พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 112
ราตรีนี้หยาดพิรุณโปรยปราย กระทั่งรุ่งสางก็ยัง
ไม่หยุด
ต้นไม้ตรงชานเรือนเขียวชอุ่มด้วยนํ้าฝน พื้นเต็ม
ไปด้วยเศษใบไม้กิ่งไม้แห้งที่ถูกลมพัดเมื่อคืน ซงจื
อยํ่าอยู่บนกิ่งไม้แห้ง ชายกระโปรงสีฟั้าของนาง
เปียกนํ้าฝนจนแปรเปลี่ยนเป็นสีฟั้าเข้ม เมื่อสาว
ใช้เห็นนางก็ยอบตัวคารวะ ก่อนจะแหวกม่าน
ห้องหนังสือให้แล้วเชิญนางเข้าไปด้านใน
อี๋หนิงพลันสัมผัสได้ถึงลมเย็นที่นำพาความชื้นเข้า
มาด้วย เมื่อมองออกไปด้านนอกก็พบว่าฝนยังไม่
หยุดตก
ซงจือยอบกายคารวะนาง “คุณหนู ผู้ดูแลจวนมี
เรื่องมาสอบถาม เขากล่าวว่าถึงเวลาต้องเก็บค่า
เช่าผืนนาแล้ว แต่ปีนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ช้า ท่าน
สามารถเลื่อนระยะเวลาออกไปสักเล็กน้อย…”
นายท่านผู้เฒ่าเว่ยร่วมทำสงครามกับฮ่องเต้องค์
ก่อนจึงมีชีวิตที่รุ่งโรจน์สุขสบาย เขาสะสมทรัพย์
สมบัติไว้ให้วงศ์ตระกูลไม่น้อย ครั้นถึงรุ่นของเว่ย
หลิงก็ไม่ได้ถูกล้างผลาญจนล้มละลาย ดังนั้น
ทรัพย์สินของตระกูลเว่ยจึงยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นตาม
กาลเวลา
เดิมสิ่งที่เว่ยหลิงมอบให้อี๋หนิงใช้สอยเป็นเพียง
เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งเท่านั้นบัดนี้เมื่อนางต้องมา
จัดการจึงเพิ่งรู้ว่าน่ากลัวเพียงใด ผืนนาที่สะสมมา
หลายปีนี้คำนวณออกมาแล้วมีมากกว่าสามพัน
หมู่ กระจายอยู่ในเขตชานเมืองหลวงเมืองเปั่าติ้ง
เปั่าตี้ และทงโจว ร้านค้า โฉนดที่ดิน เครื่องทอง
ต่าง ๆ และของโบราณอีกนับไม่ถ้วนที่แม้แต่เว่ย
หลิงเองก็อาจจดจำถึงมูลค่าที่แน่ชัดไม่ได้ มิน่าเล่า
ยามปกติเขาถึงได้ใช้จ่ายฟุั่มเฟือยเพียงนั้น ช่าง
เป็นเศรษฐีมั่งคั่งโดยแท้จริง อี๋หนิงเพิ่งตระหนักว่า
ตระกูลขุนนางสามัญธรรมดากับตระกูลที่ได้รับ
ยศถาบรรดาศักดิ์แตกต่างกันมากเพียงใด
แน่นอนว่าเว่ยหลิงถือเป็นหนึ่งในชนชั้นนำ มีไม่กี่
ตระกูลเท่านั้นที่จะมีทรัพย์สมบัติมากมาย
มหาศาลเพียงนี้
การดูแลทรัพย์สมบัติมหาศาลไม่ใช่เรื่องเล่น
ๆ บัดนี้อี๋หนิงถึงเพิ่งรู้ว่าเว่ยหลิงเกรงว่านางจะ
จัดการไม่ไหว เมื่อก่อนจึงไม่ได้นำเรื่องเหล่านี้มา
วางใส่มือนาง
เมื่อคืนอี๋หนิงแทบไม่ได้นอน ใต้ตาจึงมีรอยคลํ้า
จาง ๆ นางวางพู่กันในมือลง หยิบผ้าร้อนจากสาว
ใช้มาเช็ดมือก่อนเอ่ยถาม “ผู้ดูแลรออยู่หรือ”
“กำลังรอท่านอยู่ที่ห้องโถงกลางเจ้าค่ะ”
สาวใช้กางร่ม เดินรายล้อมอี๋หนิงไปยังห้องโถง
กลาง ฝนตกโปรยปรายพื้นหินเปียกแฉะ ผู้ดูแล
กำลังดื่มนํ้าชารอนางอยู่ในห้องโถงกลาง เขาสวม
เสื้อคลุมผ้าไหม ใบหน้าขาวเจ้าเนื้อ ในมือมีสมุด
