พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 154
เซี่ยอวิ้นเปล่งเสียงสูงด้วยต้องการข่มขู่พวกเขา
นางเอ่ยเสียงเยียบเย็น “พวกเจ้าเป็นผู้ใด ท่านปูั่
ของข้าเป็นเก๋อเหล่า ผู้น้อยเช่นพวกเจ้ากล้าแตะ
ต้องรึ”
หนึ่งในนั้นหัวเราะเสียงแหบแล้วเอ่ย “คุณหนูรอง
เซี่ย ถึงข้าจะสังหารท่านที่นี่ ผีสางเทวดาก็ไม่มีวัน
รู้ แต่พวกเราไม่ฆ่าคน พวกเราเพียงต้องการให้
นายหญิงสามหลัวตามเราไปสักครั้งเท่านั้น แล้ว
พวกเราจะปล่อยคนอื่นไป”
ฮูหยินหยางรีบกล่าว “หุบปาก! ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่ไป
กับเจ้า!”
เพิ่งสิ้นเสียง ดาบซิ่วชุนก็ฟันลงบนตัวรถม้าจน
บังเกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว พวกนางตกใจกลัว
จนไม่กล้าเปล่งเสียง พวกนางต่างถูกเลี้ยงดูอยู่ใน
เรือนในจวน จะเคยประสบเหตุการณ์นองเลือด
พรรค์นี้ได้อย่างไร เหล่าองครักษ์ถูกผู้มาเยือน
สยบราบคาบ ทั้งรวดเร็วและไร้สุ้มเสียง
นี่เป็นช่วงเวลาวิกฤตของชีวิตโดยแท้จริง!
เป็นดังคาด หากคิดจะออกมาจากจวนและพบ
เจอกับคนตระกูลเซี่ย นางควรดูฤกษ์ยามเสียก่อน
อี๋หนิงลุกขึ้น สีท้องฟั้ามืดมิด มองเห็นไม่กระจ่าง
ชัด นางยัดของสิ่งหนึ่งใส่มือฮูหยินหยาง ในมือ
ของฮูหยินหยางเต็มไปด้วยเหงื่อชื้น ในใจของอี๋ห
นิงพอคาดเดาเรื่องราวได้บางส่วนแล้ว นางลง
จากรถม้าแล้วกล่าว “พวกเจ้าอย่ามัวแต่พูดจาไร้
สาระ จะไปก็ไป ปล่อยพวกนางกับองครักษ์ของ
ข้าไปเสีย”
คนผู้นั้นหัวเราะขึ้น “นายหญิงสามหลัวเชิญตาม
ข้ามาแล้วค่อยว่ากันเถิด” จากนั้นก็ทำท่าทางเชื้อ
เชิญ
อี๋หนิงกระโดดลงจากรถม้า ลอบคิดว่าต้องทำให้
พวกนางต้องพลอยลำบากไปด้วยเสียแล้ว กระทำ
การอย่างเอิกเกริกเยี่ยงนี้ ทั้งยังลักพาตัวคนกลาง
ถนนโดยไร้ความเกรงกลัวใดๆ นอกจากคนผู้นั้น
แล้ว นางก็นึกคนอื่นไม่ออกอีก
นางเดินตามคนผู้นั้นไปไม่ไกล จากนั้นก็พบกับรถ
ม้าขนาดใหญ่คันหนึ่งอยู่เบื้องหน้า รถม้าคันนั้น
ทำจากไม้ถงมู่ แขวนตะเกียงแก้วเคลือบสีฟั้า ใน
คืนอันมืดมิด แสงของโคมแก้วนวลอ่อนดุจแสง
หิ่งห้อย ด้านหลังรถม้ามีองครักษ์ห้อยดาบซิ่วชุน
ยืนคุ้มกันอย่างแน่นหน้า คนผู้นั้นแหวกผ้าม่าน
ออก ให้นางขึ้นไปบนรถม้า
ในรถม้ามีตะเกียงน้ำมันถูกจุดไว้ดวงหนึ่ง คนผู้
หนึ่งซึ่งแผ่กลิ่นอายของขุนเขาสูงตระหง่านกำลัง
นั่งจิบชาอยู่ภายใต้แสงสลัวของตะเกียง เขาเงย
หน้าขึ้นแล้วกล่าว “หลัวอี๋หนิง”
เป็นลู่เจียเสวียจริงๆ!
เขาพาทหารออกมายามวิกาล นำทหารถือดาบ
มาดักรอนางที่นี่ นี่เป็นวิถีของลู่เจียเสวียโดย
แท้จริง
“ท่านกำลังทำอะไร! คราที่แล้วข้าบอกแล้วว่าข้า
ไม่รู้ว่าท่านกำลังพูดถึงเรื่องอะไร ที่พูดว่าท่านรู้จัก
การเล่นพนันก็เป็นเพียงการคาดเดาของข้า” อี๋ห
นิงยิ้มเย็นชา ถามเขาว่า “ท่านยังคิดจะทำอะไร
อีก”
ลู่เจียเสวียไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงโยนจดหมายฉบับ
หนึ่งไปตรงหน้านาง
หลัวอี๋หนิงเปิดออกอ่านช้าๆ ทันใดนั้นสีหน้าก็
เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ นี่เป็นจดหมายที่นางเขียนให้
เฉิงหลาง…เขียนว่านางไปยังหอเสียงอวิ๋นได้
อย่างไร ถูกลู่เจียเสวียสงสัยได้อย่างไร หวังว่าเฉิง
หลางจะช่วยนางจับตามองการเคลื่อนไหวของ
ลู่เจียเสวีย
มิน่าเล่า วันนี้เขาถึงได้ลงทุนลงแรงเพียงนี้…มาดัก
ซุ่มนางนอกตรอกฝูเสวีย
เกรงว่าเขาคงรู้แล้วจริงๆ คาดเดาสิ่งต่างๆ ได้
หมดแล้ว ไม่มีพื้นที่ให้นางได้แก้ต่างแต่อย่างใด!
