พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 153
เซี่ยอวิ้นไร้อาการตื่นตระหนก ท่านมหาบัณฑิตกู้
ลูบเคราแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ชื่อเสียงของ
หลานสาวเจ้ามิได้มาโดยไร้มูล ท่าทางดูเป็นคน
จิตใจกว้างขวาง ข้ามองแล้วก็รู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก”
กล่าวแล้วก็เรียกบ่าวรับใช้เข้ามา ก่อนจะมอบที่
ทับกระดาษไม้จันทน์แดงให้นางคู่หนึ่ง
ครั้นนึกไปว่าคนผู้นี้คือท่านตาของนาง อี๋หนิงก็อด
มองไปทางท่านมหาบัณฑิตกู้ไม่ได้
เขาเป็นคนที่อดีตฮ่องเต้แต่งตั้งให้เป็นราชครูของ
องค์รัชทายาท สวมชุดขุนนางขั้นหนึ่ง โหนกแก้ม
สูง คิ้วเรียวโก่ง สตรีในห้องต่างอุทานชื่อของเซี่ยอ
วิ้นออกมาอย่างชื่นชมระคนอิจฉา มีบ้านใดบ้างที่
สามารถเลี้ยงดูบุตรสาวให้ออกมาเป็นเช่นเซี่ยอ
วิ้นได้ อายุยังน้อยก็รู้จักขุนนางในราชสำนักกว่า
ครึ่ง นอกจากนี้ยังได้รับของขวัญจากท่าน
มหาบัณฑิตกู้ด้วย
จากนั้นท่านมหาบัณฑิตกู้ก็ยิ้มขึ้นอีกครั้ง “เห็น
หลานสาวของตระกูลท่านก็พาให้คิดถึงหลานชาย
ที่ไม่เอาไหนคนนั้นของข้า บัดนี้เขาคอยถวายการ
รับใช้อยู่ข้างพระวรกายฝั่าบาท ไม่รู้ว่าคุณหนูเซี่ย
เคยได้พบบ้างหรือไม่”
สวีเว่ยตัดบทเขา “ท่านอย่าคิดอีกเลย นาง
แต่งงานกับเฉิงหลางหัวหน้าของฝั่ายตรวจการ
แล้ว ท่านอย่าได้เหลวไหลผูกด้ายแดงมั่วซั่ว ระวัง
คราหน้าใต้เท้าเฉิงจะต่อว่าต่อขานท่านได้”
ยามนี้ท่านมหาบัณฑิตกู้ถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเซี่ยอ
วิ้นเกล้าผมเช่นสตรีที่ออกเรือนแล้ว เขาจึงเพียง
ยิ้มไม่กล่าวสิ่งใดแล้ว เขากำลังกังวลเรื่องงานแต่ง
ของหลานชาย เมื่อพบเจอตัวเลือกที่ดีย่อม
พิจารณาแทนกู้จิ่งหมิง
สายตาของเซี่ยอวิ้นมองไปทางหลัวเซิ่นหย่วนที่
กำลังดื่มชาอยู่ด้านข้าง
เขากำลังสนทนากับหยางหลิง ในขณะที่พูด นิ้ว
มือเรียวยาวก็ถือถ้วยชาเอาไว้ ข้อกระดูกเด่นชัด
ไม่รู้ว่าหยางหลิงกำลังกล่าวถึงอะไร เขาถึงยิ้ม
ออกมาพลางพิงตัวลงกับพนักเก้าอี้
คนผู้นี้ไม่ชอบนาง ความหยิ่งทะนงทำให้นางไม่ทำ
เรื่องอะไรเพื่อเอาใจเขาอีก สุดท้ายก็ทำได้เพียง
กล่าวโทษตนเองที่วางแผนผิดจนทำให้เขาต้อง
แต่งงานกับคนข้างกาย ส่วนนางก็ต้องแต่งเป็น
ภรรยาของเฉิงหลาง
ในเมื่อแต่งให้กับเฉิงหลางแล้วก็ควรสงบใจได้แล้ว
จนบัดนี้นางก็ยังไม่แน่ชัดว่าแท้จริงแล้วนางชอบ
เฉิงหลางหรือหลัวเซิ่นหย่วน
สวีเว่ยยิ้มพลางกล่าวกับหลัวเซิ่นหย่วน “เซิ่นหย่
วน ข้าจำได้ว่าแต่ก่อนเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับ
แม่นางเซี่ยมิใช่หรือ”
หลัวเซิ่นหย่วนได้ยินคำของสวีเว่ยจึงลุกขึ้นแล้ว
เอ่ยเนิบช้า “ฮูหยินสี่เฉิง”
ปีนั้นที่เขายังพำนักอยู่ในตระกูลซุนมีการไปมาหา
สู่กับเซี่ยอวิ้นจริง เขารู้ว่าเซี่ยอวิ้นชอบเขา แม้เขา
จะเป็นคนสงวนวาจา แต่ก็กระจ่างชัดว่าผู้อื่นคิด
กับเขาเช่นไร หากถึงเวลาจำเป็น เขาก็สามารถ
หาผลประโยชน์ได้โดยไม่แยแส ดังนั้นแม้หลัวเซิ่น
หย่วนจะไม่ได้จงใจใกล้ชิดสนิทสนมกับนางเป็น
พิเศษ แต่ก็ไม่ได้เพิกเฉยจนเกินไป กระทั่งช่วง
ระยะหลังที่เขาเริ่มตั้งใจรักษาระยะห่างกับนาง
ในใจเซี่ยอวิ้นเต็มไปด้วยความสับสน นางสบตา
เขาตรงๆ แล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าหลัว ไม่พบกันเสีย
