ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! -จบบริบูรณ์- - บทที่ 81 ปรึกษา
บทที่ 81 ปรึกษา
บรรยากาศมื้ออาหารเป็นไปอย่างราบรื่น แขกทุกคนพอใจ แม้แต่ครอบครัวตระกูลหลี่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาอะไร ทุกคนก้มหน้าก้มตากินข้าว แม้แต่ เพ่ยอิงก็ไม่ได้พูดจาอะไร
หลายครั้งที่เพ่ยอิงพยายามจะลุกไปทำความรู้จักกับ เพื่อนสนิทพระเอก และคนอื่น ๆ แต่ลี่เฟยคอยจับตาดูอย่างใกล้ชิด ดึงตัวไว้ทุกครั้ง ทำให้ไม่เกิดเหตุการณ์ชวนขำขึ้น
เพ่ยอิงเป็นลูกสะใภ้ที่ลี่เฟยใช้ความพยายามอย่างมากในการนำเข้าครอบครัว เธอจึงกลัวว่าเพ่ยอิงจะหนีไป จึงต้องคอยระวังอย่างใกล้ชิด
อันจิ่วเม่ยไม่สนใจพวกเธอตราบใดที่ไม่ก่อเรื่อง เธอยิ้มแย้มต้อนรับแขกตลอดงาน หลังอาหารเย็นยังให้ หลี่เจียเฟิ่งยกโต้วทังให้ทุกคนชิม รอจนฟ้าเริ่มมืดแขกจึงทยอยกลับบ้าน
เหลือแต่ยวี่เฟย เหม่ยลี่และผิงผิงก็อยู่ช่วยเก็บล้าง เป็นกลุ่มสุดท้ายที่กลับ แต่อันจิ่วเม่ยไม่ได้เอาเปรียบพวกเธอ ตอนกลับแต่ละคนต่างได้ของติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วย
โอ้โห! ของที่อันจิ่วเม่ยยืมไปนี่เยอะแยะเลยนะเนี่ย คืนนี้ดึกมากแล้วล่ะอันจิ่วเม่ย เลยบอกว่าพรุ่งนี้ค่อยเอามาคืนก็ได้
หลี่ฉีหมิ่นก็ดื่มจนเมาหัวราน้ำ กลับถึงบ้านก็ล้มตัวลงนอนกรนครอกๆ ทันที แผนการมีทายาทชายของอวี้หลันจึงพังพินาศไม่เป็นท่า เธอตบสามีเมาเหล้าหนึ่งทีด้วยความหงุดหงิด แล้วเดินออกจากห้องอย่างเกรี้ยว กราด
พอเปิดประตู เธอก็เห็นลูกสาวสยืนมองอยู่หน้าห้องราวกับหนูตัวน้อยอวี้หลันตวาดเสียงเขียว “เจียลี่ทำไมไม่ไปนอน มายืนทำอะไรตรงนี้?”
เจียลี่มองซ้ายมองขวาอย่างหวาดระแวง กลัวคนบ้านใหญ่จะมาเห็นเข้า แล้วล้วงห่อกระดาษน้ำมันที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้แม่ด้วยมือสั่น ๆ
“แม่คะ นี่เป็นเนื้อทอดกรอบที่อาสะใภ้สามแอบให้หนูมา” เจียลี่ พูดเสียงสั่น “หนูไม่อยากเอาไปไว้ที่ครัว เดี๋ยวพี่ชายจะได้กินหมด เราแอบเก็บไว้กินเองได้ไหมคะ?”
เจียลี่มองคนที่เป็นแม่อย่างหวาด ๆ รู้ดีว่าแม่ไม่ชอบเธอเพราะไม่ใช่ลูกชาย แม้แต่ตอนรู้ว่าบ้านใหญ่ใช้งานเธอหนัก แม่ก็ยังเฉยเมย
อวี้หลันมองลูกสาวของตน เจียลี่เป็นเด็กสาวที่มีหน้าตาน่ารักสมกับสายเลือดตระกูลหลี่ หากแต่เพราะเธอเป็นเพียงลูกสาวจากบ้านรอง จึงไม่ค่อยได้ลิ้มรสอาหารดี ๆ เท่าไรนัก จนทำให้ร่างกายผอมแห้ง ผิวพรรณเหลืองซีดราวกับคนขาดสารอาหาร
แม้จะทำท่าทางจองหองขณะบุกไปที่บ้านของอันจิ่วเม่ย แต่ทันทีที่กลับถึงบ้าน เจียลี่ก็กลับเป็นเพียงเด็กสาวขี้อายและหวาดกลัว เธอทำทุกสิ่งเพียงเพราะปฏิบัติตามคำสั่งของอวี้หลันเท่านั้น
ความโกรธพลุ่งพล่านในอกอวี้หลันเมื่อตระหนักว่าลูกสาวทั้งสองขาดความมั่นใจอย่างน่าใจหาย ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเธอไม่สามารถให้กำเนิดลูกชายที่จะเป็นเสาหลักของครอบครัวได้นั่นเอง!