อี๋หนิงลอบคิดว่าไม่ได้การแล้ว หัวใจพลันเต้นเร็ว
รัว นางโยนจดหมายทิ้ง เตรียมหมุนตัวกระโดดลง
จากรถม้า ทว่าลู่เจียเสวียกลับพุ่งตัวเข้าจู่โจมจาก
ด้านหลังอย่างรวดเร็ว ฟาดมือลงบนท้ายทอยของ
นาง อี๋หนิงตัวอ่อนยวบทันที ล้มพับในบัดดล
ลู่เจียเสวียกอดนางไว้ในอ้อมแขน ก้มหน้าลง
กล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ยังกล้าคิดหนีอีกรึ”
มีเสียงจากคนด้านนอกดังขึ้น “ท่านโหว ยามนี้
พวกเราจะไปที่ใดขอรับ”
“กลับจวน” ลู่เจียเสวียกล่าว
คืนนี้อากาศหนาวเย็นน้ำค้างลงหนัก ไฟในห้อง
หนังสือยังคงสว่างไสว
สวีเว่ยได้รับจดหมายลับเกี่ยวกับหลัวเซิ่นหย่วน มี
คนยื่นฎีกาฟั้องร้องเขาต่อหน้าพระพักตร์ กล่าว
ว่าเขาสมคบคิดกับเจิงหาง คิดขายแว่นแคว้น แม้
จะไร้หลักฐาน แต่ก็มีประจักษ์พยาน คนผู้นี้ก็คือ
เจิงอิ้งคุน ทว่าเจิงอิ้งคุนกำลังถูกควบคุมตัวมายัง
เมืองหลวง ยามนี้ยังมาไม่ถึง
หลัวเซิ่นหย่วนไม่แน่ใจว่าเจิงอิ้งคุนรู้เรื่องราว
หรือไม่ เจิงอิ้งคุนเป็นนายทหารคนหนึ่ง ไม่เฉลียว
ฉลาดเท่าเจิงหางบุตรชายของเขา การติดต่อ
กับเจิงหางเป็นความลับ เขาคงไม่ได้บอกกล่าวผู้
เป็นบิดา
สวีเว่ยเก็บจดหมายช้าๆ เหลือบตามองลูกศิษย์ที่
เงียบขรึม “หากไร้ลมคงไม่เกิดคลื่น หากไร้
หลักฐานเขาคงไม่กล้ากล่าวหา เจ้าบอกข้ามา เจ้า
เคยติดต่อกับเจิงหางหรือไม่”
หลัวเซิ่นหย่วนเคยมีการติดต่อกับเจิงหางจริง
ทว่าเรื่องนี้อันตรายยิ่งนัก เขาจะให้ผู้อื่นค้นพบ
ไม่ได้ แม้จะเป็นสวีเว่ยก็ตาม
“บ้านเดิมของเจิงหางอยู่ที่เปั่าติ้ง เป็นคนบ้าน
เดียวกันกับศิษย์ เขาเป็นคนมีอัธยาศัยดี ปีนั้นที่
เขาอยู่ที่เมืองเปั่าติ้งเคยมีการไปมาหาสู่กับศิษย์
แต่หากจะกล่าวว่าศิษย์มีการสมคบคิดร่วมมือกับ
ศัตรูขายแว่นแคว้นกับเขา นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไป
ไม่ได้” หลัวเซิ่นหย่วนกล่าว
สวีเว่ยเกลียดแค้นคนที่สมคบคิดกับศัตรูขายแว่น
แคว้นมากที่สุด แม้เขาจะแน่วแน่เด็ดขาด แต่ก็มี
จิตใจห่วงใยราษฎร เขาไม่ชอบอุปนิสัยสุดขั้วนี้
ของหลัวเซิ่นหย่วน นั่นคือความสามารถไม่เลว
แต่กลับสนใจเพียงผลประโยชน์และอำนาจ ต้อง
เป็นเช่นหยางหลิงจึงจะดี มีเลือดมีเนื้อ มีความ
มุทะลุมีสติปัญญา อย่างน้อยหัวใจก็เต็มเปียมไป
ด้วยความเมตตา พร้อมจะเปลี่ยนแปลงชะตา
กรรมของคนในใต้หล้า
เรื่องติดต่อกับเจิงหาง แปดถึงเก้าส่วนถือเป็น
เรื่องจริง ทว่าหลัวเซิ่นหย่วนตัดสินใจที่จะไม่
ยอมรับต่อหน้าเขา เรื่องนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบาย
ใจ
เพราะหลัวเซิ่นหย่วนเชื่อเพียงตัวเองเท่านั้น
“เจ้ากลับไปก่อนเถิด ต่อไปต้องระมัดระวังตัวให้
มากขึ้น อย่าให้ผู้อื่นจับจุดอ่อนของเจ้าได้ มี
สายตาหลายคู่กำลังจับจ้องเจ้าอยู่” สวีเว่ยกล่าว
เสียงเย็น
“ขอบคุณอาจารย์ที่ชี้แนะ ศิษย์ต้องระมัดระวังตัว
แน่นอน” หลัวเซิ่นหย่วนประสานมือคำนับ
จากนั้นก็บอกลาแล้วก้าวออกไปจากห้องหนังสือ
เขาออกมาจากจวนตระกูลสวีก็ขึ้นไปบนรถม้า
ขณะกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องของเจิงหางก็เห็นบ่าว
