ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 79 หนังสือตัดญาติ
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์-
- บทที่ 79 หนังสือตัดญาติ
บทที่ 79 หนังสือตัดญาติ
เหวินฟู่คิดว่านี่เป็นความคิดที่ดี ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ซื่อหงก็จะสร้างปัญหาอีกแน่ๆ
ดังนั้น โดยไม่สนใจเสียงอ้อนวอนและการอาละวาดของซื่อหง เหวินฟู่ก็พยักหน้าตกลง
“งั้นก็ทำตามที่อันจิ่วเม่ยต้องการเถอะ ฉันจะเขียนหนังสือตัดญาติให้ ทั้งสองฝ่ายก็ประทับลายนิ้วมือ หลังจากนี้ก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีก ส่วนซื่อหงถ้าทำแบบนี้อีก ฉันจะไล่เธอออกจากหมู่บ้านเลย จะไปไหนก็ไป หมู่บ้านเราทนเธอไม่ไหวแล้ว”
เหวินฟู่พูดจบก็ให้คนไปเอากระดาษและปากกามา จะเขียนหนังสือตัดญาติทันที
ซื่อหงโกรธจนแทบจะเป็นลม ผู้นำหมู่บ้านพูดง่าย ๆ ว่าให้ไปไหนก็ได้ แต่ในยุคนี้ ถ้าไม่มีจดหมายแนะนำตัว เธอก็ไปไหนไม่ได้เลย ถ้าถูกไล่ออกไปจะเป็นยังไงก็ไม่รู้
“ถ้าไม่จนตรอกจริง ๆ ใครจะอยากปีนกำแพงตอนดึกดื่นแบบนี้ล่ะ!”ซื่อหงตะโกนด้วยความโมโห
“เฮอะ! ทั้งสนับสนุนให้มันตัดญาติขาดมิตร ทั้งข่มขู่ฉัน ยายตัวดีนั่นมันใส่ยาพิษอะไรให้พวกแกกินเข้าไปกันแน่!” เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ฉันมาปีนกำแพงไม่ได้ขโมยอะไรไปสักอย่าง ซ้ำร้ายยังขาหักอีก พวกแกมากันตั้งนาน มีใครสนใจอาการบาดเจ็บของฉันบ้างมั้ย?” ซื่อหงระบายความอัดอั้นออกมา
“พวกแกรุมกันรังแกผู้หญิงคนเดียวแบบนี้ ภูมิใจนักหรือไง ขอให้พวกแกตายไม่ดีทั้งหมด!” เธอสาปแช่งด้วยความแค้น
อารมณ์ของซื่อหงพุ่งสูงถึงขีดสุดแล้ว ถ้าไม่ได้ระบายออกมาคงโมโหตายเป็นแน่ เธอจึงตะโกนออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ ราวกับคนเป็นบ้า
ทุกคนไม่ชอบหน้าเธออยู่แล้ว ไม่มีใครเข้าข้างเธอ พอเห็นเธอโวยวายด่าทอแบบนี้ ยิ่งรู้สึกรังเกียจมากขึ้นไปอีก
โชคดีที่ผู้นำหมู่บ้านตกลงตามข้อเรียกร้องของพวกเขาแล้ว จึงไม่ต้องกังวลอะไรอีก
อย่างไรก็ตาม ผู้นำหมู่บ้านก็ไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดจะผลักซื่อหงเข้าสู่ทางตัน เขาจึงพูดว่า
“ฉันรู้ว่าตอนนี้เธอลำบาก หมู่บ้านจะให้ยืมข้าวไปกินก่อน ขอแค่เธอขยันทำงาน รับรองเลี้ยงตัวเองได้ อย่าก่อเรื่องวุ่นวายมาให้ฉันปวดหัวอีก”
ขณะพูดผู้นำหมู่บ้านขมวดคิ้วแน่น ความรังเกียจฉายชัดบนใบหน้า
ซื่อหงได้ยินดังนั้นจึงสงบลง อย่างน้อยก็ไม่ได้ไล่เธอออกไปตายเอาดาบหน้า
“แล้วขาของฉันล่ะ?” ซื่อหงถามอย่างไม่รู้จักบุญคุณ
บางคนนี่ช่างไม่รู้จักสำนึกบุญคุณเอาซะเลย พอผู้นำหมู่บ้านใจอ่อนนิดหน่อย ก็รีบฉวยโอกาสทันที ช่างไม่รู้จักเกรงใจเสียจริง
แต่เหวินฟู่ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมาเหยียบหัวได้ง่าย ๆ เขาแค่นเสียงอย่างเย็นชา “นี่มันเป็นเรื่องที่เธอก่อเอง ต้องรับผลกรรมเอง จะมาเกี่ยวอะไรกับฉัน?”
