พี่ชายตัวร้าย ท่านต้องกลายเป็นท่านราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ให้ได้นะ - บทที่ 56
บ่ายวันนั้น อี๋หนิงเห็นหลินไห่หรูสั่งการบ่าวหญิง
ชราให้เอาเตียงไม้จินซือหนานเตียงใหญ่เตียงนั้น
ย้ายเข้ามาในห้องของนาง อาจเป็นเพราะคุ้นเตียง
เสียแล้ว กลางคืนอี๋หนิงจึงพลิกตัวไปมาบนเตียง
ใหม่อันหรูหราอยู่ค่อนคืนกว่าจะข่มตาหลับได้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นนางยังถูกหลัวอี๋ซิ่ววิ่งมาปลุกแต่
เช้าอี๋หนิงห่อตัวในผ้าห่มไม่ยอมลุก หลัวอี๋ซิ่วพูด
อย่างเคียดแค้นที่เหล็กไม่อาจกลายเป็นเหล็กกล้า
“ญาติผู้พี่ของเจ้าทั้งสองคนกับพี่ชายสองกำลัง
เปิดประชุมกลอนกัน เจ้าไม่ไปหรือ พี่หญิงหก
ของเจ้ายังไปตั้งแต่เช้า”
เปิดก็เปิดไปสิ นางไม่ชอบการแต่งบทกวีอะไร
เหล่านั้น
หลัวอี๋ซิ่วบีบขยำแก้มนาง “หลัวอี๋หนิง เจ้ารีบลุก
ขึ้นเร็วเข้า!”
เหตุใดถึงเรียกทั้งชื่อแซ่ของนางเลยเล่า
ในที่สุดอี๋หนิงก็ปรือเปลือกตาขึ้นครึ่งหนึ่ง ทันใด
นั้นนางก็พบว่าวันนี้หลัวอี๋ซิ่วสวมชุดกระโปรงสีฟั้า
ปักลวดลายบุปผาทั้งชุด เกล้าผมมวย ปักปินที่
รังสรรค์เป็นรูปดอกไม้สองดอกด้วยไข่มุก สวม
ต่างหูหยกคู่หนึ่ง ขับให้ใบหน้ายิ่งดูขาวนวล
ระยะเวลาสองปี บรรดาเด็กสาวต่างเติบโตขึ้น
ทุกคนอยู่ในวัยบุปผาผลิบาน จึงรู้จักแต่งกายเป็น
ธรรมดา เพียงแต่เมื่ออี๋หนิงเห็นกลับรู้สึกไม่คุ้นชิน
เท่าไรนัก ยามนี้เฉินซื่อกำลังเสาะหาบ่าวหญิงชรา
ให้หลัวอี๋ซิ่ว นางแทบทนไม่ไหว อยากจะจัด
ระเบียบให้บุตรสาวคนนี้ใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้า
ปกติหลัวอี๋ซิ่วไม่รักการแต่งตัว ทว่าเมื่อแต่งกาย
ขึ้นมาก็ดูสดใสสะดุดตาไม่น้อย
อี๋หนิงหาวหวอดอยู่สองสามครั้ง ก่อนจะกวักมือ
เสวี่ยจือและสาวใช้สองสามคนเดินเข้ามา ยิ้ม
พลางเอ่ย “คุณหนูห้าไปรอที่ห้องด้านข้างฝัง
ประจิมสักครู่เถิดเจ้าค่ะ ไม่นานเจี่ยเอ๋อร์ก็
เรียบร้อยแล้ว”
ซงจือพาหลัวอี๋ซิ่วไปยังห้องอุ่น เสวี่ยจือนำสาวใช้
สองสามคนเข้ามาบนถาดเคลือบสีแดงขนาดใหญ่
ที่สาวใช้ถืออยู่เป็นชุดกระโปรงสีแดงลายกิ่งบุปผา
อี๋หนิงมองแล้วโคลงศีรษะ ให้พวกนางเปลี่ยนเป็น
ชุดสีเขียวลายเมฆสีสันสดใส มองแล้วสบายตา
หลังจากปรนนิบัติอี๋หนิงเปลี่ยนอาภรณ์เรียบร้อย
ผ้าร้อนที่บิดหมาดก็ถูกส่งเข้ามา ขี้ผึ้งหอมสำหรับ
ทามือก็ตามมา รอจนอี๋หนิงนั่งประทินโฉมหน้า