บัญชีที่เตรียมไว้ เขาคารวะนาง ก่อนจะยื่นสมุด
บัญชีให้ “ท่านลองตรวจสอบดูขอรับ นี่เป็นค่า
เช่าของเมืองเปั่าติ้งไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ แต่ไหนแต่ไร
มานายท่านกั๋วกงก็ปฏิบัติต่อผู้เช่าอย่างเป็นมิตร
พวกเราเก็บค่าเช่าเพียงสามส่วนเท่านั้น ที่
หมู่บ้านอื่นอาจมีสี่ส่วนห้าส่วนบ้าง…ปีนี้สภาพ
อากาศไม่ดี ข้าน้อยเห็นว่าพวกเราสมควรเพิ่มค่า
เช่า มิเช่นนั้นคงเก็บค่าเช่าได้ไม่มากเท่าปีก่อน”
ตระกูลเว่ยมีผืนนาในเมืองเปั่าติ้งอยู่กว่าหนึ่งพัน
หมู่ ผืนนาเหล่านั้นล้วนอุดมสมบูรณ์ สร้างรายได้
มหาศาล
อี๋หนิงปิดสมุดบัญชีลง ฮูหยินผู้เฒ่าล้มปั่วย เรื่องนี้
จึงถูกส่งมาที่นางพวกที่ซื่อสัตย์ย่อมไร้ปัญหา แต่
พวกที่มีจิตใจคิดคดเจ้าเล่ห์ เมื่อเห็นว่านางอายุยัง
น้อยก็คิดปิดบังหลอกลวงราวกับนางไม่รู้เรื่องรู้
ราวอันใด อี๋หนิงกล่าว“ปีนี้สภาพอากาศไม่ดี
ผลผลิตของทุกคนก็ใช่ว่าจะดีนัก เดิมการเช่าผืน
นาก็ต้องอาศัยการกู้ยืมเงิน หากพวกเราขึ้นค่าเช่า
อีก เกรงว่าจะทำให้เกิดเสียงครหาได้”
ในอดีตเพื่อสะสมชื่อเสียง เว่ยหลิงจึงเก็บค่าเช่าใน
ราคาถูก มาบัดนี้เขาเพิ่งเกิดเรื่อง แล้วจะให้เติม
เชื้อเพลิงเผาไหม้ตระกูลเว่ยได้อย่างไร
ผู้ดูแลหลี่คนนี้กลับยิ้มพลางขัด “ท่านกล่าวผิด
แล้ว! พวกผู้เช่าเหล่านั้นฉลาดนัก ผู้อื่นล้วนเก็บ
ค่าเช่าได้สี่ถึงห้าส่วน นี่จะสมเหตุสมผลได้อย่างไร!
หากปีนี้ท่านไม่เพิ่มค่าเช่า รายรับของพวกเราก็
จะน้อยลง ท่านไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ก็มอบให้
ข้าน้อยจัดการเถิดขอรับ รับรองไม่มีทางผิดพลาด
แน่นอนมิเช่นนั้นหากนายท่านกั๋วกงกลับมาคง
ต้องตำหนิท่านที่จัดการได้ไม่ดี…”
“ข้าไม่ตกลงให้เพิ่มค่าเช่า” อี๋หนิงส่ายศีรษะ ปิด
สมุดบัญชีแล้วส่งคืนเขา “หากท่านไม่มีเหตุผลอื่น
ก็ออกไปเถิด”
ผู้ดูแลหลี่ตะลึงไปเล็กน้อย เดิมเขาเข้าใจว่าเด็ก
สาวไม่รู้เรื่อง ต้องปล่อยให้เขาจัดการเป็นแน่ เขา
จึงกล่าวต่อ “หากนายท่านกั๋วกงกลับมาแล้ว
ตำหนิท่าน…”
“หากท่านพ่อจะตำหนิก็ตำหนิข้า ไม่เกี่ยวอันใด
กับท่าน” อี๋หนิงตัดบทผู้ดูแลหลี่คนนี้ปรนนิบัติรับ
ใช้ตระกูลเว่ยมาตั้งแต่นายท่านผู้เฒ่า บัดนี้คิดว่า
ตนพอจะมีหน้ามีตาในจวนก็กล้าต่อล้อต่อเถียง
เจ้านายแล้ว นางยิ้ม “ผู้ดูแลหลี่คำพูดของข้ายัง
พอมีความสำคัญอยู่หรือไม่ ท่านเป็นมือหนึ่งใน
การดูแลผืนดินที่นาของจวน ผู้อื่นต่างเฝั้ามอง
ท่านอยู่”
ผู้ดูแลหลี่ฟังถึงตรงนี้ก็รีบโค้งตัวพลางคลี่ยิ้ม
ออกมา “คำของท่านย่อมสำคัญขอรับ ข้าน้อยจะ
เอาไปปฏิบัติตามทันที!” ถ้อยคำนี้ของคุณหนูแฝง
