พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 108
ห้องหนังสือตกสู่ความเงียบสงัดไปชั่วขณะ ก่อน
หลัวเซิ่นหย่วนจะเอ่ยถาม “ท่านว่าอะไรนะ”
“ไม่ใช่พูดเรื่องเจ้าหลินเม่านั่นหรือ” หลินไห่หรู
เอ่ย “แม่พูดกับอี๋หนิงแล้ว แต่นางกลับไม่พูด
อะไร ไม่รู้ว่าหมายความว่าอย่างไร…”
หลินไห่หรูเงยหน้าขึ้น พบว่าหลัวเซิ่นหย่วนมีสี
หน้าผิดแผกไป ไม่อาจกล่าวว่าแปลกพิลึก
เพียงแต่ภายใต้แสงสะท้อนจากเปลวเทียน ตั้งแต่
สันจมูกโด่งตรงจรดปลายคางขึงตึง ริมฝีปาก
คล้ายจะเม้มแน่นเป็นเส้นตรง
หลังจากนั้นเขาก็ยื่นมือออกไปหยิบถ้วยชาขึ้นมา
ดื่ม ก่อนกล่าว “เรื่องคู่ครองของอี๋หนิง ท่านอิงกั๋ว
กงมีที่หมายมั่นไว้แล้ว ท่านอย่าได้ยุ่งเรื่องในจวน
ของพวกเขา สำหรับหลินเม่า ข้าว่าอุปนิสัยของ
เขาเลื่อนลอยเกินไปไม่ควรค่าแก่การฝากฝังผู้ใด
ไว้ด้วย หากอยู่ ๆ เขาพลันไปเล่นแร่แปรธาตุหรือ
ไปออกบวช เช่นนั้นอี๋หนิงจะทำอย่างไร”
หลินไห่หรูได้ยินคำของหลัวเซิ่นหย่วนก็คิดถึง
เรื่องในปีนั้นที่หลินเม่าเผาร้านค้าในหยางโจวไปก
ว่าครึ่งถนน นางพลันรู้สึกว่าเขาพูดได้มีเหตุผล
แต่นางก็อดประหลาดใจไม่ได้ “จวนอิงกั๋วกงเป็น
ชนชั้นสูงศักดิ์ แม่เห็นเว่ยหลิงให้ความสำคัญกับ
อี๋หนิงไม่น้อย เขาหมายตาผู้ใดไว้หรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนเงยหน้ามองแม่เลี้ยง “ท่านไม่ต้อง
กลับไปอยู่กับหนานเกอร์หรือขอรับ”
เขาจะอมพะนำไปไย!
หลินไห่หรูรู้สึกเสียดายเล็กน้อย หากผู้ใหญ่ของ
อี๋หนิงมีการตระเตรียมไว้แล้ว เช่นนั้นมิใช่ว่าหลิน
เม่าต้องกระตือรือร้นไปโดยเปล่าประโยชน์หรอก
หรือ
รอจนหลินไห่หรูจากไปแล้ว หลัวเซิ่นหย่วนจึงนั่ง
ลง พิงตัวกับพนักเก้าอี้ มองไปยังท้องฟั้ามืดสนิท
นอกหน้าต่าง นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา
ย่างเข้าสู่คิมหันต์ อากาศเริ่มร้อนอบอ้าว เสียง
จักจั่นจิ้งหรีดด้านนอกดังระงม ยิ่งขับให้เรือนลู่
หมิงเงียบสงบเป็นพิเศษ เสียงลมพัดใบไม้พลิ้ว
ไหวดังชัดท่ามกลางราตรีอันมืดมิด เขาพลันนึกถึง
ตนในวัยเยาว์ ผู้ที่ดูแลเขาคือบ่าวหญิงชราคนหนึ่ง
เรือนด้านข้างที่เขาอาศัยไร้นํ้ามันตะเกียง บ่าว
หญิงชราคลำหาทางในความมืดเพื่อไปยกข้าวมา
ให้เขา นางสะดุดล้มตรงประตูการสะดุดครานั้น
ทำให้ร่างกายครึ่งร่างของนางเกิดอาการชาไร้
ความรู้สึกเคลื่อนไหวไม่ได้อีกต่อไป หลังจากนั้น
ไม่กี่วันนางก็จากไป
เขาเป็นเพียงเด็กคนหนึ่ง ไร้คนดูแล เขาถูกสาวใช้
อุ้มไปยังเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว จ้องมองแสง
ไฟสว่างไสวในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าหลัวน้องสาว
ตัวน้อยผิวสีชมพูนั่งอยู่ในอ้อมกอดของฮูหยินผู้
