พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 16
ตั้งแต่เช้าตรู่ อี๋หนิงก็ส่งแบบอักษรที่คัดอย่างเป็น
ระเบียบให้กับอาจารย์หญิงกู้
อาจารย์หญิงกู้ดูแล้วก็เรียกนางเข้าไป ชี้ที่จุดหนึ่ง
แล้วกล่าวว่า “ตรงนี้คัดผิดแล้ว ไม่ว่ากี่แผ่นก็ผิด
หมด”
เมื่อวานอี๋หนิงนอนดึก คัดลอกจนเวียนหัวตาพร่า
ลายจึงไม่ได้สังเกตตรงจุดนี้ เมื่อคิดถึงแนวปฏิบัติ
ของอาจารย์หญิงกู้ที่มักจะเข้มงวด ใบหน้าเล็ก
ของนางก็ขมวดมุ่นด้วยความปวดหัว “เช่นนั้น
อาจารย์หญิงอยากให้ข้า…คัดลอกใหม่หรือเจ้า
คะ”
“ลายมือเป็นระเบียบกว่าแต่ก่อน” อาจารย์หญิง
กู้กล่าวเสียงราบเรียบ“ดังนั้นจึงไม่ลงโทษเจ้า
แล้ว”
อี๋หนิงถึงได้โล่งอก หันไปขอบคุณนาง อาจารย์
หญิงกู้ยังคงปันหน้าขึงขัง “คราวหน้าหากผิดอีก
ต้องถูกลงโทษ”
“คราวหน้าไม่มีทางผิดแล้วเจ้าค่ะ!” อี๋หนิงยิ้มตา
หยี ตัดบทอาจารย์หญิงกู้ ก่อนจะให้เสวี่ยจือเก็บ
พู่กันนํ้าหมึกให้นางแล้วรีบวิ่งออกไป เมื่อเห็นว่า
ร่างของนางใกล้ลับสายตา อาจารย์หญิงกู้ก็โคลง
ศีรษะ
หลัวอี๋ซิ่วรอนางอยู่ตรงประตู มือสะบัดพัดคล้าย
รออยู่นาน อี๋หนิงรีบพูด “ข้าออกมาเร็วที่สุด
แล้ว”
ใกล้เข้าช่วงฤดูคิมหันต์แล้ว แสงอาทิตย์ด้านนอก
จึงร้อนแรง ถึงจะมีสาวใช้ช่วยกางร่ม หลัวอี๋ซิ่วก็
ยังรู้สึกร้อน นางเดินไปจูงมืออี๋หนิง “ช่างเถิดรีบ
ไปเร็วเข้า หากสายแล้วก็จะมองไม่เห็น”
บัดนี้หลัวอี๋อวี้ต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ
มากมาย หลัวอี๋ซิ่วรู้สึกเบื่อหน่ายจึงมาเล่นกับอี๋ห
นิง พานางไปตกปลา ดูเต่าที่เลี้ยงไว้ในบ่อนํ้าหลัง
หุบเขา หลัวอี๋ซิ่วแม่นางน้อยผู้นี้เต็มเปียมไปด้วย
พละกำลังล้นเหลือ แต่อี๋หนิงกลัวร้อน กลัวความ
ยุ่งยาก จึงมีแต่หลัวอี๋ซิ่วที่ลากอี๋หนิงออกไปเล่น
ก่อนหลัวอี๋ซิ่วยังกล่าวกับฮูหยินผู้เฒ่าหลัวว่า
“สุขภาพของน้องสาวเจ็ดไม่ดี ต้องหมั่น
เคลื่อนไหวร่างกาย”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินเช่นนี้ย่อมต้องอนุญาต อี๋หนิงจึง
ทำได้เพียงติดตามพี่สาวที่อายุมากกว่านางสามปี
ออกไปเล่นตามสถานที่ต่าง ๆ ทุกวันอย่างจน
ปัญญา
“พรุ่งนี้ท่านย่าได้เชิญฮูหยินหลิวมาดูการแสดง
ได้ยินว่าคุณชายหลิวก็จะมาด้วย” หลัวอี๋ซิ่วพลิก
เต่าในบ่อนํ้าพลางกล่าว “ข้าได้ยินท่านแม่พูดว่า
คุณชายท่านนี้พึงใจในตัวพี่หญิงสี่อย่างยิ่ง เจ้าก็รู้