นาน”
มุมปากของหลัวเซิ่นหย่วนยกหยักเล็กน้อย ผงก
ศีรษะแล้วนั่งลง
ท่านมหาบัณฑิตกู้เห็นเช่นนี้ก็ประหลาดใจ
เล็กน้อย คล้ายว่าแม่นางเซี่ยผู้นี้จะมีใจต่อใต้เท้า
หลัว…
สวีเว่ยลอบรำพึงในใจ หากหลัวเซิ่นหย่วน
แต่งงานกับเซี่ยอวิ้นย่อมได้รับแรงสนับสนุน
มากกว่าแต่งงานกับอี๋หนิง ถึงแม้เว่ยหลิงจะเป็น
อิงกั๋วกง ทว่าอย่างไรก็เป็นขุนนางฝั่ายบู๊ แต่เซี่ย
เก๋อเหล่าเป็นแกนหลักของขุนนางฝั่ายบุ๋น เขา
มองไม่ออกว่าหลัวเซิ่นหย่วนกำลังคิดอะไร ทว่า
ทั้งสองคนต่างก็แต่งงานแล้ว ย่อมหมดหนทาง
แล้ว
ฮูหยินหยางไม่ได้สนใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
ภายนอกแม้แต่น้อย นางคีบขาหมูผัดหน่อไม้ชิ้น
หนึ่งไปวางในชามของอี๋หนิง กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“น้องสาวอี๋หนิงรีบกินเร็วเข้า ห้องครัวของจวนส
วีทำขาหมูได้อร่อยที่สุด”
อี๋หนิงรู้สึกว่าฮูหยินหยางช่างเป็นคนเถรตรงนัก
นางจึงคีบขาหมูชิ้นหนึ่งลงในชามของฮูหยินหยาง
เช่นเดียวกัน “พี่สาวก็อย่าได้เกรงใจไป”
หลังมื้ออาหารจบลง ฮูหยินหยางก็ดึงหลัวอี๋หนิง
ไปพูดคุยริมสระน้ำข้างสถานที่จัดงานเลี้ยง
ฤดูกาลนี้ดอกบัวต่างเหี่ยวเฉาหมดแล้ว ทว่าต้น
แปะก๊วยที่เปลี่ยนเป็นสีเหลืองกลับให้ทิวทัศน์ที่
งดงามไปอีกแบบ ฮูหยินหยางถามอี๋หนิง “สามี
ของเจ้าเป็นรองเสนาบดี ยามปกติคงยุ่งมากใช่
หรือไม่ หยางหลิงมักกลับดึกอยู่เป็นนิจ”
อี๋หนิงแทะเมล็ดแตงตามฮูหยินหยาง “เขายังดี
มักกลับตรงตามเวลา แต่ก็มีบางคราที่ยุ่งจนกลับ
ดึก”
สีหน้าของฮูหยินหยางพลันเปลี่ยนเป็นย่ำแย่ พูด
โดยกดเสียงต่ำ “ข้าก็ว่าแล้ว ที่คนผู้นั้นกลับบ้าน
ช้าต้องมีปัญหาเป็นแน่ ตีเขาเขาก็ไม่ยอมรับ…”
อี๋หนิงเกือบจะกลืนเปลือกเมล็ดแตงลงไป “พี่สาว
เซวียนหรง ท่านตีใต้เท้าหยางรึ”
“นี่นับเป็นกระไรกัน” ฮูหยินหยางกล่าวอย่างไม่
แยแส “หากไม่ตีเขาก็ไม่หลาบจำ ถูกตีไม่กี่ครั้งก็
จำได้แล้ว หยางหลิงพี่เขยเจ้าวาจาลื่นไหล หาก
ไม่สั่งสอนเขา เขาต้องมีเรื่องปิดบังเจ้าอยู่ร่ำไป
น้องสาว ข้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าฮูหยินสี่เฉิงผู้นั้น
คล้ายจะสนใจในตัวใต้เท้าหลัว ใต้เท้าหลัวเป็น
ชายหนุ่มรูปงามมากความสามารถ คนชื่นชอบ
เขาย่อมมีมาก หากวันใดเขาทำผิด เจ้าต้องหยิบ
แส้ขึ้นมาเฆี่ยนเขา เจ้ายังมีจวนอิงกั๋วกงคอย
สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง อย่าได้เกรงกลัวไป”
ฮูหยินหยางเป็นบุตรสาวของผู้นำชนเผ่า ผู้นำชน
เผ่าเป็นประหนึ่งฮ่องเต้ในท้องถิ่นนั้น เป็น
ตำแหน่งที่ได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น มากกว่า
ครึ่งของสถานที่ที่มีหน่วยอารักขาปกครองมักเป็น
ดินแดนของพวกชนเผ่าพื้นเมือง ฮูหยินหยางจึง
แตกต่างจากสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงอย่าง
ชัดเจน
อี๋หนิงหัวเราะจนน้ำตาไหล ทำเป็นฟังไปก็พอแล้ว
จะให้นางตีหลัวเซิ่นหย่วน นางคงไม่กล้า นี่เทียบ
ได้กับการก่อกบฏทีเดียว ทว่านางยังคงผงกศีรษะ
คล้อยตาม “พี่สาวเซวียนหรงวางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้า
จะไม่ผิดต่อคำสั่งสอนของพี่สาวแน่นอน”
ผู้ใดจะคาดคิดว่าจะมีเสียงหัวเราะดังขึ้นจาก
ด้านหลัง “เซิ่นหย่วนซง ท่านฟังดูสิ ต้องขออภัย
แล้ว!”