นัยข่มขู่ การดูแลผืนดินที่นาสามารถเก็บเกี่ยว
ผลประโยชน์ได้มากมายไม่เพียงไม่ต้องไปทำงาน
ต่างเมือง แต่ยังมีผลประโยชน์อีกหลายประการ
จะมีผู้ใดบ้างไม่อยากช่วงชิงตำแหน่งนี้
สาวใช้ส่งผู้ดูแลหลี่ออกไป อี๋หนิงเพิ่งจิบนํ้าชาก็มี
คนเข้ามารายงานว่าถิงเกอร์กลับมาจากหน่วย
ทหารแล้ว กำลังพาเขาไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ย
เมื่ออี๋หนิงไปถึงเรือนฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยก็เห็นนาง
กอดถิงเกอร์อยู่ ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยลูบศีรษะของ
หลานชายไม่เอื้อนเอ่ยวาจา เมื่อคิดถึงว่ากาล
ข้างหน้าตระกูลเว่ยคงมีเลือดเนื้อเชื้อไขผู้นี้เพียง
คนเดียวก็รู้สึกเศร้าสลด ถิงเกอร์ยังมีอาการมึนงง
เล็กน้อย อย่างไรเขาก็ยังเด็ก ไม่ค่อยเข้าใจว่าการ
สูญเสียบิดามีความหมายว่าอย่างไร
เมื่อถิงเกอร์เห็นอี๋หนิงก็พุ่งเข้าสู่อ้อมกอดนาง
เรียกขานนางว่าพี่สาว
ซ่งมามาเดินเข้ามารายงานว่าสวี่ซื่อ หลานสะใภ้
ของตระกูลเว่ยมาถึงแล้ว
ท่านผู้เฒ่าเว่ยมีเว่ยหลิงเป็นบุตรชายเพียงคน
เดียว ทว่าตัวเขาเองยังมีพี่น้องร่วมสายเลือดคน
หนึ่ง น้องชายร่วมสายเลือดมีบุตรชายคนหนึ่ง
นามว่าเว่ยอิง บัดนี้เว่ยอิงรับตำแหน่งเป็นผู้
บัญชาการของหน่วยอารักขาเป็นขุนนางบู๊ขั้นสาม
สวี่ซื่อคนนี้ก็คือภรรยาของเว่ยอิง อี๋หนิงเคย
พบสวี่ซื่อสองครั้ง ครั้งหนึ่งเมื่อเข้าสู่ลำดับวงศ์
ตระกูล อีกครั้งหนึ่งก็คือช่วงปีใหม่เพราะแยกบ้าน
แล้ว ปกติจึงไปมาหาสู่กันไม่บ่อยนัก คงเพราะได้
ข่าวว่าเว่ยหลิงเกิดเรื่องถึงได้เร่งร้อนมา
ไม่นานหลังจากนั้นก็มีสตรีที่ถูกห้อมล้อมด้วย
บรรดาสาวใช้เดินเข้ามานางสวมชุดผ้าไหมเค่อซือ
สีดอกกระเจี๊ยบเขียว ดูเรียบง่ายงามสง่า เพื่อเป็น
การแสดงความเคารพ บนศีรษะจึงปักเพียงปิน
หยก ด้านหลังนางยังมีคนอีกสองคน เด็กชายสูง
กว่านางหนึ่งช่วงศีรษะ สวมชุดแขนเสื้อกว้างสีฟั้า
อายุประมาณสิบห้าสิบหก เด็กสาวอีกคนอายุสิบ
สอง สวมชุดสีใบบัวลายเถาวัลย์เกี่ยวกระหวัด
เมื่อทั้งสองคนเข้ามาก็คารวะฮูหยินผู้เฒ่า
สาวใช้ยกเก้าอี้กลมมาวางข้างเตียงฮูหยินผู้เฒ่า
เว่ย ทว่าสวี่ซื่อไม่ได้นั่งลง นางจับมือของฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยไว้แล้วกล่าว “เมื่อนายท่านรองทราบ
เรื่องท่านอิงกั๋วกงก็สั่งให้ข้ารีบมาทันที ข้าพาอี๋
เกอร์กับเจียเจี่ยเอ๋อร์มาคารวะท่านด้วย…ฮูหยินผู้
เฒ่า ท่านอย่าเสียใจจนเป็นการทำร้ายร่างกาย
จวนนี้ยังต้องการการประคับประคองจากท่าน ถิง
เกอร์ยังเด็ก…เฮ้อ เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้!”