เฒ่าหลัว ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกำลังปั้อนโจ๊กที่ตุ๋นด้วย
นมแพะให้นางทีละคำ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวไม่ได้
กล่าวว่าต้องการพบเขาหรือไม่ เขาจึงได้แต่ยืนอยู่
นอกประตู มองท้องฟั้ายามคํ่าคืนก็ยิ่งรู้สึกอ้างว้าง
จับใจ
ครั้นบ่าวหญิงชราที่เลี้ยงดูเขาไม่อยู่แล้วก็ราวกับ
ไม่มีผู้ใดต้องการเขา
ต่อให้ยามนี้ท่านพ่อเห็นความสำคัญของเขา สวี
เว่ยให้ความสำคัญกับเขา แต่จะมีผู้ใดชอบเขา
จากใจจริงบ้าง หลัวเซิ่นหย่วนตระหนักดีหลัวเฉิง
จางเพียงต้องการบุตรชายของอนุที่สามารถ
ส่งเสริมวงศ์ตระกูลได้ทางฝั่ายชิงหลิวเองก็กำลัง
ตกอยู่ในสถานการณ์อ่อนแอ สวีเว่ยจึงต้องการ
คนที่โหดเหี้ยมร้ายกาจ ทำงานโดยไม่คำนึงถึงสิ่ง
ใดเฉกเขา มิเช่นนั้นจะต่อกรกับคนเยี่ยงวั่งหย่วน
ได้อย่างไร
อี๋หนิงไม่มีทางล่วงรู้ว่าที่นางเอาแต่ตามติดเขา
ยามนางยังเด็กทำให้เขามีความสุขเพียงใด แม้เขา
จะแสดงอาการรำคาญที่นางพยายามแสดงความ
สนิทสนมใกล้ชิด แต่นั่นก็ทำให้ความอ้างว้าง
เหล่านั้นค่อย ๆ ถูกทับถมจนเติมเต็ม ดังนั้นเขา
จึงอยากจับนางไว้ให้มั่น นอกจากนางแล้ว เขาก็
ไร้ซึ่งสิ่งใดอีก
หากนางแต่งงาน นางต้องเป็นคนที่อุทิศตนดูแล
สามีและเลี้ยงดูลูก ๆเต็มกำลัง ปฏิบัติต่อสามี
อย่างดี หากเป็นเช่นนั้น…ในสายตาของนางก็จะ
ไม่มีพี่ชายคนนี้อีกต่อไป
หลัวเซิ่นหย่วนหลับตาลง
มือกุมถ้วยชาแน่น สีหน้าพลันเปลี่ยนเป็นเย็น
เยียบอย่างไม่อาจข่มกลั้น
สาวใช้ตัวน้อยสองสามคนกำลังกระซิบกระซาบ
กันอยู่ด้านนอก เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็ขมวดคิ้วมุ่น
เรียกพวกนางเข้ามา ต่างเป็นเด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ที่
เพิ่งถูกซื้อเข้ามาในจวน ยังไม่รู้กฎระเบียบ เมื่อได้
ยินว่าคุณหนูเรียก แต่ละคนก็ก้มหน้างุด
อี๋หนิงสั่งสอนพวกนางอยู่สองสามประโยคก่อน
ปล่อยตัวไป ขณะที่ดื่มนํ้าแกงก็ได้ยินเจินจูเอ่ย
พร้อมรอยยิ้ม “คุณหนู ญาติผู้พี่หลินของท่านคน
นั้นชอบกระทำการตามอำเภอใจนัก”
อี๋หนิงกล่าว “คนผู้นี้ชอบทำเรื่องนอกลู่นอกทาง
ทว่าไร้เจตนาร้ายใด ๆแต่เขาเชี่ยวชาญเรื่องการ
ยั่วยุให้ผู้อื่นโมโหยิ่งนัก”
นางคิดว่าอย่าไปใส่ใจการกระทำของท่านหลินชิง
เทียนจะดีกว่ามิเช่นนั้นอาจถูกเขายั่วโมโหจนตาย
ได้
อี๋หนิงไม่คิดถึงเรื่องของหลินเม่าอีก นางให้ซงจือห
ยิบกระดาษกับพู่กันเข้ามา เตรียมเขียนจดหมาย
ให้เว่ยหลิง ไม่รู้ว่ายามนี้เขาอยู่ที่เมืองเซวียนฝูั่เป็น
อย่างไรบ้าง การนำทัพทำสงครามเป็นเรื่อง
ยากลำบากมากเดินทางไปถึงที่ใดก็ต้องนอน
กลางดินกินกลางทรายที่นั่น อีกทั้งเว่ยหลิงยังเป็น
ผู้บัญชาการสูงสุด เขายิ่งต้องแบกรับภาระอัน
ใหญ่หลวง
จดหมายที่ถูกส่งไปชายแดนทุกฉบับต้องถูก
