสนุก ไม่นานลานบ้านก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
ทุกคนมองดูซื่อหงที่ดูน่าสมเพชเวทนา พร้อมกับส่ายหัวและพูดจาวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง ๆ นานา
“ลุงผู้นำหมู่บ้านคะ” อันจิ่วเม่ยเริ่มเล่าเรื่องราวอย่างไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ
“พวกหนูจับตัวเธอได้เมื่อคืนดึก ๆ ตอนที่เธอปีนกำแพงลงมาแล้วขาหัก ฉันไม่ยอมพาเธอไปหาหมอ เลยมัดเธอไว้ที่นี่ทั้งคืน”
“เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกแล้วนะคะ” อันจิ่วเม่ยพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ความอดทนที่สะสมมานานถูกปลดปล่อยออกมา
“เมื่อสองวันก่อนเธอยังงัดประตูห้องคุณย่าฉันตอนดึกเพื่อเข้าไปขโมยของ เราก็จับได้อีก”
เธอสูดหายใจลึกก่อนจะพูดต่อ “ตอนนั้นเราคิดว่าไม่อยากให้เรื่องอัปยศในครอบครัวแพร่ออกไป และถ้าเรื่องใหญ่โตขึ้นมาคงจะกระทบการประเมินหมู่บ้านปลายปีแน่ ๆ แต่เธอกลับไม่จำบทเรียน”
อันจิ่วเม่ยพูดต่อ “ยังมาขโมยของซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งๆ ที่เราย้ายออกมาแล้ว เธอก็ยังมาขโมย ฉันทนไม่ไหวแล้วค่ะ เลยต้องมารบกวนลุงเหวินแต่เช้าเพื่อช่วยดูว่าเราควรจัดการเรื่องนี้ยังไงดีค่ะ”
อันจิ่วเม่ยพูดจบก็เหมือนตอกตะปูตรึงซื่อหงไว้กับเสาแห่งความอัปยศ
ผู้นำหมู่บ้านไม่คิดเลยว่าซื่อหงจะก่อเรื่องได้ขนาดนี้ สามวันดีสี่วันร้ายก็มีเรื่องให้วุ่นวาย จนต้องถอนหายใจด้วยความโมโห
ถ้าไม่ใช่เพื่อเกียรติยศของหมู่บ้าน เขาอยากจะส่ง ซื่อหงเข้าคุกจริง ๆ แต่เมื่อไม่นานมานี้อันตงหยางก็เพิ่งถูกส่งเข้าคุกไป ถ้าตอนนี้ส่งซื่อหงเข้าไปอีก ชื่อเสียงของหมู่บ้านคงจะย่ำแย่สุด ๆ
ผู้นำหมู่บ้านสูดลมหายใจลึก ๆ สองครั้งเพื่อสงบอารมณ์ แล้วหันไปถามอันจิ่วเม่ย “พวกเธอเป็นผู้เสียหาย เธออยากจัดการยังไง?”
เหวินฟู่โยนคำถามให้อันจิ่วเม่ย หนึ่งคือต้องการรู้ความคิดของเธอ สองคือต้องการทดสอบความสามารถในการจัดการปัญหาของเธอด้วย
เขาค่อนข้างชอบเด็กผู้หญิงคนนี้ และอยากช่วยเหลือเท่าที่จะทำได้ แต่ก็มีข้อแม้ว่าคนคนนี้ต้องมีค่าพอ
อันจิ่วเม่ยที่คิดแผนไว้แล้ว จึงตอบว่า “ตามหลักการแล้วควรส่งเธอเข้าคุก แต่นั่นจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของหมู่บ้านเรามาก แต่ถ้าไม่ส่งเข้าคุก เธอก็จะใช้สถานะแม่เลี้ยงมาข่มขู่ฉันอยู่เรื่อย ลุงเหวินบ้านคะ ถ้าเป็นไปได้ หนูอยากตัดญาติกับเธอค่ะ”
พอได้ยินคำพูดนี้ คนในกลุ่มถึงกับสูดปากด้วยความตกใจ ตัดญาติเลยเหรอ? เด็กคนนี้ลงมือเด็ดขาดจริง ๆ
แม้ว่าการกระทำของซื่อหงจะไม่เหมาะสม แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นต้องตัดญาติขาดมิตร ซึ่งร้ายแรงกว่าการส่งเธอเข้าคุกเสียอีก
ซื่อหงได้ยินก็ไม่พอใจทันที ตอนนี้ผ้าในปากเธอถูกดึงออกไปแล้ว เธอจึงพูดขึ้นทันที
“ฉันไม่ยอม! ฉันเลี้ยงดูเธอมาอย่างยากลำบาก เธอควรดูแลฉันตอนแก่สิ! ฉันไม่มีเงิน มาขอของกินจากเธอบ้างมันผิดตรงไหน? เธอเกิดมาก็เป็นหนี้บุญคุณฉันอยู่แล้ว!”