“แล้วเธอไม่ได้แบ่งให้พวกบ้านใหญ่เหรอ?”อวี้หลันถามอย่างสงสัย หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่
เจียลี่ส่ายหน้าราวกับซ้อมมา ก่อนตอบอย่างซื่อใส “ไม่ได้ให้ค่ะแม่ อาสะใภ้สามบอกหนูว่าผอมเกินไป ต้องกินเนื้อให้มาก ๆ จะได้แข็งแรง”
ดวงตาของอวี้หลันเบิกกว้างด้วยความเข้าใจ อ๋อ… อันจิ่วเม่ยแอบให้อาหารลูกสาวของเธอต่างหาก คงเป็นการตอบแทนที่สามีตนเองส่งเฟอร์นิเจอร์ไปให้บ้านพวกเขาสินะ
“เฟอร์นิเจอร์นั่นไม่ได้ส่งไปฟรี ๆ สินะเนี่ย” อวี้หลันคิดในใจ “อย่างน้อยอันจิ่วเม่ยก็เป็นคนรู้ความ”
แต่คำพูดของอันจิ่วเม่ยนั้นฟังดูมีเหตุผล ทำไมสิ่งดี ๆ ทั้งหมดจึงต้องยกให้แต่หลี่ถัง ทั้งที่เขาเป็นผู้ชายที่แทบไม่สามารถทำอะไรได้เลย
ในขณะที่ลูกสาวของเธอซึ่งถูกใช้งานอย่างหนักแทบทุกวันกลับไม่ได้รับสิ่งดี ๆ แม้แต่น้อย แม้แต่อาหารการกินที่เหมาะสมก็ไม่เคยได้จนทำให้เด็กสาวที่เคยสดใสมีหน้าตาน่ารักต้องกลายเป็นคนผมแห้งซีดเซียวไปเช่นนี้
ในวินาทีนั้น หัวใจของอวี้หลันก็เกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาเป็นครั้งแรกเพื่อลูกสาวของตัวเอง ราวกับมีประกายไฟเล็ก ๆ แผ่วเบาจุดขึ้นในใจ มันไม่ใช่แค่ความรู้สึกชั่วแล่น แต่เป็นประกายแห่งการต่อต้านที่เธอไม่เคยมีมาก่อน
เจียลี่ยังไม่รู้เลยว่า การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเธอ ได้ปลุกจิตสำนึกความเป็นแม่ที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ ในตัวอวี้หลันให้ตื่นขึ้นมาจากการหมกมุ่นอยากได้ลูกชาย และในที่สุดก็รู้จักสงสารลูกสาวบ้างเสียที
“ของที่อาสะใภ้สามให้มา ก็เก็บไว้กินเองเถอะ”อวี้หลันกระซิบสั่ง “แต่ต้องซ่อนให้ดี ๆ อย่าให้ปู่ย่าหรือป้าสะใภ้ใหญ่เห็น เข้าใจไหม”
ในยุคที่อาหารแพงยิ่งกว่าทองคำ แม้แต่ผู้ใหญ่อย่างอวี้หลันเองก็ยังอดใจไม่ไหว จะให้ยกของล้ำค่านี้ให้คนอื่นกินฟรี ๆ ก็คงบ้าไปแล้ว
เมื่อเห็นท่าทีของแม่ เจียลี่ก็ยิ้มดีใจ รีบถามอย่างกระตือรือร้น “แม่คะ อาสะใภ้สามใจดีกับหนูมาก วันก่อนที่หนูไปบ้านอาสะใภ้ หนูเผลอทำตัวไม่ดี… หนูขอไปช่วยงานอาสะใภ้สามเพื่อขอโทษได้ไหมคะ?”
อวี้หลันแค่นเสียงเย็นชา “ได้คืบจะเอาศอกน่ะสิ! ได้ของมานิดหน่อยก็ถูกซื้อใจไปซะแล้ว แกนี่มันใจง่ายจริง ๆ”
แม้ปากจะพูดตำหนิแต่ลึก ๆ ในใจก็ยอมรับ เห็นว่าการรักษาความสัมพันธ์กับหลี่เจียเฟิ่งไม่ใช่เรื่องเสียหาย อีกอย่าง นี่เป็นความต้องการของลูกเอง ไม่ใช่เธอเป็นคนบังคับ ถ้าบ้านใหญ่จะมาโวยวายในภายหลังก็ถือว่าไม่เกี่ยวกับเธอแล้ว!