ว่าพี่หญิงสี่ของพวกเราพอมีชื่อเสียงในเปั่าติ้งอยู่
บ้าง ท่านแม่พาข้ากับพี่หญิงสี่ไปเล่นที่บ้านคนอื่น
ทุกคนต่างยกย่องพี่หญิงสี่ว่ารูปโฉมงดงาม มี
ความสามารถ คุณชายหลิวสนใจนางมาตั้งนาน
แล้ว ทันทีที่ได้ยินว่าท่านย่าของพวกเรามี
เจตนารมณ์เช่นนี้ บ้านพวกเขาจึงดีใจอย่างมาก”
รองเจ้าเมืองเป็นขุนนางขั้นห้า ทว่าดีที่เป็นขุนนาง
ที่เคารพรักของราษฎรในเปั่าติ้งถือว่าเป็นตระกูล
ใหญ่ บุตรชายของเขาขึ้นชื่อว่าเป็นคนถ่อมตัว
ขยันพากเพียร และเพราะเป็นบุตรชายคนเดียว
จึงมีคนมาถามไถ่เรื่องหมั้นหมายไม่ขาด
การชวนครอบครัวที่ต้องการหมั้นหมายมาดูการ
แสดงด้วยกันถือเป็นวิธีที่ดีในการพบปะสนทนา
ก่อนจะมีการหมั้นหมาย ได้ยินว่าครั้งที่มองหา
หญิงสาวให้กับหลัวหวยหย่วน เฉินซื่อก็เทียวไปดู
การแสดงเป็นเพื่อนฮูหยินตระกูลขุนนางต่าง ๆ
กว่าสิบเวที คัดสรรจนได้ว่าที่ลูกสะใภ้มาหนึ่งคน
รอหลังหลัวหวยหย่วนสอบชิวเหวย[1] เสร็จก็จะ
แต่งเจ้าสาวเข้ามา
การที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเชิญฮูหยินหลิวมาชมการ
แสดงก็เพื่อหารือเรื่องการหมั้นหมายของทั้งสอง
ตระกูล
อันที่จริงหลัวอี๋อวี้นับว่าเหมาะสมกับคุณชายหลิว
อย่างยิ่ง แม้ตระกูลหลิวจะไม่โดดเด่นเท่าตระกูล
หลัว แต่หากหลัวอี๋อวี้แต่งออกไปก็จะได้รับความ
เอ็นดูยกย่องจากแม่สามี น่าเสียดายที่หลัวอี๋อวี้ไม่
สนใจในสิ่งที่ไม่ท้าทายความสามารถ ทั้งยังไม่
สนใจในตัวคุณชายหลิว
แม้หลัวอี๋ซิ่วจะอายุยังน้อย แต่ชอบสิ่งแปลกใหม่
รักความสนุกสนานนางกระตือรือร้นต่อเรื่อง
เหล่านี้อย่างมาก
“เพื่อการนี้ ท่านแม่ของข้ายังมอบกำไลปีสี่
[2] ให้กับพี่หญิงสี่วงหนึ่ง นั่นเป็นสินเดิมของนาง
กล่าวว่ามีราคาสูงลิบลิ่ว ข้าทำได้เพียงแค่มอง
กระทั่งจะเอามาเล่นยังไม่ได้รับอนุญาต” หลัวอี๋
ซิ่วครํ่าครวญ “ภายใต้แสงอาทิตย์เม็ดพลอย
เหล่านั้นเปล่งประกายสีเขียวอ่อน งดงามยิ่งนัก”
อี๋หนิงเอามือเท้าคางมองนางใช้ไม้ไผ่แหย่เต่าตัว
นั้น “พี่หญิงห้า ท่านอย่าแกล้งเต่าตัวนั้นอีกเลย
มันพยายามพลิกตัวมาค่อนวันแล้วก็ยังพลิก
กลับมาไม่ได้ น่าสงสารยิ่งนัก”
เสวี่ยจือเห็นอี๋หนิงจ้องเต่าตัวนั้นก็เข้าใจว่าอี๋หนิง
ชอบมันมาก ดังนั้นจึงเรียกให้สาวใช้เอาผ้ามาห่อ
เจ้าตัวเล็กสองตัวนั้นไว้แล้วเอากลับไปเลี้ยงชาติที่
แล้วอี๋หนิงไม่เคยเลี้ยงพวกสัตว์ตัวเล็ก ๆ เหล่านี้