รับใช้ของจวนตัวเองขี่ม้ามาอย่างรีบร้อน
บ่าวคนนั้นนำจดหมายฉบับหนึ่งมาด้วย
“ใต้เท้า นี่เป็นจดหมายที่ส่งมาจากจวนตระกูล
เฉิง กล่าวว่ามีเรื่องด่วน ต้องให้ท่านอ่านด้วย
ตนเอง! บ่าวรออยู่นานก็ไม่เห็นท่านกลับมา
ดังนั้นจึงได้รีบมาหาท่านด้วยเกรงว่าจะทำให้เรื่อง
ล่าช้า”
หลัวเซิ่นหย่วนยื่นมือออกมา “ส่งมา” ผู้ใต้บัญชา
ส่งจดหมายให้เขาอย่างนอบน้อม เขารับมาเปิด
ออก จากนั้นก็พบว่าด้านในมีซองจดหมายขนาด
เล็กอยู่อีกฉบับหนึ่ง มันถูกปิดผนึกด้วยขี้ผึ้งที่มี
อักษรเฉิง
นี่เป็นขี้ผึ้งปิดผนึกจดหมายที่เฉิงหลางใช้อยู่เป็น
นิจ เหตุใดเฉิงหลางจึงส่งจดหมายให้เขา
หลัวเซิ่นหย่วนเปิดจดหมายออก หลังจากอ่านจบ
สีหน้าเขาก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่ ขบกรามแน่น
เขาค่อยๆ ขยำจดหมายฉบับนั้นจนเป็นก้อนกลม
ก่อนโบกมือสั่งให้คนออกเดินทาง
อี๋หนิงกับเฉิงหลางมีการส่งจดหมายติดต่อกัน ที่
สำคัญอี๋หนิงยังเชื่อใจเขามาก เกรงว่าทั้งสองคน
คงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิด เขาจะไม่กล่าวถึงเรื่องนี้
เป็นการชั่วคราว ในเมื่ออี๋หนิงไม่ได้แต่งกับเฉิง
หลาง เขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ
เฉิงหลางให้ตนเตรียมรับมือปั้องกันลู่เจียเสวีย
กล่าวว่าต้องมีการเคลื่อนไหวผิดปกติแน่ ทว่าเหตุ
ใดเขาถึงส่งจดหมายให้ตน แท้จริงแล้วเกิดเรื่อง
อะไรขึ้น เขาไม่มีทางเขียนจดหมายให้ตนโดยไร้
สาเหตุ
แววตาของหลัวเซิ่นหย่วนเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
เขาพลันคิดขึ้นได้ รายงานลับจากวังหลวงฉบับ
นั้น…อาจเป็นเพราะลู่เจียเสวียต้องการล่อเสือ
ออกจากภูเขา!
เรื่องเมื่อครู่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เขาจากมา
อย่างรีบร้อน ปล่อยให้อี๋หนิงกลับไปที่จวน
ตระกูลหยางก่อน เส้นทางระหว่างนี้มีหลายจุดที่
สามารถดักซุ่มได้ แม้เขาจะทิ้งองครักษ์ส่วนหนึ่ง
ไว้ให้อี๋หนิง แต่หากเป็นคนของลู่เจียเสวีย ไม่ว่า
องครักษ์คนใดก็ไม่สามารถต้านทานได้!
ฉับพลันนั้นเขาก็เกิดลางสังหรณ์ร้าย หลัวเซิ่นหย่
วนสั่งให้หยุดรถม้า “รีบเปลี่ยนเส้นทางไปยังจวน
ตระกูลหยาง”
รถม้ามุ่งหน้าไปทางจวนตระกูลหยางอย่างรีบ
ร้อน ส่วนรถม้าของฮูหยินหยางกับเซี่ยอวิ้นก็
กำลังเดินทางเช่นเดียวกัน ทั้งสองยังคงอยู่ใน
อาการตื่นตระหนก
สารถีที่ขับรถม้าถูกสังหารแล้ว พวกนางจึงให้สาว
ใช้ชราออกไปขับรถม้า สาวใช้ชราที่อยู่ด้านนอก
ตกใจกลัวจนร่างสั่นเทา “ฮูหยิน พวกเรากำลัง
กลับไปที่จวนใช่หรือไม่…”
“กลับไปที่จวนตระกูลสวีก่อนแล้วค่อยว่ากัน!” ฮู
หยินหยางยังพอสงบสติอารมณ์ได้บ้าง ถึงอย่างไร
นางก็เป็นบุตรสาวของผู้นำชนเผ่า หลัวอี๋หนิงถูก
คนลักพาตัวไป เรื่องนี้ต้องรีบบอกให้หลัวเซิ่นหย่
วนรับรู้
ฮูหยินหยางกล่าวอย่างโกรธเคือง “เรื่องนี้จะให้
เผยแพร่ออกไปไม่ได้ มิฉะนั้นชื่อเสียงของ
น้องสาวอี๋หนิงคงต้องถูกทำลายแล้ว ถึงช่วย
กลับมาได้ก็ไร้ประโยชน์ นายหญิงสี่เฉิง ข้ารู้ว่า
ท่านกับนางไม่ลงรอยกัน ทว่าเมื่อครู่นางก็ไม่ได้
ทำอะไรผิดต่อท่าน ท่านห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้
ออกไปโดยเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
เซี่ยอวิ้นได้ยินคำของนางก็เห็นพ้อง
แม้เซี่ยอวิ้นจะไม่ชอบหลัวอี๋หนิงอย่างไร ทว่าเมื่อ
เผชิญหน้ากับความเป็นความตาย หลัวอี๋หนิงก็
ไม่ได้เลอะเลือน ปล่อยให้พวกนางสองคนจากมา
โดยปลอดภัย อุปนิสัยนับว่าไม่มีปัญหา
“วางใจเถิด ข้าเองก็ไม่ใช่คนฉวยโอกาสยามผู้อื่น
ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก…” เซี่ยอวิ้นกล่าว ใน
ใจอดคาดเดาไม่ได้ เป็นผู้ใด…ที่ลักพาตัวนางไป
แล้วพาตัวนางไปเพื่ออะไร ทั้งยังใช้กลุ่มคน
มากมายถึงเพียงนี้
ฮูหยินหยางมือไม้อ่อน ครึ่งค่อนวันจึงค่อยฟืนสู่
สภาวะปกติ
แสงจากเปลวเทียนลอดผ่านมุ้งโปร่งบางลาย
สี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด บรรยากาศดูคลุมเครือ
หลัวอี๋หนิงมองแสงสลัวที่พร่ามัว ศีรษะยังคงมึน
งงหนักอึ้ง ผ่านไปชั่วครู่นางจึงระลึกได้ว่าเกิด
อะไรขึ้น
นางลุกจากเตียง แหวกมุ้งเดินออกไปด้านนอก
ภายในประดับประดาตกแต่งอย่างเลิศหรูวิจิตร
โคมกงเติงปัญจมุกร้อยเรียงสามชั้น แสงของ
ตะเกียงนวลละมุน บนพื้นสีดำปูด้วยพรม
กำมะหยี่ บนฉากบังลมปักขนนกยูงเลื่อมพราย
สีสันสวยสด มีการใช้แผ่นทองคำและก้อนไพลิน
ฝังประดับทีละก้อน วิจิตรหรูหราอย่างยิ่ง
นางเดินไปหยิบเชิงเทียนขึ้น ก่อนจะกระแทกเอา
เทียนบนเชิงเทียนออก จากนั้นก็พบว่าเชิงเทียนนี้
ไม่ใช่เชิงเทียนแบบปลายแหลม ไร้ประโยชน์ นาง
ลองเปิดประตูก็พบว่าสามารถเปิดได้
อี๋หนิงผลักบานประตูออกช้าๆ ด้านหน้าเป็นศาลา
ชมทะเลสาบ หลังโต๊ะยาวตัวหนึ่งมีแผ่นหลังกำยำ
ตระหง่านของคนผู้หนึ่งกำลังนั่งจิบสุรา เขาหัน
หลังให้นาง รอบด้านสี่ทิศมีองครักษ์ยืน
รักษาการณ์ บรรยากาศเงียบสงัด
จันทร์เสี้ยวข้างแรมดุจตะของอโค้ง ส่องแสงนวล
สลัว ราตรีในช่วงปลายฤดูสารทไร้เสียงของ
จิ้งหรีดเรไร ในคืนรัตติกาลพิรุณโปรยปรายนี้มี
เพียงเสียงคลื่นน้อยๆ ของทะเลสาบ แสงจันทร์
ส่องกระทบผิวน้ำ คลื่นน้ำทำให้เสี้ยวของดวงจัน
ทราแตกสลาย คืนราตรีมักมอบความรู้สึกเช่นนี้
ให้แก่ผู้คน สับสน ไร้ที่พึ่งพิง
“ลู่เจียเสวีย” ในที่สุดผู้ที่อยู่ด้านหลังคนนั้นก็ขาน
เรียกเขาแผ่วเบา
เขารอเสียงนี้มานานแสนนาน
วันนั้นนางไม่หวนกลับมา เขาค้นหาที่ด้านล่าง
ของหน้าผา แต่หาอย่างไรก็ไม่ได้ยินเสียงนี้อีก
ต่อมาที่หุบเขามีหมอกลง ย่างก้าวของเขาซวนเซ
มีคนเกลี้ยกล่อมให้เขากลับไป ยิ่งนานหัวใจเขาก็
ยิ่งสิ้นหวังเพราะเขาไม่อาจได้ยินเสียงนั้นแล้ว
วันที่เขาสังหารพี่ชายของตน เขาคุกเข่า ปักกระบี่
ลงบนพื้น โลหิตสาดกระเซ็นไปทั่ว ต่อมาเขาสร้าง
คุณงามความดี ไต่เต้าสู่ตำแหน่งที่อยู่เหนือผู้คน
นับหมื่นอยู่เบื้องล่างคนเพียงผู้เดียว แปรเปลี่ยน
เป็นผู้บัญชาการลู่ ช่วยฮ่องเต้กำจัดผู้ที่เห็นต่าง
ทว่าเมื่อเขาหันกลับมาจากความเจริญรุ่งโรจน์
ความเย็นชา และกลิ่นคาวเลือดเหล่านั้น เขากลับ
หานางไม่พบ ไร้ซึ่งเสียงของนางอีกแล้ว คนที่เย็บ
เสื้อผ้าให้เขาใต้แสงตะเกียง คนที่รอเขา คนที่
กอดเขาร้องไห้ ไม่ยอมให้เขาไปร่วมกองทัพผู้นั้น
นางไม่อยู่แล้วจริงๆ นางจากไปอย่างกะทันหัน