เหวินฟู่ไม่อยากยุ่งไปมากกว่านี้แล้ว ที่ผู้นำหมญู่บ้านไม่ปล่อยให้ซื่อหงอดตายก็ถือมีน้ำใจมากแล้ว ทุกคนต่างพยักหน้าเห็นด้วยกับผู้นำหมู่บ้าน ปีนกำแพงจนขาหักเอง แล้วจะมาให้ผู้นำหมู่บ้านรับผิดชอบได้ยังไง?
ที่ไม่ส่งไปโรงพักก็ถือว่าใจดีมากแล้ว นี่มันช่างไม่รู้จักบุญคุณจริง ๆ
ไม่นานก็มีคนนำกระดาษและปากกามา เหวินฟู่เขียนหนังสือตัดญาติแล้วให้ทั้งสองคนประทับลายนิ้วมือ
ขณะกำลังจะเก็บย่าอันก็แทรกตัวเข้ามาในฝูงชนพลางร้องบอก “ฉันก็จะประทับลายนิ้วมือด้วย ฉันกลัวว่าเธอจะมาวุ่นวายกับฉันด้วย!”
แม้จะไม่จำเป็น แต่เหวินฟู่ก็ยอมให้อีกฝ่ายทำตามที่ต้องการ
อันจิ่วเม่ยรู้ดีว่าหนังสือตัดญาตินี้ไม่มีผลทางกฎหมาย แต่ถ้ามันทำให้ซื่อหงสงบปากสงบคำได้สักพัก ก็ถือว่าดีแล้ว อย่างน้อยก็ทำให้เธอได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปอีกสักระยะ
เมื่อเรื่องจบลง ผู้นำหมู่บ้านก็จัดการให้คนหามตัวซื่อหงกลับไป แถมยังส่งอาหารไปให้ด้วย ถือว่าทำดีที่สุดแล้ว อนุญาตให้พักสองวันแล้วกลับมาทำงาน ถ้ากล้าขี้เกียจละก็ หมู่บ้านจะไม่สนใจความเป็นความตายของเธออีก
“ลุงเหวิน ขอบคุณมากจริง ๆ ค่ะ” อันจิ่วเม่ยกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจ
อันจิ่วเม่ยยืนอยู่ต่อหน้าผู้นำหมู่บ้าน เธอโค้งคำนับอย่างจริงจัง ถ้าไม่ได้เขาช่วย เรื่องคงไม่ราบรื่นขนาดนี้
ในใจเหวินฟู่ก็ไม่สบายใจ แต่ก็รู้ว่าไม่ใช่ความผิดของอันจิ่วเม่ยจึงไม่ได้ตำหนิเธอ เพียงแต่ถอนหายใจแล้วพูดว่า “เฮ้อ…ยัยหนูก็ลำบากเหมือนกันนะ ต่อไปก็ดูแลย่าให้ดี ๆ ล่ะ”
เธอพยักหน้าหนัก ๆ น้ำตายังคงเปื้อนใบหน้า เหวินฟู่ในฐานะผู้อาวุโสมองแล้วก็รู้สึกสงสาร เด็กน้อยต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ช่างน่าเวทนาจริง ๆ
พอทุกคนแยกย้ายกันไปแล้ว เธอก็รีบเช็ดน้ำตาทันที ใบหน้าเปลี่ยนเป็นยิ้มกริ่ม พูดกับย่าอันอย่างภาคภูมิใจ “ย่าเห็นไหมล่ะ หนูบอกแล้วว่าซื่อหงไม่กล้าพูดเรื่องเหลวไหลหรอก”
ย่าอันยิ้มพยักหน้า หลานสาวเก่งขึ้นทุกวัน ถ้าเธอจากไปก็คงหลับตาอย่างสบายใจได้แล้ว
เธอหันไปพูดกับหลี่เจียเฟิ่งว่า “พอลูกหมาบ้านยวี่เฟยหย่านมแล้ว ฉันจะรีบเอามาเลี้ยงทันที บ้านนี้ต้องมีหมาเฝ้าบ้านถึงจะดี คืนก่อนถ้าไม่มีเธออยู่ แล้วก็ซื่อหงเกิดเรื่อง ฉันนอนหลับสนิทขนาดนี้ ของในบ้านหายหมดก็ไม่รู้ตัว!”