เด็กสองคนนี้ เด็กชายมีนามว่าเว่ยอี๋ รูปโฉมหล่อ
เหลา สูงตระหง่านเด็กสาวมีนามว่าเว่ยเจีย ล้วน
เป็นบุตรสายตรงของสวี่ซื่อ
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยดูแข็งแกร่งกว่าเมื่อวานเล็กน้อย
นางยิ้มอย่างขมขื่น“จวนประสบกับสถานการณ์
ลำบากเช่นนี้ เคราะห์ดีที่ยังมีพวกเจ้าเป็นห่วง…
อี๋หนิง เจ้ามาพบอาสะใภ้ของเจ้าสิ” อี๋หนิงเดิน
เข้ามาคารวะ สวี่ซื่อชำเลืองมองอี๋หนิงคราหนึ่งก็
จำได้ว่านางคือเด็กที่ท่านอิงกั๋วกงอุ้มกลับมา นาง
ไม่ได้แสดงท่าทีสนิทสนมเท่าใดนัก เพียงผงก
ศีรษะพอเป็นพิธีเท่านั้น
เว่ยเจียที่ยืนอยู่ด้านหลังสวี่ซื่อกลับมองอี๋หนิง
อย่างใคร่รู้ สายตาเด็กน้อยกระจ่างสดใส เว่ยอี๋
ชำเลืองมองนางคราหนึ่ง ก่อนจะไพล่มือไว้
ด้านหลัง เบนสายตาไปมองต้นแปะก๊วยสูงใหญ่
นอกหน้าต่าง นี่เป็นครั้งแรกที่อี๋หนิงได้พบทั้งสอง
คน นางเห็นเว่ยเจียยิ้มให้ก็สัมผัสได้ถึงความเป็น
มิตรจึงยิ้มตอบกลับไป
ดวงตาของเว่ยเจียพลันเป็นประกาย คล้ายกับ
อยากจะกล่าวบางอย่าง
อี๋หนิงเห็นรอยฟกชํ้าบนข้อมือของถิงเกอร์ที่โผล่
พ้นแขนเสื้อออกมาจึงกล่าวขึ้น “ท่านย่า ท่าน
สนทนากับท่านอาสะใภ้ไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอ
ตัวพาถิงเกอร์ไปอาบนํ้าเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน”
ถิงเกอร์เพิ่งกลับมา เหนื่อยล้าจากการเดินทาง
ด้วยรถม้า เขาควรจะอาบนํ้าสักหน่อย ฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยผงกศีรษะให้นางพาถิงเกอร์ออกไป
อี๋หนิงจูงถิงเกอร์ออกไป นางถามว่าที่ค่ายทหาร
เป็นอย่างไรบ้าง
ถิงเกอร์กล่าวว่าอาจารย์ฝึกเหล่านั้นให้เขาทำท่า
นั่งม้าวันละครึ่งชั่วยามทุกวันจนทั้งร่างปวดเมื่อย
ไปหมด ทั้งยังสอนให้เขาขี่ม้า เขาเคยตกลงมา
จากหลังม้า เจ็บปวดจนร้องไห้ แต่กลับไม่มีผู้ใด
มาปลอบประโลมสักคน เขาทำได้เพียงปัดก้นลุก
ขึ้นมาด้วยตนเอง ต้องกินหมั่นโถวแห้ง ๆ กับคน
พวกนั้นในหน่วยทหาร คราแรกเขายังพยายาม
ฝืนกิน แต่มีครั้งหนึ่งที่เขารู้สึกไม่สบายกินไม่ลง
อาจารย์ที่ดูแลจึงซื้อไก่ห่อใบบัวนึ่งมาให้เขากิน
จากนั้นจึงกล่าวถึงเรื่องของเว่ยหลิง เขานิ่งงันไป
ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ย“หลังจากองครักษ์มาส่งข่าว…
อาจารย์ก็ร้องไห้แล้วให้ข้ารีบกลับมา”
อี๋หนิงรู้จักอาจารย์ฝึกของถิงเกอร์ อีกฝั่ายเป็นคน
ที่ติดตามเว่ยหลิงมาทั้งชีวิต ความผูกพันของคน
กลุ่มนี้ลึกซึ้งนัก
ถิงเกอร์ยังกล่าวอีกว่า “ทุกครั้งที่ข้ากลับมา ท่าน
พ่อจะเป็นคนไปรับข้าข้าอยากให้อุ้ม ท่านพ่อก็ให้
ข้านั่งบนบ่า พาข้าเดินไปรอบ ๆ” เขาดึงมือของ
อี๋หนิงไว้ สัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว “ท่านพี่
ต่อไปข้าจะไม่ได้พบท่านพ่อแล้วใช่หรือไม่…”
“ไม่ใช่” อี๋หนิงลูบศีรษะของเขา “ท่านพ่อต้อง
กลับมาแน่นอน…ท่านยังไม่ได้เห็นถิงเกอร์ของเรา
เติบใหญ่แต่งภรรยา รอท่านพ่อกลับมาแล้วถิง
เกอร์ก็แสดงให้ท่านดูว่าเจ้ารํ่าเรียนอะไรมาบ้าง”
“เช่นนั้นข้าต้องฝึกขี่ม้าให้ดี” ถิงเกอร์กะพริบตา
ปริบ ๆ “ท่านพ่อกลับมาจะได้เห็น”
อี๋หนิงฟังถึงตรงนี้ก็อดกลํ้ากลืนไม่ได้ นางสูดลม
หายใจเข้าลึก ให้ถงมามาพาถิงเกอร์ไปอาบนํ้า
นางเพิ่งเข้าไปในห้อง เตรียมหาขี้ผึ้งมาให้ถิงเกอร์
ทาบริเวณที่ฟกชํ้าเจินจูก็เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน
“…คุณหนู รองผู้บัญชาการกัวแห่งหน่วยจินอู๋มา
ขอพบเจ้าค่ะ!”