กระจกเสร็จ เสวี่ยจือจึงเอ่ยถามนางด้วยเสียงแผ่ว
เบา“เจี่ยเอ๋อร์อยากทำมวยคล้อย[1] หรือไม่…”
เสวี่ยจือคิดว่าอี๋หนิงเริ่มเติบใหญ่แล้ว หากเป็น
ชาวบ้านทั่วไป เวลานี้คงเริ่มพูดถึงเรื่องหมั้นหมาย
แล้ว ทว่าอี๋หนิงกลับยังมีกลิ่นอายของเด็กน้อย
อี๋หนิงเองก็เบื่อการเกล้าผมเป็นก้อนซาลาเปาแล้ว
เช่นกัน
ได้ยินว่ายามที่เสวี่ยจือรับใช้พี่หญิงใหญ่ ฝีมือการ
ทำผมของนางลํ้าเลิศนัก มวยประดับอัญมณีบุป
ผา มวยหางหงส์ มวยหลังม้า นางล้วนชำนาญ
สุดท้ายเมื่อถูกส่งมาปรนนิบัติข้างกายอี๋หนิง
หลายปีมานี้นางจึงทำได้เพียงมวยผมเป็นก้อน
ซาลาเปา ยอดฝีมือคงรู้สึกเบื่อหน่ายแล้ว เมื่อเห็น
ก้อนซาลาเปาของอี๋หนิงจึงรู้สึกคันไม้คันมือ
“ก็ได้” ในที่สุดอี๋หนิงก็ยอมผงกศีรษะ “ทำแบบ
เรียบง่ายก็พอ”
เสวี่ยจือคลี่ยิ้มทันที ให้สาวใช้ไปยกนํ้าดอก
กุหลาบมาให้ การทำผมของนางต้องมีขั้นตอน
กระบวนการ เริ่มจากพรมนํ้าดอกไม้ลงบนหวีเพื่อ
เพิ่มความชุ่มชื้น จากนั้นจึงสางผมเบา ๆ หลัง
เคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว มวยผมสวยงามก็
เสร็จเรียบร้อย
ผมของอี๋หนิงทั้งนุ่มทั้งละเอียด เมื่อเกล้าเป็นมวย
ก็ยิ่งน่ามอง ดวงหน้าเล็กงดงามกระจ่าง ชมพูระ
เรื่ออวบอิ่มนุ่มนิ่ม เป็นเสน่ห์ของวัยดรุณีแฝงด้วย
ความไร้เดียงสาของเด็กน้อย ซงจือพลันตะลึงไป
ชั่วขณะ ต่อมาถึงเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “หากสวม
อาภรณ์สีแดงลายกิ่งบุปผาต้องยิ่งน่ามองเป็นแน่
อาภรณ์ของเจี่ยเอ๋อร์เรียบง่ายเกินไปแล้ว”
เสวี่ยจือยิ้มพลางส่ายศีรษะ “เจี่ยเอ๋อร์เห็นว่า
คุณหนูสี่แต่งกายสีสันฉูดฉาดถึงได้แต่งให้เรียบ
ง่ายหน่อยก็เท่านั้น”
“ระยะนี้พี่หญิงสี่ต้องคุยเรื่องหมั้นหมาย ปั้าสะใภ้
กำลังคัดสรรคนที่เหมาะสม ข้าเป็นไม้ประดับอยู่
นิ่ง ๆ ด้านข้างก็พอ” อี๋หนิงยิ้ม
เมื่อหลัวอี๋ซิ่วเห็นหลัวอี๋หนิงออกมาก็ลากนางมุ่ง
หน้าไปทางห้องหลักทันที
กลุ่มคนกำลังเปิดประชุมกลอนอยู่ในศาลา โดยมี
คำว่า ‘เหมันต์’ เป็นหัวข้อ คลื่นนํ้าพลิ้วเอื่อย ลม
เย็นในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างวสันต์และคิมหันต์
พัดพา รูปโฉมของเหล่าคุณชายต่างน่าชม
รังสรรค์เป็นทัศนียภาพชั้นเลิศ
หลัวอี๋เหลียนยืนมองอยู่ด้านข้าง สวมชุดกระโปรง
สีส้มขาว ร่างอรชรบอบบาง นางมวยผมขึ้นหลวม
ๆ ปักปินหยก ใบหูประดับต่างหูหยกขาวคู่เล็ก ๆ
ท่วงท่าจริตงดงาม ทำให้หลัวอี๋ซิ่วดูธรรมดาสามัญ