พูดจบ เธอหันไปมองย่าอันด้วยสายตาดุร้าย “ยายแก่ พูดอะไรบ้างสิ! หรือแกอยากให้ฉันพูดเรื่องนั้นออกมาจริง ๆ !?”
ย่าอันกำไม้เท้าแน่น ในใจเป็นห่วงมาก แต่เธอสัญญากับหลานสาวว่าจะไม่ยอมถูกซื่อหงข่มขู่อีก จึงไม่พูดอะไร
อันจิ่วเม่ยพอใจมากที่เห็นเช่นนั้น เธอมองหน้า ซื่อหงพลางพูด “อย่าคิดว่าจะเอาเรื่องเท็จมาใส่ร้ายฉันได้ คิดถึงลูกชายเธอดีกว่า”
ซื่อหงไม่มีหลักฐานเรื่องชาติกำเนิดของเธอ แต่เธอมีหลักฐานการกระทำผิดของอันตงหยาง ถ้าเรื่องบานปลายลูกชายซื่อหงต้องติดคุกไปทั้งชีวิตแน่
พอพูดถึงลูกชาย ซื่อหงก็ร้อนใจขึ้นมาทันที ลูกชายเป็นจุดอ่อนที่สุดของเธอ นังเด็กชั่วอันจิ่วเม่ยเคยบอกว่ารู้เรื่องที่ลูกชายเธอทำไว้ข้างนอก
อันตงหยางที่บอกว่าจะหาโอกาสจัดการเธอ แต่ยังไม่ทันได้ลงมือก็เกิดเรื่องเสียก่อน
นึกถึงเรื่องนี้แล้วซื่อหง ก็โมโหสุด ๆ ลูกชายสัญญาว่าจะทำงานนี้ให้เสร็จแล้วกลับมา แต่กลับทำงานไม่สำเร็จ ซ้ำยังทำให้ตัวเองเดือดร้อน ทำให้เธอต้องเป็นหนี้มากมายอีก
หากไม่ใช่เพราะความจำเป็น เธอคงไม่ต้องมาปีนกำแพงบ้านอันจิ่วเม่ยเพื่อขโมยของกินกลางดึกจนต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้
คนอื่น ๆ ไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงในคำพูดของอันจิ่วเม่ย พวกเขาคิดว่าเธอแค่เตือนแม่เลี้ยงตนเองให้สั่งสมบุญกุศลเพื่อลูกชาย จึงพากันตำหนิ ซื่อหงอย่างเอาเป็นเอาตาย
แต่ก็ยังมีคนพยายามเกลี้ยกล่อมอันจิ่วเม่ยไม่ควรตัดญาติขาดมิตร เพราะมันโหดร้ายเกินไป
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าจังหวะนี้แหละ! ที่เธอต้องบีบน้ำตาร้องไห้แล้ว
อันจิ่วเม่ยแอบหยิกขาตัวเองเบา ๆ เหมือนเคย น้ำตาก็เอ่อคลอเบ้า เธอเบะปากพูดว่า “คุณลุงคุณป้าทั้งหลาย ฉันเข้าใจเหตุผลที่พวกท่านพูดทั้งหมด แต่ถ้าไม่ถึงที่สุดจริง ๆ ฉันก็คงไม่ตัดสินใจตัดญาติขาดมิตรหรอกค่ะ”
“ฉันเรียกเธอว่าแม่มาสิบกว่าปี แต่เธอไม่เคยดีกับฉันเลยสักวัน ไม่ให้ฉันเรียนหนังสือ ตีหนูให้ไปทำงานตั้งแต่เด็ก ฉันออกไปทำงานหาเงินมาหลายปี ในขณะที่เธอกับลูกชาย อยู่บ้านสบาย ๆ ฉันคนเดียวเลี้ยงดูทุกคน แต่เธอยังกล้าพูดว่าเธอเลี้ยงดูฉันมา”