อี๋หนิงส่งขี้ผึ้งในมือให้ซงจือเอาไปทาให้ถิงเกอร์
นางขมวดคิ้วมุ่นแต่ไหนแต่ไรมารองผู้
บัญชาการกัวผู้นี้กับเว่ยหลิงก็มีความสัมพันธ์อันดี
ต่อกันมาโดยตลอด นางเคยบังเอิญได้พบครั้งหนึ่ง
เว่ยหลิงแนะนำรองผู้บัญชาการกัวให้นางรู้จัก
ยามนั้นยังปราศรัยกันอยู่สองสามประโยค เหตุใด
เขาจึงมาขอพบในเวลาเช่นนี้ นางในฐานะสตรีไม่
เหมาะไปพบบุรุษ ทว่ายามนี้ในจวนนอกจากนาง
ก็ไม่มีผู้ใดสามารถต้อนรับแขกได้แล้ว
ในเมื่อมาเวลานี้คงต้องเป็นเรื่องเร่งด่วน
นางนำสาวใช้ออกไปยังเรือนหน้าก็เห็นรองผู้
บัญชาการกัวซึ่งสวมชุดขุนนางกำลังยืนรออยู่ สี
หน้าของเขายํ่าแย่อย่างยิ่ง เมื่อเห็นอี๋หนิงก็รีบก้าว
เข้ามา ลังเลชั่วครู่ ก่อนจะประสานมือคารวะ
“คุณหนูเว่ย ข้ามีเรื่องเร่งด่วนไร้ซึ่งหนทาง
จำต้องมาถึงที่จวน! ท่านให้ข้าพบฮูหยินผู้เฒ่าสัก
ครั้งได้หรือไม่ขอรับ”
ยามนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยแม้แต่ยืนยังยืนได้ไม่มั่นคง
อี๋หนิงไม่กล้าให้นางได้ยินข่าวร้ายอีก
นางเชิญรองผู้บัญชาการกัวนั่งลง “ท่านย่า
สุขภาพไม่ดี มิเป็นไร ท่านสามารถกล่าวกับข้า
ได้”
รองผู้บัญชาการกัวลอบคิดว่านางเป็นเพียงเด็ก
สาวคนหนึ่ง จะเข้าใจอะไรได้ ทว่าสถานการณ์ใน
ยามนี้คับขันนัก จะมามัวพะวงอะไรไม่ได้อีก เขา
จึงรวบรวมสติแล้วกล่าว “วันนี้ข้าเข้าวังไปเข้าเฝั้า
หน้าพระพักตร์เพื่อฟังคำสั่งการโยกย้ายภารกิจ
จากฮ่องเต้ ผู้ใดจะรู้ว่าจะพบกับท่านจงฉินปั๋อ…
ข้าอยู่หน้าประตูพระตำหนัก รออยู่ชั่วครู่ก็ได้ยิน
ท่านจงฉินปั๋อยื่นฎีกาฟั้องนายท่านกั๋วกงฉบับหนึ่ง
ยามนี้เขาฉวยโอกาสปล้นชิงตามไฟ[1] ยกความ
ผิดพลาดทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเซวียนฝูั่มาลงที่ศีรษะ
ของนายท่านกั๋วกง กระทั่งกล่าวว่านายท่านกั๋วกง
ขัดพระบัญชา เดิมนายท่านกั๋วกงก็มีเจตนาไม่
อยากรับตำแหน่งผู้บัญชาการเซวียนฝูั่ ครั้นฮ่องเต้
ทรงได้ยินก็พิโรธจนเขวี้ยงถ้วยนํ้าชา! ตรัสว่า
‘จิตใจคิดคด’!”
รองผู้บัญชาการกัวถอนหายใจ
“พอข้าได้ยินว่าฮ่องเต้พิโรธก็ไม่กล้าฟังต่อ รีบ
ออกมาก่อน เกรงว่าครานี้พระองค์จะพิโรธใหญ่
หลวง พวกข้าเองก็ไร้หนทาง จึงทำได้เพียงมา
พบฮูหยินผู้เฒ่า ดูว่ามีหนทางใดสามารถช่วยนาย
ท่านกั๋วกงได้บ้าง มิเช่นนั้นต่อให้นายท่านกั๋วกงมี
ชีวิตรอดกลับมาก็ยากจะพ้นความตาย! ต่อให้ไม่
ตายก็เกรงว่าคงต้องถูกเพิกถอนบรรดาศักดิ์เป็น
แน่ การถูกปลดเป็นสามัญชนถือเป็นโทษสถาน
เบาที่สุดแล้ว!”