ทันใด
เพียงหลัวอี๋ซิ่วปรายตามองก็สัมผัสได้ถึงความ
แตกต่าง นางบีบมืออี๋หนิง “รูปโฉมของพี่สาวลูก
อนุของเจ้า…ช่างน่าแค้นเคืองนัก”
อี๋หนิงยิ้มพลางดึงมือนางออก เอ่ยเสียงตํ่าเบา
“ข้ายังอยากถามว่าเหตุใดพี่หญิงหกถึงมาอยู่ที่นี่
แล้วท่านเล่า มาทำอะไร”
“ปั้าสะใภ้เจ้าสั่งให้ข้ามา” หลัวอี๋ซิ่วกล่าวอย่างไม่
ใส่ใจ “ข้าต้องอยู่ให้นางแต่งตัวนานกว่าครึ่งชั่ว
ยามถึงออกมาได้ นางให้ข้ามาเสวนากับญาติผู้พี่
ตระกูลกู้ของเจ้า ทว่าข้ากับญาติผู้พี่บ้านเจ้ามี
อะไรให้เสวนากันเล่า…”
อี๋หนิงตกใจกับคำพูดนี้ของนาง ทันใดนั้นก็บังเกิด
การคาดเดาไร้สาระขึ้นในใจ มิใช่ว่าเฉินซื่อจะต้อง
ตากู้จิ่งหมิงเข้าแล้วกระมัง
“ผู้ใดเป็นญาติผู้พี่ตระกูลกู้ของเจ้า” หลัวอี๋ซิ่วถาม
นาง
อี๋หนิงชี้ไปยังคนที่สวมเสื้อคลุมสีฟั้า กำลังถือพู่กัน
เขียนอักษรอยู่ตรงกลาง จากนั้นก็เอ่ยเสียงตํ่าเบา
“พี่หญิงห้า ปั้าสะใภ้กล่าวว่าอย่างไรกันแน่”
หลัวอี๋ซิ่วไม่ตอบ ดึงมืออี๋หนิง เดินนำบรรดาสาว
ใช้บ่าวหญิงชราเข้าไป
อี๋หนิงกำลังคิดว่าจะแนะนำว่าอย่างไร หลินเม่าก็
หันหน้ามา ทันทีที่เห็นอี๋หนิงก็ฉีกยิ้มตาหยี สตรี
อื่นต่างรักษากฎระเบียบ ตื่นกันตั้งแต่เช้าตรู่เมื่อ
ครู่เขาคิดจะไปเชิญนางมาร่วมประชุมกลอน คาด
ไม่ถึงว่าพอไปถึงเรือนของนาง นางกลับกำลัง
นอนไม่ยอมตื่น เขาอดกล่าวเสียดสีไม่ได้ “ญาติผู้
น้องอี๋หนิงมาแล้ว เจ้าตื่นเช้าเสียจริง”
อี๋หนิงเอ่ยด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ทว่าภายในไม่ยิ้ม
ด้วย “ญาติผู้พี่เม่าคงสุขสบายดี ได้ยินว่าเมื่อคืน
ท่านหาเตาเผาไม่พบจึงมาร้องขอกับท่านแม่ข้า
แต่ท่านยังตื่นแต่เช้าได้ ข้านับถือท่านเหลือเกิน”
นางไม่เคยล่วงเกินเขา เพิ่งจะพบหน้าเพียงสอง
ครั้งเท่านั้น แต่หลินเม่ามักพูดคุยกับนางด้วยท่าที
หยอกเย้า ทำให้นางประหลาดใจนัก
กู้จิ่งหมิงยิ้ม รอยยิ้มนี้ช่างน่ามอง อบอุ่นหล่อ
เหลาอย่างยิ่ง เขาช่วยพูดคลี่คลายสถานการณ์
“ญาติผู้น้องอี๋หนิงอย่าได้ถือสาหาความเขาเลย
เขาผู้นี้แค่ปากร้ายไปหน่อย”
พวกเขาสองคนดูสนิทสนมกันมาก กู้จิ่งหมิงอ่อน
โยนถ่อมตน หลินเม่าเปียมไปด้วยท่าทีหน้าไม่
อาย ไร้พันธนาการ ทว่ากลับก่อให้เกิดความสงบ
อย่างน่าประหลาด
อี๋หนิงกำลังจะนั่งลง แต่ทันใดนั้นมือก็ถูกจับไว้
อย่างแรง
นางเกือบจะร้องโอดครวญออกมา หลัวอี๋ซิ่วก็
เหลือเกิน จะออกแรงขนาดนี้ไปเพื่ออะไร!