อี๋หนิงหันหน้ากลับไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็พบ
หลัวเซิ่นหย่วนกับหยางหลิงยืนอยู่ด้านหลัง หยาง
หลิงอดหัวเราะไม่ได้ ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนกลับทำสี
หน้าบึ้งตึง ยามนี้ฮูหยินหยางถึงเพิ่งตระหนักได้ว่า
มีคนลอบฟัง อี๋หนิงลุกขึ้นโดยพลัน ดูจากสีหน้า
ของหลัวเซิ่นหย่วนแล้วคล้ายจะไม่ค่อยดีนัก
หลัวเซิ่นหย่วนฝืนสะกดกลั้นไม่อยู่ ผุดรอยยิ้ม
ออกมา เขาเดินมาข้างกายนาง ก่อนจะบีบปลาย
คางของนาง “ด้วยร่างนี้ของเจ้ายังคิดจัดการข้ารึ
หืม”
อี๋หนิงสัมผัสได้ถึงมือของเขาที่ลูบไล้ปลายคางตน
นางร้องอ่าเสียงหนึ่ง กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าไม่ได้
บอกว่าจะจัดการท่าน ท่านน่าจะฟังผิดแล้ว”
ฮูหยินหยางถลึงตามองหยางหลิง ไม่อยากสนใจ
เขานัก หยางหลิงลูบปลายจมูก ปีนั้นบิดาของเขา
ล่วงเกินผู้อื่นจนถูกส่งไปเป็นขุนนางที่ซื่อชวน
ครั้นกลับมาก็กล่าวกับเขาอย่างตื่นเต้นว่าได้หมั้น
หมายลูกสะใภ้ไว้ให้เขาคนหนึ่ง รูปโฉมงดงามดุจ
บุปผา ยามนั้นเขาคาดหวังตั้งตารออยู่นาน ผู้ใด
จะคาดคิดว่ากลับกลายเป็นแต่งรับมาเพื่อให้เขา
ทุกข์ทรมาน แต่จะให้เขาถือสาหาความกับสตรีได้
อย่างไร ปล่อยให้ฮูหยินหยางมีอำนาจเหนือกว่า
ไปเถิด
หลัวเซิ่นหย่วนมาที่นี่ก็เพราะจะมาถามอี๋หนิงว่า
นางอยากไปคารวะท่านมหาบัณฑิตกู้หรือไม่
บัดนี้เขากำลังดื่มชากับใต้เท้าสวีที่งานเลี้ยง
อย่างไรเขาก็เป็นท่านตาของนาง
ท่านมหาบัณฑิตกู้เป็นท่านตาแท้ๆ ของเสี่ยวอี๋ห
นิง แม้หลังการตายของกู้หมิงหลาน ท่านผู้เฒ่าจะ
โกรธเคืองจนไม่ได้ไปมาหาสู่กันอีก ทว่าในยามที่
อี๋หนิงยังเด็ก ทุกปีในวันครบรอบวันเกิด นางจะ
ได้รับของขวัญที่ถูกส่งมาจากท่านผู้เฒ่า กระทั่ง
นางไปจากตระกูลหลัวจึงไม่ได้รับอีก การไป
คารวะทักทายย่อมถือเป็นเรื่องเหมาะสม อี๋หนิง
ตรึกตรองแล้วก็ตัดสินใจว่าจะไป
งานเลี้ยงในห้องจัดเลี้ยงจบลงแล้ว บนโต๊ะยาวมี
การจุดกระถางธูปหอม พวกสวีเว่ยกำลังนั่ง
สนทนากันบนเก้าอี้ไม้ที่วางเรียงสองฝัง ท่าน
มหาบัณฑิตกู้กำลังทดสอบความรู้ของเซี่ยอวิ้น
“แม่นางเซี่ยอ่าน ‘จวงจื่อ[1]’ ข้าเองก็อ่าน
‘จวงจื่อ’ หนึ่งในบทความที่ดีที่สุดก็คือ ‘จือ
เปั่ยอิ๋ว’ ครั้นปราศจากการครุ่นคิดไร้การเพ่งพินิจ
ท่านจึงอาจเข้าใจเต๋า ครั้นปราศจากหลักปักไม่
ยึดถือแนวทางปฏิบัติใด ท่านจึงอาจเข้าใกล้เต๋า
ครั้นไร้ซึ่งการคล้อยตามไร้วิธีการ ท่านจึงอาจ
บรรลุเต๋า แม่นางเซี่ยเรียนหนังสือกับท่านปูั่ของ
เจ้า เจ้าเคยได้ยินคำอธิบายของประโยคนี้
หรือไม่”
เซี่ยอวิ้นยิ้มเล็กน้อยก่อนกล่าว “ท่านจือเดินทาง
ไปตามทิศอุดร ประสบกับท่านไม่ทำไม่พูดที่ไม่
ยอมอธิบายหลักเต๋าเพราะไม่รู้ว่าจะอธิบาย
อย่างไร ท่านจือเดินทางไปทางทิศทักษิณ ประสบ
คนเถื่อนที่อยากจะอธิบายหลักเต๋า ทว่ากลับลืม
หลักเต๋าเสียสิ้น ซึ่งนี่เป็นหลักเต๋าที่มิใช่เต๋าโดย