ตรวจสอบ อี๋หนิงจึงไม่ได้สาธยายเรื่องของตนสัก
เท่าใด เพียงไถ่ถามเขาว่าระยะนี้เป็นอย่างไร เมื่อ
นางได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเข้ามาก็กล่าวขึ้น “เจินจู
เจ้ามาได้เวลาพอดี ไปหยิบซองจดหมายบนโต๊ะ
ให้ข้าหน่อย”
มือหนึ่งยื่นมาตรงหน้านาง ซองจดหมายซองหนึ่ง
วางอยู่บนฝั่ามือเขา
เมื่ออี๋หนิงเห็นฝั่ามือนั้นก็ตกใจ นางเงยหน้าขึ้น
อย่างรวดเร็ว พอเห็นว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าคือ
หลัวเซิ่นหย่วนจึงรับซองจดหมายมา นางพับ
จดหมายพลางกล่าว “พี่ชายสาม ท่านมาที่นี่เหตุ
ใดจึงไม่ให้บ่าวเข้ามารายงานสักคำ”
“ไม่อยากรบกวนเจ้า” หลัวเซิ่นหย่วนก้าวไป
ด้านหน้าสองสามก้าวนั่งลงตรงข้ามนาง
เมื่ออี๋หนิงเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็คล้ายกับพบความ
เย็นชาในดวงตาเขาภายใต้แสงรัตติกาล เครื่อง
หน้าทั้งห้าบนใบหน้ายิ่งดูคมลึกหล่อเหลา แม้เขา
จะนิ่งเงียบ แต่เพียงนั่งลงก็แผ่ไอรัศมีออกมา
หลายส่วน อี๋หนิงพลันรู้สึกอิจฉาว่าที่พี่สะใภ้ของ
ตนขึ้นมา พี่ชายสามของนางเป็นบุคคลที่ยอด
เยี่ยมโดยแท้จริง
อี๋หนิงส่งจดหมายให้เขา “ท่านมาได้เวลา
ประจวบเหมาะนัก ช่วยส่งจดหมายให้ข้าทีเถิด
เจ้าค่ะ” นางออกไปสั่งสาวใช้ยกนํ้าชามาให้
หลัวเซิ่นหย่วนเมื่อกลับมาก็เห็นเขาย้ายกระดาน
หมากที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กด้านข้างมาวางตรงหน้า
“ไม่ได้วางหมากกับเจ้านานแล้ว ลองมาวางสัก
สองตา ดูว่าสองปีที่ผ่านมาทักษะการเดินหมาก
ของเจ้าก้าวหน้าขึ้นบ้างหรือไม่”
อันที่จริงอี๋หนิงเริ่มง่วงแล้ว แต่พอเห็นท่าทางของ
เขาที่ปราศจากอาการง่วงงุนใด ๆ ก็หยิบตัวหมาก
สีดำขึ้น วางหมากพลางเอ่ยถาม “คดีในมือท่าน
เป็นอย่างไรบ้าง ข้าได้ยินว่าคนผู้นั้นที่ท่านจับไว้
ตายแล้ว” นางอดคิดถึงสภาพอันน่าสยดสยอง
ของคนผู้นั้นไม่ได้ ก่อนจะกลับมามองนิ้วเรียวยาว
ของพี่ชายสามที่กำลังลูบตัวหมากเบา ๆ อี๋หนิง
ตะลึงงัน
คนผู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงพี่ชายสามของนาง แต่ยัง
เป็นหลัวเซิ่นหย่วนผู้โหดเหี้ยมอำมหิตอย่างร้าย
กาจ เวลานั้นนางถึงเพิ่งตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า
สิ่งที่นางรู้อยู่แก่ใจกับสิ่งที่เห็นด้วยตาตนเอง
แตกต่างกันเหลือเกิน
หลัวเซิ่นหย่วนตอบ “วันมะรืนนี้ก็ปิดคดีแล้ว”
อี๋หนิงสงสัยเล็กน้อย มิใช่บอกว่ายากนักหรอก
หรือ เขาไม่ได้พูดต่อแต่เปลี่ยนมาย้อนถามนาง
“ข้าได้ยินท่านแม่กล่าวว่าวันนี้หลินเม่าให้คนมา
ส่งดอกไม้ให้เจ้าหลายกระถาง”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็หัวเราะ “ญาติผู้พี่เม่าทำสิ่งใดก็
พิลึกพิลั่นนัก ผู้ใดจะไปสนใจว่าเขาทำอะไร!”