นางถลึงตามองหลัวอี๋ซิ่ว ทว่าหลัวอี๋ซิ่วถลึงตามอง
นางกลับ
ยามนี้อี๋หนิงถึงเพิ่งตระหนักว่าตนไม่ได้ถูกหลัวอี๋
ซิ่วพามาร่วมประชุมกลอนจริง ๆ แต่ถูกพามาเพื่อ
ช่วยแนะนำคน ดังนั้นนางจึงแนะนำหลัวอี๋ซิ่ว
ให้กับหลินเม่าและกู้จิ่งหมิง จากนั้นเหตุการณ์
ตรงหน้าก็ทำให้นางต้องตกตะลึงพรึงเพริด พี่
หญิงห้าที่ประหนึ่งเป็นบุตรีแท้ ๆ ของหลินไห่หรู
ก้มหน้า เอ่ยทักทายกู้จิ่งหมิงด้วยนํ้าเสียงนุ่ม
ละมุน
รูปโฉมกู้จิ่งหมิงหล่อเหลา ชาติกำเนิดสูงส่ง ตั้งแต่
เด็กย่อมคุ้นชินกับการที่มีคนคอยแสดงความ
สนใจในรูปแบบต่าง ๆ นานา ไม่ว่ากับผู้ใด เขาก็
ปฏิบัติอย่างมีมารยาทอ่อนโยน แต่ก็ระคนด้วย
ความห่างเหินเย่อหยิ่ง ผู้อื่นอาจมองไม่ออก แต่
อี๋หนิงสังเกตเห็นอย่างชัดเจน
อี๋หนิงไม่เชี่ยวชาญด้านการประพันธ์บทกลอน
หลัวอี๋ซิ่วยิ่งไม่ชำนาญคนเพียงคนเดียวที่ชํ่าชอง
คือหลัวอี๋เหลียน หลังจากร่ายกลอนเสร็จ นางก็
ยื่นให้กู้จิ่งหมิงดู กล่าวด้วยนํ้าเสียงนุ่มละมุน
“ญาติผู้พี่หมิงช่วยข้าดูหน่อยเถิด ข้ารู้สึกเหมือน
ฉันทลักษณ์ของประโยคสุดท้ายไม่ถูกต้อง”
กู้จิ่งหมิงรับไป ก่อนจะกล่าวด้วยนํ้าเสียงนุ่มนวล
อดทนเป็นล้นพ้น“ฉันทลักษณ์ไม่ผิด ถ้อยคำ
สละสลวยหาได้ยากยิ่ง”
อี๋หนิงหยิบเมล็ดแตงขึ้นมากำหนึ่ง หลัวอี๋ซิ่วนั่ง
หน้างํ้าอยู่ข้างกายนางกดเสียงตํ่า “เจ้าดูพี่หญิง
หกของเจ้าสิ…ร่างแทบจะไปก่ายอยู่บนร่างของ
คุณชายกู้แล้ว”
อี๋หนิงถอนหายใจ ปล่อยหลัวอี๋เหลียนไปเถอะ ตน
ไม่อยากสนใจหลัวอี๋เหลียนเป็นคนมีไหวพริบ ทั้ง
ยังมีรูปลักษณ์น่าเอ็นดูชวนให้คนอยากทะนุถนอม
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นแล้วอย่างไรเล่า ต่อให้กู้จิ่งหมิ
งพึงใจในตัวนางจริง ๆ ด้วยสถานะของตระกูลกู้
มีหรือจะยอมให้คุณหนูที่ถือกำเนิดจากอนุแต่งกับ
กู้จิ่งหมิง กู้จิ่งหมิงเป็นลูกที่ท่านปั้าสะใภ้ใหญ่มี
ตอนอายุจะสามสิบท่านผู้เฒ่ากู้อบรมเลี้ยงดูเขา
ด้วยตนเอง เขายังมีสถานะสูงศักดิ์กว่าเสี่ยวอี๋หนิง
อยู่หลายส่วน
“พี่หญิงห้า ท่านอยากกินเมล็ดแตงหรือไม่ เมล็ด
แตงนี้ข้าสอนบ่าวคั่วเอง ใส่ต้าเลี่ยวกับฮวาเจียว
[2] ลงไปด้วย หอมอร่อยยิ่งนัก” อี๋หนิงหวังว่า
นางจะกินให้มากเพื่อจะได้พูดให้น้อยลง
หลีกเลี่ยงไม่ให้สร้างความผิดพลาดจนทำให้
ตนเองต้องอับอาย
ผู้ใดจะรู้ว่ากลับถูกผู้อื่นช่วงชิงไปทันที หลินเม่า
เขยิบตัวมาอยู่ข้างกายนาง ฉีกยิ้มตาหยี
“ขอบคุณญาติผู้น้องอี๋หนิง ญาติผู้พี่เม่าไม่เกรงใจ
แล้ว”