แท้จริง สองสามประโยคที่ท่านปูั่กู้กล่าวมานี้
หมายถึงท่านไม่ทำไม่พูดนี้ปราศจากการครุ่นคิด
ปราศจากการคล้อยตาม ไม่อาจกำหนดเป็น
นามธรรม ไม่อาจบีบบังคับ”
ท่านมหาบัณฑิตเซี่ยได้ยินก็ยิ่งชื่นชมเซี่ยอวิ้นมาก
ขึ้น “นางอายุยังน้อย แต่มีความรู้เชิงลึกเช่นนี้ได้
ช่างน่ายกย่องนัก”
มีคนรายงานจากด้านนอกว่าใต้เท้าหลัวมาแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนเดินเข้ามา ด้านหลังติดตามมาด้วย
สาวน้อยวัยสิบสี่สิบห้า เกล้าผมเช่นสตรีที่ออก
เรือนแล้ว
หลัวเซิ่นหย่วนแนะนำให้ใต้เท้ากู้รู้จัก “คนผู้นี้คือ
นางเว่ย ภรรยาของข้าน้อยขอรับ”
อี๋หนิงชำเลืองมองใต้เท้ากู้ ไม่พบจุดใดที่ละม้าย
คล้ายคลึงกับนาง ทว่าเมื่อมองหนวดเคราสีขาวที่
ดูมีเมตตาของเขา นางก็คิดว่านี่คือท่านตาของ
เสี่ยวอี๋หนิงที่มอบชุดตุ๊กตาให้ผู้นั้น นางยอบตัว
พลางกล่าว “คารวะใต้เท้ากู้”
ใต้เท้ากู้รู้สึกมึนงงว่าเหตุใดนางจึงเข้ามาคารวะ
ตน เขาเหลือบตามองเซี่ยอวิ้นปราดหนึ่ง เขาชื่น
ชมเซี่ยอวิ้นอย่างมาก คนผู้นี้มีรูปโฉมงดงาม รอบ
รู้ เหตุใดหลัวเซิ่นหย่วนจึงไม่ถูกใจอีกฝั่ายเล่า
เขารู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมแทนเซี่ยอวิ้นจึงยิ้ม
พลางกล่าว “แม่นางอายุยังน้อย เจ้ามาคารวะข้า
ข้าจึงขอรับไว้ ในเมื่อเป็นภรรยาของใต้เท้าหลัว
เห็นทีคงเคยเรียนหนังสือมาบ้างใช่หรือไม่ เมื่อครู่
ข้าสอบถามความรู้กับแม่นางเซี่ย ไม่รู้ว่าเจ้า
สามารถตอบได้หรือไม่”
ภรรยาเรือนในจะมีผู้ใดบ้างที่เรียนหนังสือได้ดีเท่า
เซี่ยอวิ้น เซี่ยอวิ้นไม่ต้องเรียนงานเย็บปักถักร้อย
ทำอาหารดูแลบ้าน ใต้เท้าเซี่ยรู้สึกว่าเรื่อง
เหล่านั้นเป็นเรื่องคร่ำครึ มีสาวใช้ชราช่วยทำก็ได้
แล้ว ดังนั้นจึงตั้งมั่นอยู่กับการเล่าเรียน การที่ใต้
เท้ากู้ถามเช่นนี้ อันที่จริงเป็นเรื่องไม่เหมาะสมนัก
สตรีทั่วไปไม่มีทางตอบได้ การทำเช่นนี้แฝงด้วย
เจตนาอยากจะสร้างความลำบากให้อี๋หนิงหลาย
ส่วน
หลัวเซิ่นหย่วนขมวดคิ้ว สำหรับเขา คำถามนี้
ไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าเขาเป็นจิ้นซื่อที่สอบผ่านทั้ง
สองระดับ ส่วนอี๋หนิงเพียงได้อ่านหนังสือไม่กี่ปี
ภายใต้การดูแลของเขาเท่านั้น นางจะเข้าใจอะไร
เขาลดเสียงต่ำ หมายจะกล่าวบางอย่างกับนาง
ทว่าอี๋หนิงกลับกดมือเขาไว้เป็นสัญญาณให้ไม่ต้อง
พูดอะไร จากนั้นก็คลี่ยิ้มออกมา บางทีนางไม่ควร
มาคารวะอีกฝั่ายจริงๆ
นางเงยหน้าขึ้น “ ‘จือเปั่ยอิ๋ว’ นั้นยาวและ
ซับซ้อน ด้วยปัญญาอันโง่เขลาของข้าคงพอกล่าว
ได้ว่า การปราศจากเต๋าก็คือเต๋า หากฝืนอธิบาย
นั่นคือปัญญามิใช่เต๋า”
ผู้ที่อยู่ในสถานที่แห่งนี้ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับความ
เคารพอย่างสูง ใต้เท้าเซี่ยเคยเป็นราชบัณฑิต
ท่านผู้เฒ่ากู้เคยเป็นราชครูของฝั่าบาท ยามนี้สวี
เว่ยก็เป็นมหาบัณฑิตจิ่นเซิ่นเตี้ยน ล้วนเป็นผู้ที่มี
ปัญญาอันน่าตื่นตะลึง ไม่จำเป็นต้องให้ผู้อื่น