ลู่เจียเสวียไร้หนทางเกลี้ยกล่อมให้ตนยอมรับ
ความจริง ทว่าเขาไร้ซึ่งหนทางใดๆ
ฟันฝั่าอุปสรรคขวากหนาม จิตวิญญาณอ่อนล้า
เต็มไปด้วยบาดแผล ทว่าไร้ที่ให้พักพิง
ดังนั้นเมื่อเขาได้ยินเสียงนี้อีกครั้ง หมัดจึงกำแน่น
ความตื่นเต้นก่อเกิดขึ้นอีกครั้ง
“ในที่สุดเจ้าก็ตื่นสักที” เขาวางจอกสุราลงแล้ว
ลุกขึ้น แสดงสัญญาณให้ผู้อื่นถอยออกไป
อี๋หนิงมองเขาพลางก้าวถอยหลังสองสามก้าว เขา
เดินประชิดเข้ามา แสงจันทร์จากด้านนอกถูกบด
บังไว้โดยพลัน เขาพลิกมือปิดประตู “เจ้าคิดจะ
ไปที่ใด”
อี๋หนิงเงยหน้ามองเขา
คนผู้นี้มักเผด็จการเช่นนี้ ไม่คำนึงถึงความ
ต้องการของผู้อื่น เขาเคยสังหารนางมาแล้วครั้ง
หนึ่ง ตอนนี้ยังคิดจะทำอะไรอีก สังหารเป็นครั้งที่
สองรึ
เป็นเวลาชั่วครู่ที่ความคิดหมุนวนไม่หยุด นางถูก
บีบบังคับให้ก้าวถอยหลังทีละก้าว ส่วนเขาก็ก้าว
ประชิดบีบคั้นทีละก้าวเช่นกัน
“จะถอยไปไย” ลู่เจียเสวียกวาดตามองรอบทิศ
ยากนักที่เขาจะมาที่นี่ ห้องแห่งนี้ถูกปิดไว้เนิ่น
นานแล้ว เขาให้คนมาทำความสะอาดทุกวัน แต่
น้อยครั้งนักที่จะก้าวเข้ามาเหยียบสถานที่แห่งนี้
อีก เพราะคนผู้นั้นที่เคยพำนักที่นี่ไม่อยู่อีกแล้ว
บัดนี้เขากักขังคนผู้นั้นไว้ในสถานที่แห่งนี้ แม้นาง
จะก้าวถอยหลังอย่างหวาดกลัว ทว่าเขาบังเกิด
ความรู้สึกอิ่มเอมขึ้นอีกครั้ง
เขาหัวเราะพลางเอ่ยถาม “เจ้าย่อมคุ้นเคยกับ
สถานที่แห่งนี้ใช่หรือไม่ หลัวอี๋หนิง”
อี๋หนิงมองอยู่นาน ก่อนนึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือที่ใด
ชั้นวางประดับข้างเตียงอุ่นมีหมอนดินเผาเคลือบ
ที่ในอดีตนางชอบมากที่สุด ตุ๊กตาหัวโตผมกระดก
ตัวหนึ่งที่สีเริ่มเลือนรางเพราะการกัดเซาะของ
กาลเวลา ข้างหน้าต่างแขวนเงื่อนไหมรูปบ๊ะจ่างที่
ดูไม่เข้าทีกับการประดับตกแต่งของห้อง นั่นเป็น
สิ่งที่นางถักร้อยขึ้นมาเอง บนกำแพงมีผีผาแขวน
อยู่ นี่เป็นสิ่งที่มารดาทิ้งไว้ให้นาง เส้นสายทุกเส้น
ตั้งแต่หัวจรดปลายของผีผานั้น นางล้วนเคย
สัมผัสอย่างละเอียดลออ
ราวกับผ่านการชะล้างของกาลเวลา สิ่งของที่เป็น
ร่องรอยของการใช้ชีวิตของนางในอดีตปรากฏขึ้น
ตรงหน้า ชักนำนางกลับไปยังวันเวลาของภรรยา
บุตรอนุในจวนโหวในปีนั้น
ยามนั้นมีเพียงความไม่รู้และความไร้เดียงสา ส่วน
เบื้องหลังความสงบนิ่งล้วนเป็นความดำมืดและ
กลิ่นคาวเลือด
อี๋หนิงนิ่งเงียบอยู่นาน ก่อนปริปากถามเขา
“ลู่เจียเสวีย ที่ท่านพาข้ามาที่นี่ แท้จริงแล้วท่าน
คิดทำสิ่งใด”
ลู่เจียเสวียไม่เอื้อนเอ่ยวาจา ใบหน้าหล่อเหลาถูก
กาลเวลาสลักเสลา นางเรียกเขาว่าบิดาบุญธรรม
มาสองปี ในที่สุดวันนี้ก็สามารถขานเรียกเขาลู่เจีย
เสวียอย่างไร้ความกังวลได้แล้ว ไม่ต้องปิดซ่อน
ความไม่เคยคุ้นของตน
ในเวลานี้นางไม่ใช่เว่ยอี๋หนิงอีกต่อไป นางคือหลัว
อี๋หนิง หลัวอี๋หนิงที่ตายอย่างอนาถเมื่อสิบสี่ปีที่
แล้ว
อี๋หนิงหลับตาลง นางวางแผนจะสารภาพทุก
อย่างจนหมดสิ้น ไม่สนใจว่าจะถูกหรือผิด ไม่
สำคัญแล้วว่าเขาจะสังหารนางหรือไม่
นางถูกทรมานมานานหลายปีก็ควรถามให้
กระจ่างชัด ตัดขาดจากเรื่องราวในอดีตให้สิ้น!