เขาพิงบนราวกั้น ทิ้งนํ้าหนักลงบนร่างของอี๋หนิง
เล็กน้อยราวกับไม่ตั้งใจแทะเมล็ดแตงพลางมองกู้
จิ่งหมิงสอนหลัวอี๋เหลียนแต่งกลอน
อี๋หนิงสูดลมหายใจเข้าลึก กำมือจนเกิดเสียง
กรอบแกรบ
“ญาติผู้พี่เม่า เมล็ดแตงอร่อยหรือไม่” อี๋หนิงยิ้ม
ถามเขา
หลินเม่าโน้มตัวลง ช่วงหว่างคิ้วน่ามองนัก เขา
เอ่ยเสียงตํ่า “ญาติผู้พี่เม่าอยากถามเจ้าสักหน่อย
ว่าส้มอร่อยหรือไม่” ลมหายใจของเขาเปั่าผ่านติ่ง
หูของอี๋หนิงโดยไม่ตั้งใจ หลินเม่าคลี่ยิ้ม สักพักก็
กลับมานั่งหลังตรง
เด็กน้อยผู้นี้ช่างไม่รู้จักตอบแทนบุญคุณเอา
เสียเลย ปีนั้นที่ท่านอาหญิงออกคำสั่งให้พี่ชาย
อย่างพวกเขาทุกคนต้องหาของขวัญไปฝากอี๋หนิง
เขาอยู่ที่หังโจว เสาะหาอยู่นานกว่าจะได้ส้มกล่อง
หนึ่ง ยามนี้แค่กินเมล็ดแตงของนางนิดเดียว นาง
ก็จะเอาเรื่องเขาแล้ว
เมล็ดแตงคั่วไม่ใช่ประเด็นสำคัญ อี๋หนิงรู้สึกว่าตน
มีความลำบากใจแต่ไม่อาจเอื้อนเอ่ย แข่งขันกับ
หลินเม่าคนขบถพรรค์นี้มีสิ่งใดน่ากล่าวอ้างกัน
เคราะห์ดีที่กู้จิ่งหมิงซึ่งอยู่ด้านนั้นเริ่มหมดความ
อดทนกับการรับมือกับหลัวอี๋เหลียนแล้ว เขายิ้ม
เล็กน้อย พูดกับหลินเม่า “…นายท่านใหญ่เชิญ
พวกเราไปพบยามเที่ยง นี่ก็ใกล้เวลาแล้ว มิสู้พวก
เราขอตัวก่อน”
หลัวซานหย่วนไปเป็นเพื่อนพวกเขา เมื่อหลัวอี๋
เหลียนเห็นกู้จิ่งหมิงจากไป เดิมนางไม่อยากข้อง
เกี่ยวกับอี๋หนิงและหลัวอี๋ซิ่ว จึงอ้างว่าอาการปั่วย
ของตนยังไม่หายดี จึงขอตัวกลับก่อน
บรรดาสาวใช้ยกถาดแปั้งนึ่งดอกฝูหรงเข้ามา อี๋ห
นิงเอ่ยปากถามถึงได้รู้ว่าวันนี้แม่นางอี๋เหลียนตื่น
เช้าเป็นพิเศษเพื่อมาคารวะหลินไห่หรู ขยัน
ขันแข็งอย่างยิ่ง จากนั้นก็บังเอิญพบหลินเม่าและ
กู้จิ่งหมิงที่มาคารวะหลินไห่หรูพอดีทุกสิ่งล้วนเป็น
เหตุบังเอิญอันงดงาม
หลัวอี๋ซิ่วนึกถึงท่วงท่าอันสง่างามของหลัวอี๋
เหลียนก็รู้สึกไม่พอใจ นางกล่าวเสียงแผ่วเบา
“นางเป็นบุตรีของอนุ จะพยายามถึงเพียงนี้ไป
เพื่ออะไร…คุณชายกู้จะพึงใจนางหรือ”
เมื่ออี๋หนิงได้ยินก็จ้องหลัวอี๋ซิ่ว “พี่หญิงห้า ท่าน
คงมิได้พึงใจในตัว…ญาติผู้พี่หมิงกระมัง”
ใบหน้าหลัวอี๋ซิ่วแดงเรื่อขึ้นมาเล็กน้อย ทว่านาง
กลับส่ายหน้า “ไม่อาจกล่าวว่าชมชอบ แต่ญาติผู้
พี่หมิงของเจ้ามีรูปโฉมหล่อเหลา” เมื่อนางพูด
ร่างกายก็ราวกับเปล่งประกายมีชีวิตชีวา เจือด้วย
เสน่ห์ของวัยดรุณี “อย่างไรก็ต้องแต่งงาน ย่อม
ต้องเลือกแต่งกับคนที่มีรูปลักษณ์น่ามอง! หาก
พบคนที่รูปลักษณ์ไม่ดี ทั้งยังไม่มีความสามารถ