เจียลี่ดีใจจนแทบจะกระโดดตัวลอย เธอวางแผนจะชวนเสวี่ยเหยาและซานซานให้ไปช่วยงานที่บ้านอาสะใภ้สามด้วยกัน ส่วนอาหารที่อาสะใภ้สามให้มา เจียลี่ก็รีบซ่อนไว้ในห้องพ่อแม่ทันที
เพราะถ้าเก็บไว้ในห้องตัวเอง อาจโดนป้าสะใภ้ใหญ่จับได้ เธอนอนอยู่กับลูกสาวสองคนของป้าสะใภ้ใหญ่ และป้าก็มักจะเข้ามาดูห้องของเธออยู่บ่อย ๆ เก็บไว้ในห้องพ่อแม่จึงปลอดภัย
ขณะเดียวกัน ทางฝั่งอันจิ่วเม่ยกับหลี่เจียเฟิ่ง ทั้งสองคนนอนลงรอความง่วง อันจิ่วเม่ยพูดขึ้นว่า “ฉันอยากให้หมู่บ้านของเราทำการค้ากับร้านสหกรณ์ คุณคิดว่าไงคะ?”
หลี่เจียเฟิ่งที่อ่อนล้าจากงานมาตลอดทั้งวันกำลังจะหลับ แต่ทันทีที่ได้ยินคำพูดของภรรยา เขาก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที
ดูท่าว่าเธอจะเริ่มสนใจคำแนะนำของกู่เทียนเฉิงและคนอื่น ๆ แล้ว ความคิดที่จะให้หมู่บ้านร่วมมือกับร้านสหกรณ์และแบ่งปันผลประโยชน์กันเป็นรายบุคคลนั้น ฟังดูน่าสนใจไม่น้อยเลย
ทั้งหมู่บ้านจะเต็มไปด้วยสวนผักเขียวขจีเรียงราย ทุกครัวเรือนจะมีผักสดกินอย่างเพียงพอ ไม่ต้องกังวลเรื่องความอดอยาก ในขณะที่ในเมืองนั้นกลับตรงกันข้าม ร้านค้าสหกรณ์แทบจะว่างเปล่า ชาวเมืองต่างหิวโหยอย่างไร้หนทาง
อันจิ่วเม่ยครุ่นคิดอย่างหนัก การร่วมมือระหว่างเมืองกับชนบทไม่ใช่เรื่องไกลเกินฝัน แต่ก็ไม่ง่ายเลย เธอถอนหายใจ “คงยากสักหน่อย…”
ทันใดนั้นหลี่เจียเฟิ่งก็เอ่ยขึ้น “ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้…มันอาจจะยากนิดหน่อย เธอจะเหนื่อยไหม?”
ดวงตาของอันจิ่วเม่ยเป็นประกายขึ้นมาทันที “ไม่เหนื่อยค่ะ ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ฉันก็อยากลองดู” เธอกำมือแน่น ไม่ว่าจะอยู่ในยุคสมัยไหน เราก็ต้องสู้ถึงจะชนะ!
หลี่เจียเฟิ่งยิ้มอย่างภาคภูมิใจในต “กู่เทียนเฉิงคุ้นเคยกับคนในร้านค้าสหกรณ์ ฉันสามารถขอให้เขาช่วยแนะนำได้นะ”
แต่อันจิ่วเม่ยกลับส่ายหน้า “ไม่ต้องหรอก ฉันอยากลองด้วยตัวเองก่อน ถ้าทำไม่ไหวจริง ๆ ค่อยขอความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ” เธอพร้อมแล้วที่จะเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ในชีวิตนี้
อันจิ่วเม่ยตัดสินใจเล่าความคิดของตัวเองให้หลี่เจียเฟิ่งฟัง ไม่ใช่เพราะอยากระบายความในใจ แต่เพราะต้องการขอความเห็นจากชายหนุ่มผู้มีสถานะไม่ธรรมดาคนนี้ เธอกังวลว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อเขา
แม้จะมีเส้นสายที่สามารถขอความช่วยเหลือได้ แต่อันจิ่วเม่ยไม่เคยคิดจะใช้มันเลย เธอรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนนั้นมีขีดจำกัด
ยิ่งใช้บ่อยก็ยิ่งเหลือน้อยลง และถ้าคอยรบกวนคนอื่นบ่อย ๆ ก็จะกลายเป็นการสร้างหนี้บุญคุณที่ใช้คืนยากที่สุด เธอจึงพยายามหลีกเลี่ยงการติดหนี้มากเกินไปหากไม่จำเป็นจริง ๆ