“ ข้าคือหลัวอี๋หนิง” ห้าคำนี้หนักแน่นเหนือสิ่งใด
ระคนไปด้วยความแน่วแน่และไม่แยแสต่อทุก
สรรพสิ่ง
“ทว่าหลัวอี๋หนิงตายแล้ว” น้ำเสียงของนางสั่น
เทาอย่างไม่อาจสะกดกลั้น ทว่าสีหน้ากลับสงบนิ่ง
“ท่านจะสังหารข้าก็ดี จะทรมานข้าก็ช่าง ข้าไม่
กลัวตาย เพียงท่านปล่อยคนบริสุทธิ์พวกนั้นไป
เรื่องสกปรกเหล่านั้นที่ท่านเคยทำในอดีต เรื่องที่
ท่านแย่งชิงบรรดาศักดิ์และเข่นฆ่าพี่น้องอย่างไร
จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้”
ลู่เจียเสวียค่อยๆ หลับตาลง
เขาผ่านการรออย่างทุกข์ทรมานอันยาวนานสิบ
กว่าปี ผ่านค่ำคืนอันบ้าคลั่งสิ้นหวังดุจเหวลึกไร้
ก้นบึ้งที่ตอกย้ำความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียนางไป
คราแล้วคราเล่า ทว่าบัดนี้นางมาอยู่ตรงหน้าเขา
แล้ว
และเขาก็ไม่ใช่บุตรของอนุในจวนตระกูลโหว
ธรรมดาอีกต่อไป เขาคือลู่เจียเสวีย ผู้บัญชาการลู่
ที่มีอำนาจคับฟั้า
ยามนี้เมื่อคนอยู่ในมือเขา ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจช่วง
ชิงไปได้
“หลัวเซิ่นหย่วนเป็นพี่ชายของข้า ที่เขาแต่งรับข้า
เป็นภรรยาเพียงเพราะอยากจะช่วยเหลือข้า
เท่านั้น” อี๋หนิงนิ่งไปชั่วครู่ นางคิดถึงร่างเงานั้น
เขาจะพลอยเดือดร้อนไปด้วยเพราะนางไม่ได้
“ท่านคิดจะทำอะไรก็มาลงกับข้า อย่าไปยุ่งกับ
เขา”
อี๋หนิงกล่าวถึงตรงนี้ นางก็พลันรู้สึกว่าสีหน้าของ
ลู่เจียเสวียดูไม่ค่อยถูกต้องนัก
อี๋หนิงยังไม่ทันได้ตอบสนอง ลู่เจียเสวียก็พลิกมือ
กดตัวนางไว้กับผนังพร้อมกับหัวเราะเสียงทุ้มต่ำ
“หลัวอี๋หนิง เจ้าเป็นภรรยาของข้า เจ้าต้องจดจำ
ไว้ว่าแม้เจ้าจะตายและฟืนกลับมามีชีวิต เจ้าก็ยัง
ใช่”
“ดังนั้นจะไม่มีสามีอื่น เข้าใจหรือไม่” ประโยค
หลัง น้ำเสียงเขาพลันเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าว
ลู่เจียเสวียกดนางไว้ “เจ้ายังกล้าขอร้องแทนเขารึ
ข้ายังมิได้ถามเจ้า วันนั้นที่ฮองเฮาจะพระราชทาน
สมรสให้เจ้า เหตุใดเจ้าจึงไม่บอกข้า! ข้าสามารถ
แต่งรับเจ้าเป็นภรรยาได้”
แผ่นหลังของอี๋หนิงเจ็บปวดแสบร้อน แต่เพราะ
ถูกเขากดร่างไว้จึงไม่อาจขยับ นางหัวเราะออกมา
“ผู้บัญชาการลู่…ท่านเป็นบิดาบุญธรรมของข้า!
จารึกนามลงในรายชื่อของวงศ์ตระกูลแล้ว ท่าน
ไม่อาจทำเช่นนั้นได้”
ทันใดนั้นลู่เจียเสวียก็กระแทกหมัดลงบนกำแพง
ข้างกายนางอย่างหนักหน่วง
“ให้ข้ามองเจ้าแปรเปลี่ยนเป็นบุตรสาวบุญธรรม
มองเจ้าแต่งงาน หลัวอี๋หนิง เจ้ารู้สึกสนุกมากใช่
หรือไม่” ลู่เจียเสวียเชยปลายคางนางขึ้น ยิ้มหยัน
มองหน้านาง ก่อนกล่าวต่อ “ด้วยตำแหน่งของข้า
ในยามนี้ เพียงไม่ทันระวังก็สามารถทำให้เจ้าตาย
ได้ เจ้าไม่หวงแหนชีวิตเลยรึ”
น้ำเสียงต่ำเข้มของลู่เจียเสวียดังขึ้นข้างหูนาง
“หลัวอี๋หนิง เจ้าคิดจะยั่วโมโหข้าเช่นนี้”
อี๋หนิงถูกเขาบีบคั้นจนไร้ทางถอย นางหลับตาลง
กล่าวด้วยเสียงเจือหัวเราะ “ยั่วโมโหท่าน เช่นนั้น
ท่านรู้หรือไม่ว่าความรู้สึกยามร่างถูกบดขยี้และ
กระดูกแตกสลายนั้นเป็นอย่างไร”
น้ำเสียงของนางทั้งเนิบช้าและหนักอึ้ง ความ
เจ็บปวดทรมานที่สั่งสมมายี่สิบกว่าปีถูกอัดแน่น
อยู่ในประโยคเดียว
เพราะถูกเขากดตัวไว้ อี๋หนิงจึงไอออกมาเสียง
หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ “ท่านรู้หรือไม่ ว่ารสชาติของ
การที่ได้รู้ว่าคนที่ร่วมเรียงเคียงหมอนทุกคืนวัน
คิดวางแผนทำร้ายท่านเป็นอย่างไร! ท่านวางแผน
ช่วงชิงอำนาจโดยใช้ข้าเป็นเครื่องสังเวย ท่านเคย
บอกกล่าวข้าสักครึ่งคำหรือไม่”
คำพูดเหล่านี้ถูกฝังอยู่ในใจนางมานานแรมปี
หยาดน้ำตากลิ้งไหลจากกระบอกตา
คล้ายนางกลับไปอยู่ในปินอีกครั้ง ต้องรับรู้ว่าทุก
เรื่องราวรอบกายล้วนเป็นสิ่งหลอกลวง ไม่มีผู้ใด
ได้ยินคำพูดของนาง ต้องอยู่ในสภาวะราวกับ
หายใจไม่ออก
“ข้าไม่เคยทำร้ายเจ้า” ลู่เจียเสวียกล่าวพร้อมคิ้ว
ที่ขมวดมุ่น
ปีนั้น เพื่อมอบชีวิตที่มั่นคงปลอดภัยให้แก่นาง
เขาเสียสละไปมากมาย เขารักทะนุถนอมทุ่มเท
แรงกายแรงใจปกปั้องถึงเพียงนี้ เขาจะคิดทำร้าย
นางได้อย่างไร!