มองแล้วต้องรู้สึกไม่สบายใจเป็นแน่แต่กับคนที่
หน้าตาดีหน่อย อย่างน้อยข้ามองแล้วก็รู้สึกสบาย
ใจ”
คำประกาศหลักการสมรสของหลัวอี๋ซิ่วฟังดูมีเหตุ
มีผลยิ่งนัก
อี๋หนิงเพิ่มถ้วยชา นับถือในความรู้แจ้งของพี่หญิง
ห้าอย่างยิ่ง หากเฉินซื่อได้ยินเข้า เห็นทีพี่หญิงห้า
คงต้องโดนอบรมยกใหญ่
หลัวอี๋ซิ่วอยู่กินอาหารกับอี๋หนิงที่นี่ พ่อครัวใน
เรือนอี๋หนิงมีฝีมือเยี่ยมยอด ปลากระรอก
เปรี้ยวหวานที่เขาทำอร่อยที่สุด นางกินไปทั้งตัว
หลังกินข้าวเสร็จ ทั้งสองคนก็ให้สาวใช้ยก
กระดานหมากล้อมออกมาเล่นที่ชานเรือน
หลายปีผ่านไป การเดินหมากของหลัวอี๋ซิ่วยังคง
ไร้ความก้าวหน้า ทว่าอี๋หนิงกับอาจารย์ผู้เฒ่าซ่ง
ซึ่งก็คือท่านผู้เฒ่าเคราขาวจากสำนักฮั่นหลินผู้นั้น
หลังจากรํ่าเรียนกับเขาอยู่นาน อี๋หนิงก็พบว่าตน
มีพรสวรรค์ในการเดินหมากหลายส่วน อาจารย์ผู้
เฒ่าซ่งลูบเครา พึมพำด้วยความประหลาดใจ
ยามที่เขาใกล้จะยอมแพ้ในตัวของคุณหนูเจ็ด ใน
ที่สุดก็สามารถหาสิ่งที่พอจะอบรมสั่งสอนได้แล้ว
ไม่เช่นนั้นเงินตอบแทนสามเท่าที่หลินไห่หรูมอบ
ให้เขาคงต้องสูญเปล่า
หลัวอี๋ซิ่วถูกนางไล่สังหารอย่างโหดเหี้ยม ตาย
อย่างอเนจอนาถ หมากที่ยังเดินได้เหลืออยู่ไม่
มากแล้ว
อี๋หนิงเคลื่อนย้ายตัวหมากหยกขาว ก่อนจะเอ่ย
“พี่หญิงห้า หากท่านอยากให้ข้ายอมให้ท่านสัก
สองสามตัว ท่านสามารถกล่าวกับข้าได้ตามตรง”
หลัวอี๋ซิ่วบีบใบหน้ารูปไข่ของนาง ยิ้มด้วยความ
โกรธเคือง “ฝีมือการเดินหมากของข้ายํ่าแย่ถึง
เพียงนั้นเชียว”
หลินเม่าที่เพิ่งกลับมาจากด้านนอก เห็นหลัวอี๋ซิ่ว
กำลังขยำแก้มของอี๋หนิงก็พลันปวดใจ ผู้อื่นต่าง
ได้บีบแก้มนาง แล้วเหตุใดเขาจะทำไม่ได้ ยิ่งตรึก
ตรองก็ยิ่งรู้สึกว่านี่มีเหตุผล ไยเขาถึงบีบขยำไม่ได้
เล่า อย่างไรวันนี้ท่านอาหญิงก็ไปดูสินสอดเป็น
เพื่อนปั้าสะใภ้ ไม่มีผู้ใดมาคอยสนใจเขา
อี๋หนิงเห็นหลินเม่ายิ้มตาหยีอยู่หน้าประตูก็วาง
หมากในมือลง เอ่ยถาม“มิใช่ว่าญาติผู้พี่เม่าไปพบ
ท่านลุงหรือเจ้าคะ”
“เพิ่งมาเยือนครั้งแรก ยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับจวน
ตระกูลหลัวนัก ข้าอยากเดินดูรอบ ๆ ไม่รู้ว่าญาติ
ผู้น้องอี๋หนิงจะนำทางได้หรือไม่” หลินเม่าถึงขั้น
ผายมือเชื้อเชิญแล้ว
หลินเม่ามาจากแดนไกล เป็นเรื่องสมควรที่นาง
จะพาเขาเดินชมโดยรอบจริง ๆ หลายวันมานี้
เพราะในจวนกำลังยุ่งวุ่นวายถึงได้ละเลยเขาไป
ความหลงใหลในการเล่นแร่แปรธาตุของเขาถูก
หลินไห่หรูสังหารตั้งแต่ยังเป็นหน่ออ่อน เมื่อ