เขาเงยหน้าขึ้นก็เห็นอี๋หนิงเอนตัวพิงหมอนอิง
ภายใต้แสงสลัวของเปลวเทียน รอยยิ้มของนางดู
เกียจคร้าน ปอยผมยาวสลวยไล้ยาวมาถึงเนินอก
ดูต่างไปจากยามปกติเล็กน้อย อี๋หนิงยิ่งรู้สึก
ง่วงงุนขึ้นเรื่อย ๆ มือหนึ่งเท้าคางมือหนึ่งวาง
หมาก นางกล่าวกับเขา “เป็นเช่นนี้ต่อไปคงไม่ดี
นัก หากข้างกายท่านไม่มีผู้ใด…เรื่องในจวนคง
วุ่นวายยุ่งเหยิงไปหมด”
หลัวเซิ่นหย่วนวางหมากอย่างเงียบขรึม รอจนเขา
เงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็พบว่าเด็กสาวผู้นี้พูดจนดำดิ่ง
สู่ห้วงนิทราไปแล้ว
นางง่วงนอนเพียงใดกัน!
ยามปกติมักเกียจคร้านไม่รักการเคลื่อนไหว มี
เพียงคนที่สนิทชิดเชื้อกับนางเท่านั้นที่รู้
หมากในมือค่อย ๆ ตกลงบนกระดานเบา ๆ
บังเกิดเป็นเสียงกระทบแผ่วเบา นั่นคือหมากที่ไม่
อาจเคลื่อนไหวได้อีก เพียงแต่คงไม่มีผู้ใดมาสนใจ
หมากกระดานนี้แล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนลุกขึ้นเนิบช้า ก้าวไปหยุดข้างกาย
นางพลางโน้มตัวลงมองใบหน้าของนาง เส้นผม
หลายเส้นแนบไล้อยู่บนแก้ม ยามที่นางเข้าสู่ห้วง
นิทราดูอ่อนเยาว์ยิ่ง ริมฝีปากแดงเรื่อ ลมหายใจ
เข้าออกแผ่วเบาระคนไปด้วยกลิ่นหอมหวานอัน
น่าพิศวง ไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นของอะไรกันแน่
ยามนี้นางหลับแล้ว ไม่รู้เรื่องราวใด ๆ ทั้งสิ้น
เขายื่นมือออกไปจับปลายคางของนาง เชย
ใบหน้าของนางขึ้นเล็กน้อยแล้วปัดเส้นผมที่ไล้อยู่
บนแก้มออก
นางยิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งงามสะคราญ ดูน่ารักอันใดกัน
เห็นได้ชัดว่าเปียมไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน หลัวเซิ่น
หย่วนตระหนักดีว่าสำหรับบุรุษแล้ว นี่
หมายความว่าอย่างไร หากนางไร้คนปกปั้องคง
ต้องเกิดอันตรายร้ายแรง
ยามปกติเขาไม่กล้าเข้าใกล้นางจนเกินงาม ทว่า
ยามนี้กลับเอื้อมมือออกไปลูบไล้นวลแก้มนางแผ่ว
เบา จากนั้นจึงก้มหน้าลง
ในภวังค์ฝัน อี๋หนิงสัมผัสได้ถึงไอร้อนจาง ๆ
บริเวณหว่างคิ้ว
สัมผัสนั้นให้ความรู้สึกชาวาบเล็กน้อย
ไม่ง่ายเลยกว่าหลินไห่หรูจะกล่อมหนานเกอร์ให้
หลับ นางเตรียมไปหาอี๋หนิงเพื่อสอบถามว่าท่าน
อิงกั๋วกงหมายตาว่าที่ลูกเขยคนใดไว้ให้นาง สาว
ใช้ประคองมือนางไว้ พวกนางหยุดยืนอยู่ตรง
ระเบียงทางเดิน รอบทิศมืดสนิท ในห้องหนังสือ
กลับมีแสงเทียนสั่นไหวเล็ดลอดผ่านออกมา หลิน
ไห่หรูมองผ่านผ้าม่านด้านข้าง นางเห็นหลัวเซิ่น
หย่วนประคองใบหน้าของอี๋หนิงไว้ ดูคล้ายอี๋หนิง
จะหลับแล้วจึงซบใบหน้าลงบนฝั่ามือของเขา
อย่างไร้ปราการปั้องกันใด ๆ
ทั้งสองคนชิดใกล้กันอย่างยิ่ง
นางกำลังรู้สึกว่าท่วงท่าของพวกเขาดูแปลกพิลึก
ดึกดื่นเพียงนี้ยังอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง จากนั้นนาง
ก็เห็นหลัวเซิ่นหย่วนโน้มศีรษะลงไป แสงเงาของ
เปลวเทียนวูบไหว
นางเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เล็บจิกลงบน
ข้อมือของรุ่ยเซียงอย่างไม่อาจสะกดกลั้น
หลัวเซิ่นหย่วน…เขากำลังทำอะไร!