อี๋หนิงฟังจบก็ตกตะลึง ราวกับมีมือไร้รูปร่างมา
บีบหัวใจ ทำให้หัวใจของนางสั่นสะท้าน
เมื่อวานเฉิงหลางพูดแล้วว่าเขากังวลว่าฮ่องเต้จะ
ใช้โอกาสนี้สร้างความลำบากให้เว่ยหลิง ไม้ใหญ่
ย่อมโดนลมโค่น แต่นางหลงนึกว่ายามนี้การ
จัดการเรื่องกองกำลังทหารเป็นเรื่องสำคัญ
ฮ่องเต้คงไม่บุ่มบ่ามแตะต้องตระกูลเว่ยผู้ใดจะรู้
ว่าจงฉินปั๋อจะไปยื่นฎีกาฟั้องเว่ยหลิง…เว่ยหลิง
จะมีความแค้นกับจงฉินปั๋อได้อย่างไรหากไม่ใช่
เพราะนาง! ครานั้นเว่ยหลิงบีบบังคับจงฉินปั๋อ
ไม่ให้แพร่งพรายเรื่องของนางกับเสิ่นอวี้ออกไป
ทั้งยังเกือบจะกำจัดบุตรชายของเขา ยามนี้เมื่อ
เห็นว่าเว่ยหลิงไม่อยู่ หากจงฉินปั๋อไม่อาศัยโอกาส
นี้ล้างแค้นจึงจะแปลก!
เดิมฮ่องเต้ก็มีความคิดจะจัดการเว่ยหลิง การ
สาดนํ้ามันใส่กองเพลิงเช่นนี้ หากจะไม่ให้เพิก
ถอนบรรดาศักดิ์อิงกั๋วกงคงเป็นไปไม่ได้!
“วาจาของพวกข้าไร้นํ้าหนัก ไม่สามารถเปลี่ยน
กระแสพระราชดำริของพระองค์ได้” รองผู้
บัญชาการกัวคล้ายไม่อาจอดกลั้นที่ต้องเห็นเด็ก
สาวตัวเล็ก ๆ เช่นนางต้องมาแบกรับสิ่งเหล่านี้
เขากล่าวเสียงหนักอึ้ง “อันที่จริงพวกเราล้วน
ตระหนักดีว่า…นายท่านกั๋วกงคงไม่มีทางกลับมา
ผู้ใดก็ไม่กล้าพูดว่าเขาตายแล้ว…ท่านจะแบก
รับภาระของจวนอิงกั๋วกงอันยิ่งใหญ่ได้อย่างไรมิสู้
เรียกฮูหยินผู้เฒ่าออกมา พวกเรามาหารือร่วมกัน
อย่างไรก็ต้องมีหนทางหลายปีมานี้ท่านพ่อของ
ท่านสร้างสายสัมพันธไมตรีที่ดีไว้มากมาย หาก
ช่วยได้อย่างไรทุกคนก็ต้องช่วย”
อี๋หนิงนั่งลงบนเก้าอี้ นางสามารถดูแลเรื่อง
จิปาถะในจวนอิงกั๋วกงดูแลถิงเกอร์ได้ แต่เรื่อง
ของราชสำนัก นางเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้…แล้วฮู
หยินผู้เฒ่าเว่ยจะทำสิ่งใดได้เล่า แต่ไหนแต่ไรมาฮู
หยินผู้เฒ่าก็อยู่แต่ในเรือนในต่อให้มียศศักดิ์ฮูหยิ
นตราตั้งขั้นหนึ่ง แต่หากยามนี้ไปขอร้องฮองเฮา
แล้วฮองเฮาจะสนพระทัยพวกนางหรือ เมื่อเห็น
คราวล่มสลายของจวนอิงกั๋วกงประชิดเข้ามา
ยามนี้ผู้ใดบ้างจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ ต่อให้คน
เหล่านี้จะเห็นแก่มิตรไมตรีในวันวาน อยากช่วย
ท่านอิงกั๋วกง แต่พวกเขาจะเสนอหนทางอะไร
ออกมาได้
นางหลับตาลง ลุกขึ้นแล้วเอ่ยถาม “รองผู้
บัญชาการกัวมีความคิดอันใดหรือไม่”
รองผู้บัญชาการกัวลังเลก่อนจะเอ่ย “มิสู้ยื่นฎีกา
ขออภัยโทษแทนท่านพ่อของท่าน ให้เห็นแก่คุณ
งามความดีของเขาในอดีต…”
“หากฮ่องเต้ทรงโยนทิ้งไปไม่ทอดพระเนตรเล่า”
อี๋หนิงถาม “หากตรัสว่าบิดาของข้าทำให้ภารกิจ
ของทหารต้องล่าช้าแล้วมากล่าวโทษพวกท่าน
เล่า” อำนาจสวรรค์ยากล่วงเกิน จะทำการ
บุ่มบ่ามมิได้ พลทหารไร้หนทางจะใช้วิธีการปั่วย
วิกฤตแล้วไปหาหมอส่งเดชไม่ได้ การทำเช่นนี้ไม่
ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด
เมื่อรองผู้บัญชาการกัวได้ยินก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ใน
ที่สุดก็พูดกับนางอีกหลายประโยค ใช่ว่าพวกเขา
จะไม่รู้ ทว่าเรื่องสำคัญเช่นนี้ พวกเขาจะมีหนทาง
อื่นใดอีกเล่า! เขาถอนหายใจอย่างหนักหน่วง
“แต่บัดนี้…ไม่มีผู้ใดลุกขึ้นมาแก้ต่างให้บิดาของ
ท่าน! ผู้บัญชาการลู่กำลังหารือกับกรมทหาร ทุก
คนที่ขอพบเขาล้วนไม่มีผู้ใดได้พบ พวกเราคิดว่า
เขาคงรู้รักษาตัวรอด แต่จะให้มองนายท่านกั๋วกง
ที่ออกทัพจับศึกมาทั้งชีวิต พอเกิดเรื่องก็ถูกเพิก
ถอนบรรดาศักดิ์อยู่เฉย ๆ ไม่ได้”
อี๋หนิงกำหมัดแน่นอยู่ครู่หนึ่ง นางคารวะรองผู้
บัญชาการกัวอย่างนอบน้อมเต็มพิธี “ขอบคุณ
รองผู้บัญชาการกัวเป็นอย่างสูงที่มาส่งข่าว บัดนี้
ท่านพ่อเป็นตายไม่รู้แน่ชัด ทว่านํ้าใจที่ท่านยอม
ช่วยท่านพ่อครานี้ ข้าจดจำไว้แล้ว”
รองผู้บัญชาการกัวรีบให้นางลุกขึ้น “นี่…ข้าก็
ไม่ได้ช่วยอะไร ท่านอย่าได้ทำเช่นนี้ ปีนั้นพระคุณ
ที่นายท่านกั๋วกงช่วยข้ายังยิ่งใหญ่กว่านี้นัก!”
“ข้ามีหนทางอยู่” อี๋หนิงก้มหน้าลง กล่าวต่อไป
“หวังว่าท่านรองผู้บัญชาการกัวจะช่วยข้าติดตาม
ข่าวในวังหลวงด้วย ข้าจะขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง”
อี๋หนิงให้คนส่งรองผู้บัญชาการกัวออกจากจวน
ก่อนที่นางจะไปที่เรือนของฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
ในที่สุดสวี่ซื่อก็สามารถพูดให้ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ย
สบายใจขึ้นได้บ้างยากนักที่จะเห็นนางมีท่าทีผ่อน
คลาย นางถามไถ่เว่ยอี๋ว่าระยะนี้เขากำลังอ่าน
หนังสืออะไร เมื่อเห็นอี๋หนิงเข้ามาก็จับมือนางไว้
“ในที่สุดเจ้าก็มาแล้วเจียเอ๋อร์บอกว่าอยากเล่น
กับเจ้า นางไปที่เรือนของเจ้าแต่ไม่พบ” ฮูหยินผู้
เฒ่าเว่ยมองอี๋หนิงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยถาม
“สีหน้าเจ้าดูไม่ค่อยดีนักไม่ได้พักผ่อนให้ดีหรือ”
อี๋หนิงส่ายศีรษะ นางมองเว่ยเจียที่ยืนอยู่ด้านหลัง
กำลังจับมือของสวี่ซื่อไว้ อีกฝั่ายมองนางอย่าง
ประหม่าทั้งแฝงด้วยท่าทีใคร่รู้ นางหันไปตอบ
“ท่านกำลังสนทนาอะไรกับท่านอาสะใภ้อยู่หรือ
เจ้าคะ ถึงได้มีความสุขเช่นนี้”
“อาสะใภ้ของเจ้ากล่าวว่าจะอยู่ดูแลข้าที่นี่ นาง
สามารถช่วยดูแลเรื่องในจวนได้” ฮูหยินผู้เฒ่าเว่
ยกล่าว “เจียเอ๋อร์ก็จะอยู่ที่นี่ แต่ญาติผู้พี่เว่ยอี๋
ของเจ้าต้องไปรับตำแหน่งที่หน่วยทหารม้า
ลาดตระเวนในเมืองหลวง” หน่วยทหารม้า
ลาดตระเวนในเมืองหลวงอยู่ไม่ห่างจากตรอกอวี้
จิ่งมากนัก ห่างกันเพียงสองช่วงถนนเท่านั้น
“…ท่านย่า อีกครู่ข้าต้องออกไปข้างนอกสักครั้ง”
อี๋หนิงพลันกล่าวขึ้น “ต้องไปดูร้านค้า จะพา
ผู้ดูแลกู้ไปด้วย ท่านไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเว่ยชะงักไปชั่วครู่ ก่อนกล่าวว่า