เทียบกับการเล่นแร่แปรธาตุแล้ว อี๋หนิงรู้สึกว่า
การเดินเล่นดูเหมาะกับกาลเทศะมากกว่าจริง ๆ
สุดท้ายนางจึงถูกหลินเม่าลากตัวไปเดินเล่น เขามี
ร่างกายสูงขายาวเดินก้าวหนึ่งเท่ากับนางสองก้าว
ทั้งยังเดินเร็ว อี๋หนิงหายใจหอบเดินตามอยู่
ด้านหลัง เขายืนรอนางอยู่ด้านหน้า เอ่ยปาก
อย่างกระตือรือร้น “ได้ยินว่าด้านหลังตระกูลหลัว
มีภูเขา ที่ยอดเขาสามารถมองเห็นเจดีย์ของวัดต้า
ฉือเจ้าพาข้าไปชมหน่อยเถิด”
อี๋หนิงเริ่มหมดเรี่ยวแรง “ญาติผู้พี่เม่า วันนี้เดิน
แค่ลานด้านหน้าได้หรือไม่”
“เจ้าต้องปฏิบัติตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี” หลินเม่า
เกลี้ยกล่อมนางด้วยท่าทีขึงขัง “ญาติผู้น้องอี๋หนิง
ข้ามาในฐานะแขก เจ้าไม่อาจเมินเฉยข้าได้”
อี๋หนิงกัดฟันกรอด ยืนหลังตรง เดินเป็นเพื่อนเขา
อีกระยะ จนกระทั่งเขาเห็นว่าอี๋หนิงเริ่มเดินช้าลง
เรื่อย ๆ จึงเอ่ยถาม “เดินไม่ไหวแล้วรึ”
อี๋หนิงกล่าวเสียงแผ่วเบา “ญาติผู้พี่รู้สึกว่าข้า
ปฏิบัติตนเป็นเจ้าบ้านที่ดีอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง
…”
บนแก้มนางผัดแปั้งบาง ๆ ผิวขาวแดงระเรื่อชวน
มอง ใบหน้ายังมีไขมันแบบเด็กน้อย ทว่าดวงตา
เมล็ดซิ่งนั้นฉายเสน่ห์ของดรุณีแรกแย้ม หลินเม่า
อดกลั้นมาตลอดทาง ที่ผ่านมาเขาสาวเท้าเร็วขึ้น
เล็กน้อยเพื่อปั้องกันไม่ให้ตนเองเข้าไปบีบแก้ม
นาง มาบัดนี้เมื่อหยุดเดิน เขาก็รู้สึกคันไม้คันมือ
อย่างยิ่ง
ในที่สุดเขาก็ยื่นมือออกไปบีบพลางพูดด้วย
รอยยิ้ม “วันนี้พอเท่านี้ก่อนพรุ่งนี้ค่อยไปเล่นกับ
เจ้า”
นุ่ม ๆ นิ่ม ๆ ช่างน่าสัมผัสเหลือเกิน! หลินเม่าฝืน
อดกลั้นต่อความตื่นเต้น คลี่ยิ้มออกมา
เขาคิดอย่างเสียดาย หากอี๋หนิงเป็นเพียงเจ้าจิ่ง
ปาน้อย ต่อให้แพงเพียงใด เขาก็จะซื้อมาให้ได้
หากอุ้มกลับไปเลี้ยงดูจะสนุกเพียงใด ให้วิ่งเล่น
ตรงหน้าเขาอย่างมีความสุขทั้งวัน ออดอ้อนขอ
อาหาร ยามคิดถึงเจ้านายก็จะมาวิ่งวนเวียนรอบ
ๆ เท้าของเจ้าของ
เขาไม่ได้ออกแรงที่มือ เพียงสัมผัสเบา ๆ แต่เมื่อ
เป็นสัมผัสที่ไม่คุ้นชินอี๋หนิงจึงชะงักนิ่ง
นี่เป็นเรื่องไม่ค่อยถูกต้องตามกฎเกณฑ์เอา
เสียเลย บัดนี้นางไม่นับว่าเด็กแล้ว แต่เมื่อคิดว่า
คนที่บีบนางคือหลินเม่า อี๋หนิงกลับไม่ได้รู้สึกผิด
แปลกแต่อย่างใด
ไม่ว่าหลินชิงเทียนจะทำอะไร นางล้วนเข้าใจได้
ช่วงบ่ายหลินไห่หรูถึงได้กลับมา สินสอดที่เตรียม
ไว้ยี่สิบสี่หาบถูกยกมาถึงตระกูลหลัวหมดแล้ว
สัตว์เซ่นไหว้สามชนิด ขนมเปียะ ขนมหวานต่าง