เขาอายุมากกว่าอี๋หนิงเจ็ดปี อี๋หนิงเป็นน้องสาวที่
เขาเฝั้ามองจนเติบใหญ่! ที่สำคัญตัวเขายังมีการ
หารือเรื่องงานแต่งกับตระกูลซุน ใกล้จะหมั้น
หมายกับซุนฉงวันแล้ว เขามีความคิดเช่นนี้ต่ออี๋ห
นิงได้อย่างไร! มิน่าเล่าไม่ว่านางจะเค้นถาม
อย่างไร เขาก็ไม่ยอมปริปาก มิน่าเล่า เมื่อครู่ที่
นางเอ่ยถึงเรื่องหลินเม่า เขาถึงแสดงอาการ
ผิดปกติออกมา
รุ่ยเซียงถูกจิกจนเจ็บ แต่กลับไม่กล้าส่งเสียง
ออกมาสักคำ
ในคํ่าคืนอันมืดมิด ทว่าทุกสิ่งคล้ายไร้การปิดบัง
เรื่องเร้นลับถูกเปิดเผยออกมา ทำให้หลินไห่หรู
หายใจติดขัด
นางหมุนตัวกลับไปอย่างรวดเร็ว รุ่ยเซียงรีบ
ติดตามนางออกนอกเรือนเมื่อบ่าวหญิงชราที่เฝั้า
อยู่ตรงประตูเห็นนางเดินออกมาอย่างรีบร้อนก็
ประหลาดใจ “ฮูหยิน ท่านเป็นอันใดไปหรือเจ้า
คะ เหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้”
หลินไห่หรูไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดสักคำ รอจนกลับไป
ถึงห้องแล้ว รุ่ยเซียงก็รีบรินนํ้าชาให้นาง
หนานเกอร์ยังคงหลับอยู่บนตั่งไม้ มือเท้าน้อย ๆ
แผ่ออก ดวงหน้าเนียนนุ่มซบเข้ากับผ้านวม นอน
หลับสนิท
ตั้งแต่ให้กำเนิดหนานเกอร์ หลินไห่หรูก็เริ่มมี
มุมมองของความเป็นแม่นางมองบุตรชายที่หลับ
สนิท อารมณ์ค่อย ๆ สงบลง นางตรวจแผ่นหลัง
ของลูกน้อยว่ามีเหงื่อออกหรือไม่ ก่อนจะนั่งเหม่อ
ลอยอยู่บนเตียง ผ่านไปชั่วครู่จึงกัดฟันพูดออกมา
“เจ้าไปแจ้งคุณชายสามที ให้เขามาพบข้าสัก
ครั้ง!”
เมื่อหลัวเซิ่นหย่วนออกจากประตูเรือนก็มีบ่าว
หญิงชราเข้ามาแจ้งว่าฮูหยินรองมาที่นี่ ทั้งยังให้
สาวใช้เชิญเขาไปพบ
เมื่อเขาได้ยินก็ผงกศีรษะด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ก่อนเดินไปทางเรือนหลินไห่หรู
หลินไห่หรูกำลังรอเขาอยู่ในห้องโถงกลาง นางสั่ง
ให้พวกบ่าวถอยออกไป เมื่อเห็นเขามาถึงก็เดินไป
เบื้องหน้าแล้วเอ่ยถามเสียงเยียบเย็น “เจ้ากำลัง
คิดอะไรอยู่กันแน่”
“เมื่อท่านเห็นแล้ว ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะกล่าว”
หลัวเซิ่นหย่วนเอ่ยเสียงราบเรียบ “เป็นตามที่
ท่านเห็น”
หลินไห่หรูรู้สึกว่านี่คือสิ่งที่กล้าหาญที่สุดที่นาง
เคยกระทำในชีวิตพอได้ยินอารมณ์นางก็พลัน
พวยพุ่ง เงื้อมือตบเขาไปฉาดหนึ่งอย่างไม่อาจ
ควบคุม ตบนี้เสียงดังกังวานยิ่งนัก หลัวเซิ่นหย่วน
ถูกตบจนหน้าหัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความ
หวาดกลัวหรืออารมณ์พลุ่งพล่าน หลังตบลงไป
ทั้งร่างนางก็สั่นสะท้าน “เจ้า…แล้วคุณหนูซุนจะ
ทำอย่างไร นางรอเจ้ามาหลายปี! อี๋หนิงจะทำเช่น
ไร เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่!”