สาธยายให้มากความ
อันที่จริงคำตอบของเซี่ยอวิ้นถือว่าเยี่ยมยอด อี๋ห
นิงพูดไปก็เหมือนรำขวานอยู่ที่หน้าบ้านลู่ปัน ทว่า
อี๋หนิงกลับไม่รู้สึกอะไร มีปีหนึ่งที่ใต้เท้ากู้ส่งภาพ
‘จือเปั่ยอิ๋ว’ มาให้นาง ข้อความอักษรบนนั้นก็คือ
ปราศจากเต๋าก็คือเต๋า เพราะภาพนี้นางจึงเกิด
ความสนใจอย่างแรงกล้าใน ‘จวงจื่อ’ ทั้งยังอ่าน
หนังสือเล่มนี้มากกว่าหนังสือทั้งสี่และคัมภีร์ทั้งห้า
บรรยากาศภายในห้องเงียบสงัดไปชั่วครู่ หลังจาก
นั้นใต้เท้าเซี่ยก็หัวเราะออกมา “อวิ้นเอ๋อร์ เจ้า
เปียมด้วยปัญญา ทว่าแม่นางผู้นี้ไม่ด้อยไปกว่าเจ้า
เลย กระทั่งยังเข้าใจลึกซึ้งกว่าเจ้าอยู่เล็กน้อย”
เซี่ยอวิ้นเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้ม “ท่านปูั่ ต่อให้
นายหญิงสามหลัวกล่าวได้ดีกว่าข้า แต่มีผู้ใดบ้าง
ที่ชมเชยคนนอกเช่นท่าน!” นางกับหลัวอี๋หนิงมี
ความแค้นฝังลึก คงไม่มีทางเปลี่ยนเป็นดีขึ้นได้ ที่
ไม่โจมตีอีกฝั่ายก็ถือว่าอดกลั้นอย่างที่สุดแล้ว
อย่าหวังจะให้นางแสดงสีหน้าเป็นมิตรต่อหลัวอี๋ห
นิง
ใต้เท้าเซี่ยกล่าวกับใต้เท้ากู้ “ท่านดูสิ เด็กสาวผู้นี้
เริ่มมีอารมณ์แล้ว!” ก่อนหันไปพูดกับเซี่ยอวิ้น
“เจ้าดูนายหญิงสามหลัวสิ อายุน้อยกว่าเจ้า แต่
กลับไม่มีอุปนิสัยคิดเล็กคิดน้อยเช่นเจ้า”
ใต้เท้ากู้พูดขึ้น “ไม่ต้องตำหนิแม่นางเซี่ยไป
กล่าวถึงเจ้า เจ้าในฐานะปูั่เจ้าควรชมเชย
หลานสาวตนจึงจะถูก ข้าเห็นว่าแม่นางเซี่ย
อธิบายได้ดีแล้ว อย่างไรข้าก็ชื่นชมนาง!”
อี๋หนิงมองใบหน้าของใต้เท้ากู้ที่ไร้อารมณ์ใดๆ
จากนั้นก็ยิ้มออกมา “ในเมื่อผู้น้อยมาคารวะแล้ว
ก็ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” อี๋หนิงยอบกาย ก่อนหมุน
กายเดินออกไปจากห้อง
เมื่อยืนอยู่นอกประตู นางก็มองไปยังต้นวั่น
เหนียนชิงในสวนพลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ
สีหน้าของหลัวเซิ่นหย่วนเงียบขรึมลงโดยพลัน
เขาหันกลับไปประสานมือให้กับใต้เท้ากู้พลาง
กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่ลืมบอกท่านไปว่า เดิม
อี๋หนิงเป็นน้องสาวบุญธรรมของข้า นางมีพี่สาวอี๋
ฮุ่ยเป็นผู้ดูแลจนเติบใหญ่ หากนับแล้วก็ควรจะ
ขานเรียกท่านว่าท่านตา น่าเสียดายที่เมื่อครู่นาง
คงลืมไป” ทันทีที่อี๋หนิงเดินเข้ามา ใต้เท้ากู้ก็ถาม
คำถามนาง ไร้โอกาสให้บอกกล่าว
สีหน้าของใต้เท้ากู้พลันเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง “คน
เมื่อครู่ก็คือ…อี๋หนิง”
เป็นหลานสาวที่เขาไม่เคยพบ
ปีนั้นหลังจากหมิงหลานตาย ลุงใหญ่แห่งตระกูลกู้
เคยไปโวยวายที่ตระกูลหลัว ต่อมาความสัมพันธ์
ของทั้งสองตระกูลจึงไม่ดี กอปรกับเขาอายุมาก
แล้วจึงไม่เคยไปที่ตระกูลหลัว เขารู้ว่าตนยังมี
หลานสาววัยเยาว์คนหนึ่ง ทุกปีจะส่งของขวัญ
เล็กๆ ให้นาง ยามที่นางอายุครบเดือน เขาเคย
พบครั้งหนึ่ง เพียงพริบตาเด็กน้อยตัวอ้วนกลมก็
เติบโตถึงเพียงนี้แล้ว!