ๆ อาหารทะเล สิ่งของที่ควรมีล้วนเตรียมไว้
ครบถ้วน ในจวนเริ่มทำการประดับตกแต่ง เมื่อ
ถึงเวลาพลบคํ่า ญาติฝังเฉินซื่อก็มาถึง
บรรยากาศในจวนจึงยิ่งคึกคัก
อี๋หนิงถูกหลินไห่หรูดึงตัวออกมารับแขก ผู้มาคือ
คุณหนูรองตระกูลเกาจากจวนข้างเคียง
คุณหนูใหญ่เกาคือคนที่อยากจะแต่งงานกับพี่ชาย
สาม ทว่าพี่ชายสามต้องไว้ทุกข์สามปี อันที่จริงก็
ใช่ว่าคุณหนูท่านนั้นจะรอไม่ได้ แต่หลัวเซิ่นหย่วน
เป็นดุจหินที่อังไม่ยอมร้อน ต่อให้กระตือรือร้น
อย่างไรก็ไร้ประโยชน์คุณหนูใหญ่เการอได้ไม่นาน
ก็แต่งให้กับบุตรชายของจิ้นซื่อที่อยู่ในอำเภอ
เดียวกัน ยามนี้ถึงขั้นให้กำเนิดลูกน้อยตัว
ขาวจํ้ามํ่าออกมาแล้ว
บรรยากาศในจวนครึกครื้น เฉินซื่อยิ้มมีความสุข
ประหนึ่งบุปผาผลิบาน พาหลัวอี๋ซิ่วกับหลัวอี๋อวี้
เดินทักทายรับรองฮูหยินที่มาเยี่ยมเยือนไปทั่ว
ดวงตาของคุณหนูรองเกาเอาแต่วนเวียนจับจ้อง
อยู่ที่อาหาร ไม่สนทนากับอี๋หนิงสักคำ เมื่ออี๋หนิง
เห็นเช่นนั้นก็วางถาดแผ่นแปั้งถั่วเหอเถา[3] ผสม
พุทราทั้งถาดไว้บนมือนาง ทำให้นางเหลือบมอง
ด้วยความซาบซึ้ง
อี๋หนิงปลื้มปีติ แม่นางท่านนี้หลอกง่ายกว่าคุณหนู
ใหญ่เกานัก
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เฉินซื่อก็เดินมาหานาง สาม
ส่วนยิ้มเจ็ดส่วนเอาใจเอ่ยปากถามอี๋หนิง “เหมย
เจี่ยเอ๋อร์ ปั้าสะใภ้ขอถามเจ้า ญาติผู้พี่หมิงของ
เจ้าคนนั้นมีคู่หมั้นหมายแล้วหรือยัง”
อี๋หนิงชำเลืองมองหลัวอี๋ซิ่ว ก่อนจะส่ายหน้า เฉิน
ซื่อกำลังจะดีใจ แต่อี๋หนิงกลับพูดขึ้น “ข้าไม่
ทราบเจ้าค่ะ”
เฉินซื่อดึงมือของอี๋หนิงไปกุม ทอดถอนใจแล้วเอ่ย
“ก่อนหน้านี้เป็นปั้าสะใภ้ที่ทำไม่ถูก บัดนี้ทุกคน
ต่างไม่กล่าวถึงเรื่องเหล่านั้นแล้ว อี๋หนิงยังโกรธ
เคืองปั้าสะใภ้อยู่หรือ”
อี๋หนิงเพียงยิ้มน้อย ๆ
นางย่อมไม่มีวันลืมว่าในช่วงเวลาที่ท่านย่าเพิ่ง
จากไป เฉินซื่อก็จะให้นางย้ายออกจากห้องโถง
หลักทันที และไม่มีวันลืมสิ่งที่เฉินซื่อทำ เอาเรื่อง
สมบัติที่ท่านย่าทิ้งไว้ให้นางมาลดทอนทรัพย์สินที่
บ้านรองควรจะได้รับ ทว่าเรื่องเหล่านี้ล้วนเป็น
อดีตไปแล้ว บัดนี้บ้านหลักและบ้านรองดู
ภายนอกรักใคร่กลมเกลียวกันดี
“ปั้าสะใภ้อยากสอบถามเรื่องของญาติผู้พี่หมิ
งให้กระจ่างเพื่อพี่หญิงห้าหรือเจ้าคะ” อี๋หนิงถาม
ตามตรง
——————–
[1] มวยคล้อย รูปแบบมวยชนิดหนึ่ง ด้านบน
เกล้ามวย ข้างแก้มทั้งสองข้างทำปอยผมระย้า
[2] ต้าเลี่ยวกับฮวาเจียวเป็นเครื่องเทศของจีน
[3] เหอเถา คือวอลนัต