หลัวเซิ่นหย่วนเช็ดมุมปากช้า ๆ มีไม่กี่คนที่กล้า
ตบเขา แต่เขาไม่คิดจะตอบโต้หลินไห่หรู เขาเงย
หน้าขึ้น “ตระกูลซุนจะต้องยกเลิกการหมั้นหมาย
อย่างแน่นอน”
หลินไห่หรูมองเขาอย่างตกตะลึง
หลัวเซิ่นหย่วนพูดต่อ “เมื่อตระกูลซุนรู้เรื่องที่ข้า
ทำเหล่านั้น พวกเขาจะต้องขอยกเลิกการหมั้น
หมายแน่นอน ฝั่ามือนี้ข้าขอน้อมรับ เชิญท่าน
ตามสบาย และอย่าได้เอ่ยถึงเรื่องของตระกูลซุน
กับข้าอีก”
เมื่อกล่าวจบ เขาก็เดินออกไปจากห้องโถงทันที
ร่างสูงตระหง่านค่อย ๆ หายลับไปในราตรีอันมืด
มิด ส่วนหลินไห่หรูได้มีมุมมองใหม่ต่อบุตรชายที่
จารึกชื่อภายใต้นามของนางแล้ว
นางทรุดตัวลงบนเก้าอี้
วันรุ่งขึ้นเมื่ออี๋หนิงตื่นขึ้นก็ได้ยินว่าเมื่อคืนหลิน
ไห่หรูกับพี่ชายสามเกิดเรื่องขัดแย้งกัน แต่ไม่รู้
เป็นเพราะเหตุผลกลใด เจินจูเพียงบอกนางว่า
“…หลังออกไปจากเรือนของท่านก็เกิดเรื่องขึ้น
เมื่อคืนท่านหลับไปแล้วคงไม่รู้”
อี๋หนิงบังเกิดความสงสัย นางรู้จักหลินไห่หรูดี
หลินไห่หรูไม่มีทางมีเรื่องขัดแย้งกับพี่ชายสามได้
พออี๋หนิงชำระล้างร่างกายแต่งตัวเสร็จก็ไปพบ
หลินไห่หรู แม่นมกำลังปั้อนนมให้หนานเกอร์ เขา
กำลังดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย
หลินไห่หรูนอนหลับไม่สนิทนัก ขณะกล่าวกับนาง
ก็หาวหวอด “อีกครู่ฮูหยินซุนจะมาเยือน ยังมีฮู
หยินอีกหลายท่านที่อาศัยอยู่ละแวกใกล้เคียง
พวกเขาส่งสารอวยพรขึ้นจวนใหม่มาให้พวกเรา
ล่วงหน้าแล้ว” นางปิดปากเงียบไม่พูดถึงเรื่องเมื่อ
คืน นางดันอี๋หนิงไปยังโต๊ะเครื่องแปั้งเพื่อให้ดู
เครื่องประดับที่นางเก็บสะสมไว้
หัวข้อสนทนานี้ บรรดาสตรีมักมีเรื่องให้พูดคุยกัน
ไม่รู้จบ จนกระทั่งดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวขึ้นสูง รถ
ม้าของฮูหยินซุนก็มาถึง ตั้งแต่หลินไห่หรูมาถึงที่นี่
ก็ได้ส่งเทียบเชิญให้บรรดาเพื่อนบ้านในละแวก
ใกล้เคียงแล้ว วันนี้จึงมีฮูหยินจากหลายจวนมา
เยี่ยมเยือน
นี่เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงได้พบฮูหยินซุน เมื่อเทียบ
กับซุนฉงวัน ฮูหยินซุนให้ความรู้สึกเหินห่างกว่า
เล็กน้อย ครั้นนางรู้ว่าอี๋หนิงเป็นคุณหนูแห่งจวน
อิงกั๋วกงก็ชายตามองบ้าง ก่อนเอ่ยถามอย่างลังเล
“ข้าเคยได้ยินมาว่าแต่ก่อนเจ้าถูกส่งไปเลี้ยงดูที่
ตระกูลหลัว”
พวกนางเป็นคนจากฝังชิงหลิว แต่ไหนแต่ไรมาก็
ให้ความสำคัญกับการรํ่าเรียนหนังสือ เพิกเฉยกับ