“นางมีนามว่าอี๋หนิง” หลัวเซิ่นหย่วนปรายตา
มองใต้เท้ากู้ปราดหนึ่ง ก่อนกล่าวต่อไป “ในจวน
มีภาพ ‘จือเปั่ยอิ๋ว’ แขวนไว้ภาพหนึ่ง ดังนั้นนั่น
จึงเป็นหนังสือที่นางอ่านมากที่สุด หากใต้เท้า
เปลี่ยนเป็นคำถามอื่น นางคงตอบไม่ได้แล้ว”
เมื่อครู่ที่ใต้เท้ากู้ถามคำถามนั้นเพราะจงใจอยาก
สร้างความลำบากให้อี๋หนิง…นางได้พบเขาครั้ง
แรกก็ได้รับการปฏิบัติอย่างเย็นชาเยี่ยงนี้
‘จือเปั่ยอิ๋ว’ เป็นเขาที่มอบให้นาง คาดไม่ถึงว่า
นางจะอ่านมันมากที่สุดเพราะเหตุนี้
ผ่านไปครู่ใหญ่ ใต้เท้ากู้ก็ยังไม่สามารถทำใจให้
สงบได้ เขาคิดถึงเรื่องราวเมื่อครู่อย่างละเอียด
แต่ก็ยังนึกใบหน้านางได้ไม่ชัดเจน เขายิ่งคิดก็ยิ่ง
รู้สึกละอายใจ นี่คือทายาทที่บุตรสาวทิ้งไว้ให้!
เขาอยากจะใกล้ชิดสนิทสนมกับนาง อย่างไรเด็ก
คนนี้ก็มีสายเลือดเกี่ยวพันกับเขา “เจ้า…เรียกอี๋ห
นิงกลับมาได้หรือไม่ ข้าอยากถามนางสักสองสาม
คำถาม”
สาวใช้ชราจากด้านนอกเข้ามารายงาน “นาย
หญิงสามหลัวน่าจะไปที่เรือนด้านในแล้วเจ้าค่ะ”
ครั้นใต้เท้ากู้คิดถึงบุตรสาวก็ได้แต่รำพัน “หากวัน
ใดใต้เท้าหลัวมีเวลาว่าง ท่านจะพาภรรยาของ
ท่านมาเป็นแขกที่จวนข้าสักครั้งได้หรือไม่”
อี๋หนิงไปที่เรือนด้านในพร้อมกับฮูหยินหยางแล้ว
จริงๆ ฮูหยินหยางอยากทำนมนึ่งน้ำตาลให้นาง
กินด้วยตัวเอง
รอจนกินนมนึ่งน้ำตาลเสร็จ ทั้งยังผ่านมื้อค่ำแล้ว
ใต้เท้ากู้ก็ต้องไปที่วังหลวง ฮ่องเต้มีคำสั่งเชิญเขา
ไปพบ
สุดท้ายอี๋หนิงก็ไม่ได้เจอกับใต้เท้ากู้อีก
อาทิตย์อัสดงคล้อยต่ำถึงใต้ชายคาแล้ว อากาศ
ในช่วงพลบค่ำเริ่มเย็นขึ้น ทุกคนจึงเตรียมตัวกลับ
เมื่อคำนวณแล้วว่าต้องกลับทางเดียวกับฮูหยินห
ยาง อี๋หนิงจึงตัดสินใจนั่งรถม้าคันเดียวกับอีกฝั่าย
นางให้หลัวเซิ่นหย่วนนั่งรถม้าคันเดียวกันกับห
ยางหลิง ส่วนเซี่ยอวิ้นก็เตรียมตัวกลับ
เช่นเดียวกัน ทว่าใต้เท้าเซี่ยอยากจะอยู่ต่ออีกสอง
วัน เซี่ยอวิ้นจึงทำได้เพียงกลับตระกูลเฉิงเพียง
ลำพัง
เซี่ยอวิ้นกล่าว “ข้าพาองครักษ์มาด้วย ไม่
จำเป็นต้องกลับพร้อมพวกท่าน”
ฮูหยินสวีกล่าวด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “อย่างไรพวก
เจ้าก็กลับทางเดียวกัน ประจวบเหมาะระหว่าง
ทางเจ้าจะได้มีเพื่อน” ทั้งยังสำทับ “หากเจ้า
กลับไปคนเดียว พวกข้าย่อมรู้สึกไม่วางใจ”
เซี่ยอวิ้นไม่อาจคัดค้าน กอปรกับฮูหยินหยาง
แสดงความกระตือรือร้น นางจึงทำได้เพียงสวม
เสื้อคลุมที่มีหมวกด้านหลัง ขึ้นรถม้าของฮูหยินห
ยางไปด้วยใบหน้าบึ้งตึง ปล่อยให้รถม้าของตน
ติดตามอยู่เบื้องหลัง
ระหว่างทางนางจิบชาเงียบๆ ต่อให้ฮูหยินหยาง
เป็นคนกระตือรือร้นอย่างไรก็ร่าเริงไม่ออกแล้ว
ในรถม้าอีกคันหนึ่ง หลัวเซิ่นหย่วนกับหยางหลิง
กำลังพูดคุยถึงเรื่องการโยกย้ายขุนนางในราช