“เช่นนั้นต้องการให้ย่าส่งซ่งมามาไปเป็นเพื่อนเจ้า
อีกคนหรือไม่”
อี๋หนิงส่ายศีรษะบอกว่าไม่ต้อง เจินจูเตรียมรถม้า
และบ่าวไพร่เรียบร้อยแล้วจึงเดินเข้ามาเชิญนาง
อี๋หนิงกล่าวอำลาก่อนถอยออกมา เจินจูคลุมเสื้อ
กันลมให้นาง อี๋หนิงเหยียบบันไดขึ้นไปบนรถม้า
ด้านหลังเป็นกลุ่มองครักษ์ที่เว่ยหลิงเตรียมไว้
นางเลิกชายผ้าม่านขึ้น นํ้าเสียงแผ่วเบาประหนึ่ง
ซ่อนเร้นอยู่ในแดนสนธยา “ไป…จวนหนิงหย่วน
โหว”
จวนหนิงหย่วนโหว นางไม่ได้ไปเหยียบนานปีแล้ว
ทว่าบัดนี้นอกจากลู่เจียเสวีย จะมีผู้ใดสามารถ
ช่วยจวนอิงกั๋วกงได้อีก
อย่างไรเฉิงหลางก็เป็นเพียงองครักษ์ผู้ติดตามใน
กรมขุนนาง ไม่อาจก้าวก่ายเรื่องทางทหาร หาก
ขอร้องหลัวเซิ่นหย่วนก็จะเป็นการสร้างความ
ลำบากให้เขา ยามนี้เขาเพิ่งมีสถานะมั่นคงในราช
สำนัก จะให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ไม่ได้
นางจึงทำได้เพียงไปพบลู่เจียเสวียเท่านั้น
เสียงฝีเท้าม้ายํ่ากุบกับบนถนนที่ไร้ซึ่งแผงขายของ
แสงตะวันยามบ่ายลาลับไปแล้ว แสงส่องลงบน
แอ่งนํ้าขังบนถนน อี๋หนิงได้ยินเสียงเด็กเล่นซุกซน
เสียงตำหนิติเตียนของผู้ใหญ่ เสียงเด็กหนุ่มที่
กำลังอ่านตำรับยาจากใบสั่งยาจากในตรอก
นอกเหนือจากนั้นยังมีกลิ่นควันฟืน ยามนี้ทุก
ครอบครัวเริ่มลงมือทำอาหารกันแล้ว
อี๋หนิงพิงตัวลงกับผนังรถม้า คิดถึงเรื่องราวใน
อดีต ใช่ว่านางจะไม่เคยร้องขอลู่เจียเสวียมาก่อน
เรื่องก็ประมาณว่า นางนั่งทำงานเย็บปักถักร้อย
อยู่บนตั่งอุ่นข้างหน้าต่างเขามักจะเข้ามารบกวน
นางบ่อยครั้ง ‘ที่บ้านไม่มีอันนี้หรือ’ หรือบางครั้ง
ก็ยิ้มแล้วชะโงกหน้ามาตรงหน้านาง ‘หากเจ้าพูด
กับข้า ข้าจะซื้อที่ดีกว่านี้สิบเท่าให้เจ้า ดีหรือไม่’
นางใกล้จะสติแตกจึงกล่าวขึ้น ‘ท่านอย่าได้
รบกวนข้า มิเช่นนั้นหากข้าทำไม่เสร็จ คืนนี้ยัง
ต้องมาเร่งทำอีก!’ นี่เป็นของขวัญวันเกิดที่ทำให้
โหวฮูหยิน เป็นแถบคาดศีรษะฝังด้วยหยก
เขาขมวดคิ้วมุ่น ‘ย่อมมีคนมอบของให้มากมาย
ไม่แน่ว่าเจ้าส่งของให้นางแล้วนางอาจโยนเข้า
คลังเก็บของ ไม่แลเหลียวก็เป็นได้’
เขากล่าวต่อด้วยสีหน้าจริงจัง ‘แต่บัดนี้ข้ากำลัง
สนใจเจ้า เจ้าจะไม่เอาใจข้าหน่อยหรือ’
สุดท้ายนางก็ขอร้องให้เขาอย่าได้รบกวนตนอีก
จะออกไปขี่ม้าปั้อนอาหารเหยี่ยวก็ดี หรือไปวาง
เดิมพันก็ช่าง แต่ขออย่าได้มารบกวนนางเลย
ทว่าเขากลับฉีกยิ้มกว้าง รวบเสื้อคลุมแล้วพิงตัว
นางอ่านหนังสือ
มาบัดนี้นางต้องไปขอร้องเขา มองใบหน้าเย็นชา
ของเขา เรียกขานเขาว่าผู้บัญชาการลู่ หรือ
กระทั่งต้องคุกเข่าลง ไม่รู้ว่าเขาจะยอมรับปากตก
ลงหรือไม่
นางต้องคุกเข่าให้กับเขาซึ่งเป็นคนผู้นั้นในห้วง
ความทรงจำหรือไม่
——————–
[1] ปล้นชิงตามไฟ หมายถึงอาศัยจังหวะศัตรู
กำลังตกอยู่ในสภาวะลำบากเข้าฉวยโอกาส