ชนชั้นบรรดาศักดิ์ ฮูหยินซุนไม่ค่อยรู้เรื่อง
เกี่ยวกับจวนอิงกั๋วกงมากนัก
หลินไห่หรูเอ่ยเจือรอยยิ้ม “เดิมนางถูกเลี้ยงดูอยู่
ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าของพวกเรา”
ฮูหยินซุนผงกศีรษะ หยิบขนมในจานหยกมาถือ
ไว้ในมือ แต่ไม่ส่งเข้าปาก นางยิ้มพลางเอ่ย “ฉง
วันไม่ค่อยสบาย ข้าจึงไม่ให้นางมา เด็กคนนี้ระยะ
นี้เอาแต่คัดอักษรอยู่ในเรือนทั้งวัน ข้าเห็นว่ามี
ความก้าวหน้าขึ้นไม่น้อยบรรดาน้องสาวที่ถือ
กำเนิดจากอนุเหล่านั้นต่างนำตัวอักษรของนางไป
เป็นตัวอย่าง”
เมื่อพูดถึงเรื่องที่หลินไห่หรูไม่เชี่ยวชาญ นางจึงทำ
ได้เพียงยิ้มรับอย่างแข็งกระด้าง หรือไม่ก็ทำ
ตามที่อี๋หนิงสอนไว้ ผงกศีรษะรับหรือย้อนถามสัก
ประโยคให้พอดูมีความรู้บ้าง รอจนใกล้ยามเที่ยง
เวทีการแสดงก็ถูกตั้งมีคนส่งสารอวยพรเข้ามาอีก
ครั้ง “…ฮูหยินเซี่ยจากตรอกจิ่วชวีที่อยู่ใกล้เคียง
ส่งสารอวยพรมาให้ท่าน แสดงความยินดีที่ท่าน
ขึ้นจวนใหม่เจ้าค่ะ”
ฮูหยินหลายคนที่นั่งอยู่ตรงนั้นพากันตื่นตกใจ “ฮู
หยินเซี่ยแห่งตระกูลราชบัณฑิตเซี่ยน่ะหรือ”
หลินไห่หรูไม่รู้เรื่องสังคมในเมืองหลวง หนึ่งใน
บรรดาฮูหยินจึงบอกนาง“ท่านไม่รู้จักฮูหยินเซี่ย
หรือ นางเป็นคนที่อดีตฮ่องเต้พระราชทานยศให้
เป็นฮูหยินตราตั้งขั้นสอง พี่สาวของนางคือ
ฮองเฮา ตระกูลของนางใหญ่โตอย่างยิ่งบุตรสาว
ของนางก็คือเซี่ยอวิ้น สตรีมากความสามารถที่มี
ชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองหลวง”
หลินไห่หรูไม่รู้จักฮูหยินเซี่ย ทว่าอี๋หนิงรู้จักภูมิ
หลังของเซี่ยอวิ้นดี นางไม่เพียงเป็นหลานสาวของ
ท่านราชบัณฑิตเซี่ย ท่านปั้าของนางยังเป็น
ฮองเฮาตระกูลของพวกนางมีอายุกว่าร้อยปี
ประวัติความเป็นมายาวนาน ไม่เช่นนั้นสุดท้าย
แล้วเฉิงหลางคงไม่แต่งงานกับเซี่ยอวิ้น ฮูหยินเซี่ย
ผู้นี้ถือเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงมาเนิ่นนาน
แล้ว
หลินไห่หรูให้คนเชิญพวกนางเข้ามา จาก
ระยะไกลอี๋หนิงเห็นสตรีนางหนึ่งสวมชุดผ้าไหมเค่
อซือหรูหราปักลวดลายวิจิตร ศีรษะประดับด้วย
เครื่องประดับไหมทอง นางกำลังเดินลงมาจาก
เกี้ยว จากนั้นก็มีหญิงสาวอีกคนเดินตามลงมา
ดวงตาหงส์งดงามอย่างยิ่งยวด นั่นมิใช่เซี่ยอวิ้น
คุณหนูรองแห่งตระกูลเซี่ยหรอกหรือ ทั้งสองคน
เดินเข้ามาพร้อมบ่าวไพร่ที่รายล้อม
ฮูหยินเซี่ยมีสถานะสูงศักดิ์ รัศมีสยบผู้คน ฮูหยิ