“ข้าวางแผนช่วงชิงอำนาจก็เพื่อปกปั้องเจ้า
ดังนั้นจึงไม่ได้บอกกล่าวกับเจ้า หลัวอี๋หนิง เจ้า
รู้สึกว่าความรู้สึกระหว่างข้ากับเจ้าเป็นเรื่อง
หลอกลวงเช่นนั้นหรือ”
อี๋หนิงมองเขาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก หลายปีผ่าน
ไป นางไม่รู้แล้วว่าอะไรเป็นเรื่องจริง อะไรเป็น
เรื่องหลอกลวง
หากไม่ใช่ลู่เจียเสวียแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก
นางใช้ชีวิตร่วมกับเซี่ยหมิ่นมายี่สิบกว่าปีจึงมั่นใจ
ว่าเซี่ยหมิ่นไม่ใช่ฆาตกร
น้ำเสียงแหบพร่าของเขาดังขึ้นข้างหู “หลัวอี๋หนิง
ข้ารักเจ้าจนยอมอดกลั้นไม่ขึ้นเตียงกับเจ้า ข้าจะ
สังหารเจ้าได้อย่างไร”
เมื่อสัมผัสได้ถึงมือของลู่เจียเสวียที่วางอยู่บนช่วง
เอว อี๋หนิงก็ผลักเขาออกอย่างรวดเร็ว “ท่านถอย
ออกไป!”
“ท่านกล่าวว่าท่านไม่เคยทำร้ายข้า แต่จะเป็น
ผู้ใดได้อีก” ร่างของอี๋หนิงสั่นเทา นางมองไม่ออก
ว่าลู่เจียเสวียกำลังพูดคำลวงหรือไม่ ทว่า
สัญชาตญาณความระแวดระวังตลอดหลายปีที่
ผ่านมาของนางคอยย้ำเตือนว่าอย่าหลงเชื่อคำ
ของลู่เจียเสวียง่ายๆ นางเอ่ยต่อไปด้วยน้ำเสียง
สั่นสะท้าน “ปีนั้นที่ท่านสังหารข้าแล้วโยน
ความผิดให้เซี่ยหมิ่น นั่นมิใช่เพราะต้องการช่วงชิง
บรรดาศักดิ์ของลู่เจียหรันหรอกหรือ ผู้บัญชาการ
ลู่ บัดนี้ท่านมีสถานะสูงส่งจึงลืมไปแล้วว่าในปีนั้น
ได้วางแผนทำร้ายผู้อื่นอย่างไรรึ”
ลู่เจียเสวียพันธนาการนางไว้ในอ้อมแขนอย่าง
แน่นหนาอีกครั้ง น้ำเสียงแฝงอารมณ์คุกรุ่น “เพื่อ
ช่วงชิงอำนาจ ข้าวางแผนไว้มากมายจริง แต่ข้า
ในปีนั้น คิดว่าเซี่ยหมิ่นเป็นผู้สังหารเจ้าจริงๆ!”
ต่อให้อี๋หนิงไม่ตาย เขาก็ยังจะสังหารลู่เจียหรัน
แต่ที่เขาใส่ร้ายเซี่ยหมิ่น เขาไร้ข้อแก้ต่าง
นางไม่อาจเชื่อใจเขาได้อีกต่อไป ที่สำคัญเรื่องใน
วันนี้ยิ่งทำให้นางรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถ!
อี๋หนิงรู้สึกว่าช่างน่าขัน ไร้หนทางดิ้นรน นางทำ
ได้เพียงหอบหายใจ ก่อนทิ้งตัวลงบนแผงอกของ
เขาแล้วกล่าว “ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งที่ท่านทำใน
วันนี้ หากถูกแพร่งพรายออกไป ข้าก็ไม่ต้องมีชีวิต
อยู่แล้ว ผูกผ้าขาวสามเชียะแขวนคอตายคงเป็น
หนทางที่ดีที่สุด! ท่านเคยคำนึงถึงเรื่องนี้หรือไม่”
นางถูกลู่เจียเสวียลักพาตัวมาอย่างไร้เหตุผล นี่จะ
แก้ต่างอย่างไร! ชื่อเสียงถูกทำลายย่อยยับ หาก
นางไม่ดับชีวิตตัวเองก็ต้องถูกผู้อื่นประณามไป
ตลอดชีวิต
“เจ้าคิดมากไปแล้ว” ลู่เจียเสวียก้มศีรษะมองนาง
แววตาของเขาระคนด้วยความเย็นชาไม่แยแส
“จากนี้ไปเจ้าจะไม่ใช่นายหญิงสามหลัวอีกต่อไป
ดังนั้นชื่อเสียงของนายหญิงสามหลัวจึงไม่
สลักสำคัญอันใด ในเมื่อเจ้าตกมาอยู่ในกำมือข้า
ย่อมเป็นของข้า เจ้ายังจะกลับไปได้อีกหรือ”
เขาไม่สนใจชื่อเสียงของนายหญิงสามหลัวเพราะ
นายหญิงสามหลัวตายแล้ว เขาเพียงต้องปันแต่ง
สถานะใหม่ให้อี๋หนิง จากนั้นค่อยแต่งงานกับนาง
ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่สามารถยื่นมือมายุ่งได้แล้ว!
หลัวอี๋หนิงมองเขาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก
ฉับพลันนั้นนางก็ไม่รู้ว่าควรจะกล่าวอย่างไร
“ท่านเสียสติไปแล้ว! ท่านรับข้าเป็นบุตรสาวบุญ
ธรรม หากพวกเราอยู่ด้วยกัน นั่นคือการผิดต่อ
จารีตประเพณี!” นางพยายามผลักเขาออก
“ท่านปล่อยข้ากลับไป!”