สำนักในระยะนี้ พอคุยจบ หยางหลิงก็สัพยอกเขา
“เพิ่งแต่งงานรู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง สุขภาพ
ร่างกายท่านแข็งแรง คงไม่ทำให้นางต้องลำบาก
กระมัง”
เหตุใดทุกคนจึงชอบถามคำถามนี้ เกี่ยวข้องกับ
พวกเขาอย่างไร
หลัวเซิ่นหย่วนหันกลับไปกดบ่าของหยางหลิง
เอาไว้ “ใต้เท้าหยาง ท่านเป็นขุนนางในราชสำนัก
หัดทำตัวสำรวมเสียบ้าง อย่าได้เป็นเช่นสตรีในหอ
คณิกา…ได้หรือไม่”
หลัวสามกล่าวเช่นนี้แล้ว ย่อมไม่มีทางบอกเขา
เป็นแน่
หยางหลิงลอบคิดในใจ ก็เขาอยากรู้จริงๆ นี่
ในขณะนี้เอง ไม่รู้เหตุใดรถม้าจึงหยุดลงอย่าง
กะทันหัน ทำให้หยางหลิงเกือบล้มคะมำ
ม่านรถม้าถูกแหวกออก มีบ่าวรับใช้เข้ามา
รายงาน “ใต้เท้า มีคนขี่ม้ามาขวางทางพวกเราไว้
บอกว่าเป็นคนของจวนตระกูลสวีขอรับ”
หลัวเซิ่นหย่วนพยักหน้าให้คนเข้ามา คนที่กำลัง
คุกเข่าอยู่บนพื้นแต่งกายด้วยชุดองครักษ์ อาจ
เป็นเพราะวิ่งมาอย่างเร่งรีบจึงหอบหายใจไม่หยุด
“ใต้เท้าหลัว ในที่สุดข้าน้อยก็ไล่ตามท่านทันแล้ว!
เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ ใต้เท้าสวีให้ข้าน้อยเร่ง
ควบม้าไล่ตามท่านมา กล่าวว่าขอให้ท่านรีบ
กลับไปขอรับ!”
นี่คือองครักษ์ส่วนตัวของสวีเว่ย หากไม่ใช่เรื่อง
เร่งด่วน สวีเว่ยย่อมไม่ส่งเขาออกมา
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น” หลังหลัวเซิ่นหย่วนจำอีก
ฝั่ายได้จึงเอ่ยถาม หากรายละเอียดไม่ชัดเจน เขา
ย่อมไม่สามารถตัดสินใจได้
“ข้าน้อยก็ไม่รู้แน่ชัด ใต้เท้าสวีเพียงกล่าวว่าให้
ท่านรีบกลับไป ข่าวเพิ่งถูกส่งมา ทันทีที่ใต้เท้าสวี
อ่านจบสีหน้าก็พลันเปลี่ยน….”
หลัวเซิ่นหย่วนฟังถึงตรงนี้ก็ก้าวออกมาจากรถม้า
ให้อีกฝั่ายเดินตามตนออกมาไกลระยะหนึ่ง ก่อน
จะไพล่มือไว้ข้างหลังแล้วถาม “จากในวังหลวงรึ”
คนผู้นั้นผงกศีรษะ
หลัวเซิ่นหย่วนสีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
“เตรียมม้าให้ข้า”
อี๋หนิงได้รับรายงานจากบ่าวรับใช้ หลัวเซิ่นหย่วน
กล่าวว่าต้องกลับไปที่จวนของใต้เท้าสวีชั่วคราว
ให้นางกลับไปที่ตระกูลหยางพร้อมกับฮูหยินห
ยางก่อน
อี๋หนิงพาองครักษ์ไปด้วยจึงไม่ต้องกังวลเรื่อง
ความปลอดภัย นางให้บ่าวรับใช้กลับไปรายงาน
ว่านางทราบแล้ว
กลับเป็นเซี่ยอวิ้นที่ถามขึ้นอย่างตื่นตระหนก
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ”
ฮูหยินหยางพยายามสร้างบรรยากาศจนเหนื่อย
ล้า ยามนี้จึงพูดเสียงลากยาวด้วยสีหน้าไร้อารมณ์
“แม่นางเซี่ย เรื่องของใต้เท้าหลัวเกี่ยวข้องกับ
ท่านอย่างไรรึ”
เซี่ยอวิ้นถูกคนแหย่ถึงหน้าประตูจึงยิ้มพลางพูด
“ข้าเพียงเอ่ยถามเท่านั้น นี่เกี่ยวข้องกับฮูหยินห
ยางอย่างไรรึ”
ฮูหยินหยางนั่งหลังตรงโดยพลันแล้วคลี่ยิ้มบาง