นทุกคนล้วนมีท่าทีระมัดระวังยามสนทนากับนาง
เคราะห์ดีที่หลินไห่หรูเป็นคนทะเล่อทะล่าไม่รู้สึก
รู้สาอะไร
เมื่อเซี่ยอวิ้นเห็นหลัวอี๋หนิงก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
บุตรสายตรงกับบุตรจากอนุย่อมมีข้อแตกต่าง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอี๋หนิงยังถูกอุ้มกลับมาเลี้ยงดู
สำหรับผู้อื่นอี๋หนิงอาจดูสูงศักดิ์ แต่สำหรับนางอี๋ห
นิงเป็นเพียงคนที่มีชาติกำเนิดธรรมดาสามัญ
แน่นอนว่าบุคคลเช่นนางที่มีความสามารถเป็นที่
เลื่องลือไปทั่วหล้า คนที่สามารถดึงดูดความสนใจ
จากนางได้จึงมีไม่กี่คนเท่านั้น ทว่าอย่างไรก็ถือว่า
รู้จักกันมาก่อน เซี่ยอวิ้นจึงผงกศีรษะพลางยิ้ม
น้อย ๆ ให้ “น้องสาวอี๋หนิง ไม่พบเสียนาน”
อี๋หนิงรู้ว่าแต่ไหนแต่ไรมาเซี่ยอวิ้นเป็นคนหยิ่ง
ทะนง นางจึงลุกขึ้นคารวะกลับ เพียงคลี่ยิ้มไม่เอ่ย
สิ่งใด
ฮูหยินเซี่ยกับฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยถือว่ามีสัมพันธไมตรี
ต่อกัน นางจึงเอ่ยถามอี๋หนิงว่าระยะนี้ฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ยเป็นอย่างไรบ้าง อี๋หนิงตอบว่าทุกสิ่งปกติดีฮู
หยินเซี่ยจึงหันมาสนทนาปราศรัยกับหลินไห่หรู
“…ต่อไปพวกเราก็เป็นเพื่อนบ้านเรือนเคียงกัน
แล้ว มีโอกาสไปมาหาสู่สนทนากันอีกมาก วันนี้
จึงถือว่าได้ผูกมิตรกับฮูหยินแล้ว”
เมื่อกล่าวจบก็ให้บ่าวไพร่ยกของขวัญเข้ามา หลิน
ไห่หรูคุ้นชินกับเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว นางรับ
ของขวัญไว้ ก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ข้าเห็นว่า
คุณหนูรองเซี่ยผ่านการปักปินแล้ว สตรีที่เปียม
ด้วยความสามารถเช่นนี้ ไม่รู้ตระกูลใดจึงจะ
คู่ควร”
ฮูหยินเซี่ยปรายตามองบุตรสาวตน ดึงนางมานั่ง
ข้างกาย “ผู้ที่มาสู่ขอมีมากมาย แต่ล้วนถูกท่านปูั่
ของนางปฏิเสธไปหมด คราก่อนพานางเข้าวังไป
เข้าเฝั้าฮองเฮา ฮองเฮาตรัสว่าจะทรงช่วย
สอดส่อง…นางเป็นแก้วตาดวงใจของพวกเรา
ตระกูลเซี่ย จะให้นางได้รับความชอกชํ้าระกำใจ
มิได้ ข้าก็ไม่รู้ว่านางอยากจะหาคนเช่นไร!”
ฮูหยินเซี่ยได้ยินมารดากล่าวถึงเรื่องมงคลสมรสก็
เขินอาย เม้มริมฝีปากก่อนเอ่ย “ท่านยังพูดอีก
หรือเจ้าคะ นี่มิใช่ว่าท่านกับฮองเฮากำลังหยอก
ล้อข้าอยู่รึ!”
อี๋หนิงอยู่อีกด้าน ไม่อาจต่อความอะไรได้ นางให้
สาวใช้ส่งของว่างมาให้รู้สึกว่าการพูดให้น้อยกิน
ให้มากย่อมไม่มีทางผิด