ลู่เจียเสวียหัวเราะ น้ำเสียงแฝงความเย็นชาอย่าง
ยิ่งยวด “ข้าลู่เจียเสวียมีอำนาจคับฟั้า ต้องสนใจ
เรื่องนี้ด้วยหรือ เจ้ายินดีเรียกข้าว่าพ่อบุญธรรมก็
ไม่เป็นไร มา เรียกพ่อบุญธรรมให้ข้าฟังสักหน่อย
ถือเป็นการกระตุ้นอารมณ์” เขาก้มหน้า ประทับ
จูบลงบนลำคอของนาง
อี๋หนิงยื่นมือออกไปหมายจะจิกเนื้อเขา ทว่าร่าง
ของเขาสูงใหญ่ดุจขุนเขา ทั้งร่างกายแข็งแกร่งดุจ
เหล็กกล้า
ยามนี้ร่างกายของนางเป็นเพียงเด็กสาวอายุสิบสี่
คนหนึ่ง จะสู้เขาได้อย่างไร
หลัวอี๋หนิงแต่งงานกับผู้อื่นแล้ว ลู่เจียเสวียแทบ
ทนไม่ได้ที่จะสังหารหลัวเซิ่นหย่วน
ทว่ายามนี้นางอยู่ในกำมือของเขา เคราะห์ดีที่อยู่
ในมือเขาแล้ว
โพรงจมูกของหลัวอี๋หนิงอวลไปด้วยกลิ่นกายของ
ลู่เจียเสวีย นางทำได้เพียงอ้าปากกัดบ่าแล้วออก
แรงเต็มกำลัง ลู่เจียเสวียเจ็บปวด แต่ก็ปล่อยให้
นางกัดตามอำเภอใจ ร่างกายเขาเกร็งเขม็งขึ้น
เล็กน้อย ครั้นนางคลายปากออกก็ปรากฏแผล
รอยฟันที่มีเลือดซึมยาวสองแถว ลู่เจียเสวียยังคง
กุมมือของนางไว้ไม่ยอมปล่อย อี๋หนิงสัมผัสได้ถึง
รอยด้านบนฝั่ามือของเขาซึ่งเสียดสีผิวของนางจน
ทำให้เจ็บ
“ลู่เจียเสวีย” นางหลับตาลง “ข้าแต่งงานแล้ว ข้า
มีสามีแล้ว…ถึงท่านขังข้าไว้ที่นี่แล้วจะอย่างไร
หรือจะกักขังข้าไว้ตลอดชีวิต”
“สามี เจ้าต้องทำตนให้กระจ่าง สามีของเจ้าอยู่
ตรงหน้าเจ้า!” ลู่เจียเสวียตวาดใส่นางเสียงเย็น
ให้เขาปล่อยนางรึ นางคิดมากเกินไปแล้ว ต่อให้
เขาต่ำช้าอย่างไรก็ไม่มีวันข่มเหงนาง เขาก้มศีรษะ
แนบชิดใบหูของนางก่อนเอ่ยถาม “บอกข้ามา
เจ้าได้ร่วมหอกับหลัวเซิ่นหย่วนแล้วหรือยัง หาก
ยัง ข้าสามารถไว้ชีวิตเขาสักครั้ง มิฉะนั้นข้าจะฆ่า
เขา…”
หากบอกว่ายังไม่เคยร่วมหอนั่นถือว่าไม่เป็น
ประโยชน์ต่อนางอย่างยิ่ง แต่หากกล่าวว่าร่วมหอ
แล้ว เขาก็จะลงมือกับหลัวเซิ่นหย่วน บัดนี้
หลัวเซิ่นหย่วนมีอายุเพียงยี่สิบปี ย่อมไม่สามารถ
ต่อกรกับลู่เจียเสวียที่มีอำนาจคับฟั้าได้!
“ไม่เคย ท่านพอใจหรือยัง” หลัวอี๋หนิงประสาน
สายตากับเขาอย่างไม่ยอมจำนน
ลู่เจียเสวียมองนางอยู่เนิ่นนาน ครั้นคิดถึงท่าทาง
อันสดใสของนาง มือก็สัมผัสที่ลำคอของนางแผ่ว
เบา ราวกับพร้อมจะออกแรงบีบบริเวณที่บอบ
บางนั้นได้ทุกเมื่อ
“แม้เจ้าจะฝืนใจ แต่อย่างไรข้าก็ตามตัวเจ้า
กลับมาได้แล้ว เจ้ากลับมาอยู่ข้างกายข้าอีกครั้ง
ข้ามีความสุขมาก มีความสุขอย่างยิ่ง” เขาจุมพิต
บนแก้มของนาง
หลัวอี๋หนิงถลึงตาใส่เขาประหนึ่งอยากจะกินเลือด
กินเนื้อ ทว่าอันที่จริงนางไร้หนทางสังหารใดๆ มือ
ของนางอ่อนนุ่มถึงเพียงนี้ ไม่สามารถทำอะไรกับ
คนที่ฝึกฝนยุทธ์มานานแรมปีเช่นเขาได้
“เจ้านอนเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าอีกครั้ง”
ลู่เจียเสวียปล่อยนางออก เขาไม่อาจนอนร่วม
เตียงกับนาง หากเขามีอารมณ์ขึ้นมากลางดึก
นางคงหมดหนทางแล้ว เขาเดินออกไปด้านนอก
ก่อนจะสั่งกำชับองครักษ์ที่รักษาการณ์ “เฝั้าไว้ให้
ดี”
สองคนนั้นรีบรับคำ “น้อมส่งใต้เท้า”
อี๋หนิงได้ยินเขาจากไปแล้วถึงได้เดินอ้อมฉากบัง
ลมไปยังห้องอาบน้ำ ก่อนจะพบว่าที่ด้านนอกของ
ห้องอาบน้ำก็ยังมีองครักษ์ถือดาบคอย
รักษาการณ์อยู่…
ที่นี่เสมือนกรงเหล็ก ยากจะโผบินหลบหนี
ลู่เจียเสวียคิดจะกักขังนางไว้เช่นนี้หรือ เหตุใดจึง
ไม่ใช้โซ่สุนัขมาล่ามนางไว้เสียเลยเล่า ทำเช่นนั้น
ย่อมสะดวกกว่ามาก
หลัวอี๋หนิงแหงนหน้ามองโคมกงเติง ไม่รู้ว่าควร
ทำอย่างไรลู่เจียเสวียจึงจะยอมปล่อยนางไป เขา
เสียสติไปแล้วจริงๆ
ของที่นางมอบให้ฮูหยินหยาง ไม่รู้ว่าอีกฝั่ายจะส่ง
มอบให้กับพี่ชายสามได้หรือไม่