แต่น้องสาวร่วมสายตรงของนางเคยเลี้ยงแมวจน
ทำให้เหม็นอบอวลไปทั่วทั้งเรือน สุดท้ายก็ปล่อย
ให้แม่เลี้ยงจับคอแมวโยนออกไป
ตั้งแต่เล็กนางใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง ดังนั้นจึงไม่
เคยเลี้ยงสิ่งเหล่านี้
เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเห็นกลับสนับสนุนให้นาง
เลี้ยง รีบให้สวีมามาไปหาอ่างเคลือบให้อี๋หนิงใช้
เลี้ยงเต่า อี๋หนิงเห็นอ่างกระเบื้องเคลือบอันวิจิตร
ประณีตก็รู้ว่าราคาย่อมไม่ธรรมดา
ทว่าราคาไม่ธรรมดาแล้วอย่างไร สุดท้ายก็เอามา
เลี้ยงเต่า
“ขอบคุณท่านย่าที่มอบอ่างให้ข้า” อี๋หนิงลูบ
กระดองเต่าสองตัวนั้นเอ่ยด้วยนํ้าเสียงจริงจัง
“หากพวกมันรู้ว่าตนได้อยู่ในสถานที่หรูหราถึง
เพียงนี้พวกมันต้องดีใจมากแน่นอน”
ทุกคนในห้องหัวเราะ ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวโบกมือ
หัวเราะจนกล่าวไม่เป็นคำ
คํ่าคืนเวลานอน ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวก็ให้สาวใช้มา
เปลี่ยนฟูกนอนของนางเป็นเสื่อที่ใช้ในหน้าร้อน
โบกพัดให้และเฝั้าดูนางเข้านอน “พรุ่งนี้มีการ
แสดงเจ้าต้องตื่นแต่เช้า”
อี๋หนิงรับคำ มองไรผมที่เป็นสีดอกเลาของฮูหยินผู้
เฒ่าหลัว ในใจรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ท่านย่าชราแล้ว
นางกุมมือที่ผ่ายผอมของฮูหยินผู้เฒ่าหลัว “ท่าน
ย่า ข้าไม่ร้อน ท่านไม่ต้องพัดให้ข้า ข้าได้ยินพี่อี๋ซิ่
วบอกว่าพรุ่งนี้ฮูหยินของท่านรองเจ้าเมืองก็จะมา
ด้วยหรือเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเอ่ย “มาดูตัวพี่หญิงสี่ของเจ้า
ภายหน้าตระกูลของพวกเราก็จะเกี่ยวดองกัน
แล้ว” นางแตะเบา ๆ ที่หัวคิ้วอี๋หนิง “เจ้าปั่วยมา
สองครั้ง นิสัยเปลี่ยนไปไม่น้อยเลย แต่เป็นเช่นนี้ก็
ดี พรุ่งนี้ไม่อนุญาตให้ซุกซนจนกลายเป็นที่ขบขัน
ของหลิวฮูหยิน”
อี๋หนิงหยิบพัดขึ้นมาพัดให้ฮูหยินผู้เฒ่าหลัว “ท่าน
ย่าโปรดวางใจ พรุ่งนี้ข้าจะเชื่อฟังแน่นอน”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวห่มผ้าให้อี๋หนิง มองเด็กน้อยหลับ
ลึกอย่างเหม่อลอยใบหน้าเล็กแนบอยู่บนหมอนสี
แดงสด ดวงหน้ากระจ่างขาวนั้นมีไฝเม็ดเล็กสี
ชาดที่หางคิ้ว สวีมามาเดินเข้ามาประคองนางให้
พักผ่อน ขณะที่ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวลุกขึ้น ร่างกายก็
พลันโงนเงน เกือบยืนไม่มั่นคง