“ข้าเพียงถามไปเรื่อยเปือยเท่านั้น เหตุใดแม่นาง
เซี่ยจึงถือสาแล้วเล่า”
หากกล่าวถึงการอ่านหนังสือ เซี่ยอวิ้นย่อมชนะ
แต่หากพูดถึงการปะทะคารม เซี่ยอวิ้นยังห่างชั้น
จากฮูหยินหยางนัก อี๋หนิงรู้สึกว่าพวกนางสองคน
คงรู้สึกเบื่อหน่ายมากถึงได้ปะทะคารมกันขึ้นมา
เซี่ยอวิ้นรู้สึกว่าตนกำลังถูกหยามจึงกล่าวพร้อม
คิ้วขมวดมุ่น “ฮูหยินหยาง ข้ากับท่านมีเรื่องใดกัน
รึ! ท่านจึงมากล่าววาจาไล่ต้อนกันเยี่ยงนี้!“
อี๋หนิงทอดถอนใจ นางรินน้ำชาลงในถ้วยของคน
ทั้งสอง “ทั้งสองท่านดื่มชาสักนิดเถิด พี่ชายสาม
ของข้ามีธุระด่วนจึงต้องกลับไปที่จวนตระกูลสวี
ไม่มีเรื่องอันใด”
อาจเป็นเพราะเซี่ยอวิ้นคิดว่า หากจะถือสาหา
ความกับพวกนางไปก็รังแต่จะทำให้ตนต้องเสีย
หน้า จึงหลับตาลงไม่พูดสิ่งใดอีก
ทันใดนั้นรถม้าก็หยุดลงอย่างกะทันหัน
นี่อะไรกัน เหตุใดจึงมีคนขวางทางรถม้าอยู่ร่ำไป
อี๋หนิงเลิกผ้าม่านขึ้นและมองออกไปด้านนอก
พวกนางถูกสกัดไว้ในตรอกแห่งหนึ่งที่ช่วง
กลางวันมักมีช่างฝีมือดีตั้งแผงขายกระจาดไม้ไผ่
ทว่ายามนี้ไร้ผู้คน มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่อง
เท่านั้น
ด้านหน้ามีคนเดินเข้ามารายงาน “….นายหญิง
พวกเราถูกคนขวางไว้! คนเหล่านั้นถือดาบซิ่วชุน
ดูท่าทางไม่ใช่คนธรรมดาขอรับ”
อี๋หนิงเองก็เห็นกลุ่มเงามืดและแสงสะท้อนเย็น
เยือกจากดาบคมเหล่านั้น
เซี่ยอวิ้นกับฮูหยินหยางหยุดทะเลาะกัน ทั้งสอง
คนยื่นหน้าออกมานอกรถม้า ฮูหยินหยางกล่าวว่า
“คงมิใช่การปล้นชิงกระมัง”
“ละแวกใกล้เคียงนี้เป็นตรอกฝูเสวียแล้ว โจรชั่ว
คนใดช่างใจกล้าถึงเพียงนี้” เซี่ยอวิ้นหัวเราะหยัน
อย่างไรนางก็เผชิญโลกมามากกว่าเล็กน้อย “ถือ
ดาบซิ่วชุน คงไม่ใช่พวกโจรชั่ว ไม่แน่ว่าอาจเป็น
คนของทางการ ไม่รู้ว่าต้องการทำสิ่งใด…”
ฟั้ามืดแล้ว ใกล้เวลาห้ามออกจากเคหสถานแล้ว
ไม่มีผู้ใดอยู่บนถนนแม้แต่คนเดียว นี่ย่อมไม่ใช่
เรื่องดีแน่นอน!
อี๋หนิงพูดด้วยสีหน้าเย็นเยียบ “จะหยุดไปไย ไม่
ต้องสนใจพวกเขา ควบม้าฝั่าออกไป!”
เสิ่นเลี่ยนกำลังจะประสานมือรับคำ ดาบซิ่วชุน
เล่มหนึ่งก็วาดมาตรงหน้า เสิ่นเลี่ยนยกดาบขึ้นรับ
พวกองครักษ์พุ่งตัวเข้าสู้ทันที อี๋หนิงเห็นแล้วก็ให้
รู้สึกขนพองสยองเกล้า ฝีมือของพวกเสิ่นเลี่ยน
นางรู้ดี ทว่าพวกเขากลับถูกต้อนจนต้องล่าถอย!
ในชั่วขณะที่เสิ่นเลี่ยนไม่ทันระวังยังถูกฟันจนมี
บาดแผลที่แขนซ้าย
อี๋หนิงหันกลับไปมอง ด้านหลังมีคนขวางไว้ ไร้
หนทางหลบหนีไปจากตรอกนี้!
——————–
1. จวงจื่อ เป็นนักปราชญ์จีนในยุคจั้นกว๋อ
ได้รับการยกย่องเป็นหนึ่งในสามจอมปราชญ์
แห่งสำนักคิดฝั่ายเต๋า จวงจื่อได้สืบทอดและ
พัฒนาต่อยอดแนวคิดของเล่าจื๊อ แนวคิดของ
ท่านถูกรวบรวมไว้ในชื่อหนังสือซึ่งเป็นชื่อ
เดียวกับท่าน คือ จวงจื่อ