เธอรู้สึกหงุดหงิดนิด ๆ การนอนหลับสบายเกินไปก็น่ารำคาญเหมือนกัน ถ้าเสียงไม่ดังมากก็ไม่ตื่นเลย
หลี่เจียเฟิ่ง“…”
หลี่เจียเฟิ่งชะงัก ก่อนจะหลุดขำกับท่าทางจริงจังที่บอกว่าตัวเองนอนหลับสบาย พักใหญ่ถึงรู้ตัวว่ายิ้มกว้างจนแทบจะถึงหูก็รีบเก็บรอยยิ้มแล้วทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ย่าอันห็นภาพนั้นเข้าพอดี อดขำในใจไม่ได้ เด็ก ๆ นี่ก็ยังเด็กอยู่จริง ๆ ขี้อายกันง่าย ๆ
โดยเฉพาะหลานสาวของเธอ ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย
เมื่อไหร่นะเธอจะได้อุ้มเหลนสักที?
พรุ่งนี้บ้านมีงานเลี้ยง อันิจ่วเม่ยต้องเริ่มเตรียมอาหารตั้งแต่วันนี้แล้ว เธอวางแผนจัดโต๊ะสองโต๊ะ โต๊ะหนึ่งสำหรับครอบครัวตระกูลหลี่ ยวี่เฟยและคุณย่าและคนอื่น ๆ อีกโต๊ะสำหรับเพื่อน ๆ ของหลี่เจียเฟิ่ง แยกกันแบบนี้จะได้ไม่วุ่นวาย และไม่ต้องให้เพื่อน ๆ เห็นความน่าอายของครอบครัวตระกูลหลี่ เป็นการรักษาหน้าให้หลี่เจียเฟิ่งไปในตัว
แม้จะตัดญาติกับครอบครัวตระกูลหลี่ไปแล้ว แต่ก็ยังต้องมีการไปมาหาสู่กันอยู่
ไม่เพียงแค่ต้องไปมาหาสู่ ในฐานะลูกสะใภ้ อันจิ่วเม่ยยังต้องทำตัวให้ดีด้วย ไม่ให้ใครจับผิดได้ จะได้ไม่สร้างปัญหาให้หลี่เจียเฟิ่ง
เช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่ยวี่เฟยและเพื่อน ๆ มาช่วยอันจิ่วเม่ยเตรียมงาน ก็เริ่มคุยกันถึงเรื่องของซื่อหง ทุกคนต่างดีใจกับเพื่อนสาวตัวเองที่หลุดพ้นสักที
“ซื่อหง รังแกเธอมาตั้งหลายปี ในที่สุดเธอก็ได้แก้แค้นซะที!”
“ใช่แล้ว เลี้ยงลูกเสียจนเสียคน แล้วยังจะมาหวังให้ลูกเลี้ยงที่แต่งออกไปแล้วมาดูแลอีก หน้าด้านจริง ๆ”
พวกเธออยากจะพูดว่าย่าอัน ก็ควรให้ซื่อหงเลี้ยงดูด้วย แต่ตอนนี้อันจิ่วเม่ยป็นคนดูแลอยู่ ซึ่งก็นับว่าดีมากแล้ว แต่นึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างย่าอันกับอันจิ่วเม่ยก็เลยไม่ได้พูดออกมา
พวกเธอไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่อยากจะพูดถึงเรื่องนี้เท่านั้น แต่ถ้าพูดออกไปแล้วทำให้อันจิ่วเม่ยนหรือคุณย่าเพื่อนตนเองเสียใจ ก็คงไม่ดีแน่
ดังนั้น ทุกคนจึงเปลี่ยนเรื่องคุยกันแทน “ทำไมเธอถึงเตรียมอาหารเยอะจัง เชิญคนมาเยอะเหรอ?”
อันจิ่วเม่ย พยักหน้าแล้วอธิบายอย่างกระตือรือร้น “ฉันต้องเชิญคนจากตระกูลหลี่ พวกเธอสามคน ลุงมู่เฉิน ผู้นำหมู่บ้านกับภรรยาของเขา และเพื่อนของหลี่เจียเฟิ่งด้วยนะ การสร้างบ้านครั้งนี้ราบรื่นได้ก็เพราะพวกเขาช่วยกันทั้งนั้นเลย!”
สาวน้อยทั้งสามได้ยินดังนั้นก็เข้าใจทันที ใบหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความปลาบปลื้ม คนอื่น ๆ ที่ได้รับเชิญล้วนเป็นญาติหรือคนที่ช่วยเหลือในการสร้างบ้าน
แต่พวกเธอทั้งสามกลับไม่ได้ช่วยอะไรมากนักแต่ก็ยังได้รับเชิญ นั่นแสดงว่าอันจิ่วเม่ยคงนับพวกเธอเป็นเพื่อนแล้วสินะ
ด้วยความดีใจ พวกเธอจึงยิ่งทำงานอย่างแข็งขันมากขึ้น