“ส่วนย่าของฉัน ตั้งแต่เธอเข้ามาในบ้าน ย่าก็ถูกรังแกตลอด เธอแช่งย่าของฉันทุกวัน ชอบบอกว่าย่าไม่ยอมตายสักที แม้แต่ตอนนี้ต่อหน้าคนมากมาย เธอก็ยังกล้าด่าและข่มขู่ย่า บางครั้งที่ฉันไม่อยู่บ้านเธอก็อาจจะทุบตีย่าเหมือนกัน”
“แต่ก่อนฉันยังเด็ก ไม่รู้เรื่องรู้ราว ไม่กล้าทำอะไร ได้แต่ทนให้เธอรังแก แต่ตอนนี้ฉันแต่งงานแล้ว ไม่ใช่คนไร้ที่พึ่งเหมือนเมื่อก่อน ฉันเลยคิดว่า ตัดญาติไปเลยดีกว่า ฉันแค่อยากดูแลย่าให้ดี ไม่กล้าคิดอะไรมากไปกว่านั้น”
เธอพูดทั้งน้ำตา บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเศร้าและความเจ็บปวด เรื่องราวชีวิตที่เธอต้องเผชิญมาตั้งแต่เด็กซึ่งทุกคนได้เห็นกับตา ทำให้ไม่มีใครกล้าเอ่ยคำเกลี้ยกล่อมเธออีก เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า
‘หากไม่รู้ทุกข์ของผู้อื่น จงอย่าผลีผลามสั่งสอน’
หลังจากต่อสู้กับความรู้สึกขัดแย้งในใจมายาวนาน ในที่สุดชาวบ้านก็ตัดสินใจไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวเรื่องนี้อีก เพราะแม้ว่าพวกเขาจะพยายามห้ามไม่ให้อันจิ่วเม่ยตัดขาดกับแม่เลี้ยง แต่วันพรุ่งนี้ ซื่อหงก็คงกลับมาทำเรื่องเดิมอีกอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้น ซื่อหงมีชื่อเสียงเรื่องการลักขโมย พรุ่งนี้เธออาจไม่ใช่แค่ขโมยบ้านอันจิ่วเม่ย แต่อาจลอบย่องเข้าไปในบ้านพวกเขาเอง ใครกันจะอยากให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น?
คิดได้ดังนั้น จู่ ๆ ก็มีคนพูดขึ้นมาว่า “ผู้นำหมู่บ้านครับ ปล่อยให้อันจิ่วเม่ยตัดญาติไปเถอะ เจอแม่เลี้ยงแบบนี้ใครเจอก็ซวยทั้งนั้น เราก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว แถมซื่อหงก็ทำแบบนี้บ่อย ๆ เราก็ใจดีไม่เอาเรื่องมาหลายครั้งแล้ว แต่ถ้ามีครั้งหน้าอีก หมู่บ้านเราคงรับไม่ไหวแล้วนะ!”
พอมีคนเริ่ม คนอื่นก็เริ่มคิดตาม ทุกคนอยู่หมู่บ้านเดียวกัน ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะโดนซื่อหงขโมยของบ้าง
พวกเขาจึงเริ่มสนใจและขอให้เหวินฟู่จัดการซื่อหงอย่างเด็ดขาด โดยตั้งเงื่อนไขว่าถ้าเธอทำผิดอีกก็ให้ไล่ออกจากหมู่บ้านไปเลย พวกเขาไม่อยากให้คนคนเดียวทำลายชื่อเสียงของทั้งหมู่บ้าน
Pchaya
สมน้ำหน้าซื่อหง