สวีมามาใจกระตุก เอ่ยเสียงตํ่าเบา “ฮูหยินผู้
เฒ่า”
“ไม่เป็นไร” ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวโบกมือ “คนแก่แล้ว
กำลังวังชาไม่ค่อยดี”
สวีมามาคลายใจลงบ้าง เอ่ยด้วยเสียงนุ่มนวล
“ท่านยังต้องดูเหมยเจี่ยเอ๋อร์ออกเรือน ยังต้องอุ้ม
หลาน ต้องดูแลสุขภาพให้ดีนะเจ้าคะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวเหม่อลอยเล็กน้อย ก่อนจะทอด
ถอนใจ “ไม่รู้ว่าข้าจะรอถึงยามนั้นได้หรือไม่…
ต่อไปเหมยเหมยจะแต่งให้กับคนอย่างไร เขาจะดี
ต่อนางหรือไม่ ข้าคิดแล้วก็ไม่วางใจ”
นางพูดจบก็โบกมือ สวีมามาประคองนางกลับไป
พักผ่อน
วันรุ่งขึ้นอี๋หนิงถูกเสวี่ยจือปลุกแต่เช้า ทำผม
แต่งกายสะอาดเรียบร้อย ทั้งยังให้นางสวมเสื้อ
เข้ารูปตัวใหม่ที่เพิ่งตัดเสร็จ
เฉินซื่อกับหลินไห่หรูนำเหล่าหญิงสาวในบ้าน
ตนเองออกมาตั้งแต่เช้าหลัวอี๋เหลียนยังจูงเซวียน
เกอร์ตัวน้อยออกมาด้วย
หลัวอี๋อวี้นางเอกหลักของวันนี้สวมเสื้อปักลายบุป
ผาสีม่วงอ่อน เข้าคู่กับกระโปรงผ้านุ่มลื่น สายรัด
เอวสีเขียวหม่น ข้อมือสวมกำไลปีสี่สีเขียวเป็น
ประกายระยิบระยับ งดงามอย่างยิ่ง นางเม้มริม
ฝีปาก ก้มศีรษะคล้ายไม่ปรารถนาจะเอื้อนเอ่ย
วาจา ใบหน้าเนียนขาวเย็นชาทว่าก็ยังงดงาม
เพริศพริ้ง
หลังจากทุกคนกินอาหารเช้าเสร็จ ดวงอาทิตย์ก็
ลอยสูงขึ้นเล็กน้อยสวีมามาพาฮูหยินหลิวเข้ามา
ฮูหยินผู้เฒ่าหลัวกับเฉินซื่อลุกขึ้นต้อนรับ ส่วน
หลัวอี๋หนิง หลัวอี๋อวี้ และคนอื่น ๆ เฝั้าดูอยู่หลัง
ฉากบังลม บุรุษร่างสูงใหญ่เครื่องหน้าทั้งห้าบน
ใบหน้าสมส่วน ติดตามอยู่ด้านหลังฮูหยินหลิว
เขายิ้มถ่อมตน คารวะฮูหยินผู้เฒ่าหลัวอย่างนอบ
น้อม
เมื่ออี๋หนิงเห็นคนเดินเข้ามา ในที่สุดก็มีชีวิตชีวา
ขึ้น
ท่านนี้คงจะเป็นคุณชายหลิว เขามีท่าทีกระวน
กระวายเล็กน้อย ด้วยรู้ว่าหญิงสาวของบ้านนี้ต้อง
กำลังมองเขาจากหลังฉากบังลม จึงได้ตื่นเต้น
เล็กน้อย
อี๋หนิงคิดว่าคุณชายหลิวท่านนี้ดูไม่เลว เพียงแต่
เมื่อมีเฉิงหลางรูปงามอยู่เบื้องหน้า หลัวอี๋อวี้ก็เป็น
ดั่งคนที่พานพบทะเลซางไห่ ทะเลอื่นก็ไม่อาจ
เปรียบ[3]
——————–
[1] ชิวเหวย คือการสอบระดับมณฑล มักจัดขึ้น
ทุก ๆ สามปีในช่วงฤดูใบไม้ร่วง
[2] ปีสี่ คือพลอยทัวร์มาลีน
[3] พานพบทะเลซางไห่ ทะเลอื่นก็ไม่อาจเปรียบ
เป็นสำนวน หมายถึง เมื่อเคยได้พบสิ่งที่ยิ่งใหญ่
อลังการมาแล้ว สิ่งอื่นก็ดูไม่มีความหมาย